จางเหวินไม่ได้หันกลับไปมองกู่เหิงแม้แต่น้อย ร่างอันชราภาพของเขาทรุดโทรมเกินกว่าจะขยับได้แล้วแต่ทว่าเขากลับฝืนขยับนิ้วอย่างช้า ๆ ขึ้นไปแตะที่แหวนมิติ เสียงโลหะกระทบกันเบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่กล้วยผลหนึ่งจะถูกหยิบออกมา กล้วยสีเหลืองสดตัดสีแดงกำลังส่งพลังบางอย่างที่แปลกประหลาดออกมา
กู่เหิงขมวดคิ้ว ความแปลกใจวูบหนึ่งผุดขึ้นในใจ แต่ความลังเลนั้นอยู่ได้เพียงชั่วลมหายใจเดียว นิ้วของเขายกขึ้นชี้ไปยังร่างของจางเหวินตรงหน้า ออร่ากึ่งจักรพรรดิรวมตัวกันที่ปลายนิ้วอย่างรวดเร็ว เจตนาสังหารที่ปล่อยออกมาทำให้พื้นที่โดยรอบบิดเบี้ยว
แต่ก่อนที่พลังนั้นจะถูกปลดปล่อย เสียงแหลมสั้นก็ดังขึ้นจากความว่างเปล่า
“เจี๊ยกๆ เ้ามนุษย์มาทำอะไรที่นี่นะ”
กู่เหิงชะงัก หันศีรษะไปตามเสียง ในพริบตานั้นเอง ลิงขนาดเท่าตัวเขาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า สวมเกราะสีทองส่องประกาย ออร่ากึ่งจักรพรรดิที่แผ่ออกมาจากร่างมันหนาแน่นและแข็งแกร่งจนแม้แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกว่าด้อยกว่า ดวงตาลิงสีทองเป็ประกายวาว จ้องมองมนุษย์ตรงหน้าอย่างไม่เป็มิตร
ใน่เสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง ที่ปลายนิ้วของจางเหวิน ประตูมิติขนาดเล็กก็เปิดออกเงียบ ๆ แสงสีฟ้าจาง ๆ วาบขึ้นราวกับลมหายใจสุดท้ายของเขา
กู่เหิงััได้ถึงการกระทำของจางเหวินเขาเคลื่อนไหวทันทีโดยทำการปล่อยคลื่นพลังออกไปโดยไม่ลังเล พลังนั้นพุ่งเข้าไปหาร่างของจางเหวินอย่างโเี้ แต่ลิงสีทองกลับก้าวพรวดเข้ามาขวางไว้ เกราะทองปะทะกับออร่ากึ่งจักรพรรดิ เกิดเสียงดังสนั่นส่งผลให้การโจมตีของกู่เหิงไปถึงจางเหวินได้ช้าลง ก่อนที่ลิงสีทองจะฉกกล้วยจากมือของจางเหวินไปอย่างรวดเร็ว พร้อมะโถอยออกไปหลายก้าว
โดยมันสนใจเพียงแค่กล้วยเท่านั้นแต่ไม่ได้สนใจชีวิตของจางเหวินแต่อย่างใด คลื่นพลังของกู่เหิงที่ยังไม่สลายไปมันได้ทะลวงผ่านร่างของจางเหวินจนแตกสลายทันที กลายเป็เศษเนื้อ เื และสายน้ำที่กระจายไปทั่วอากาศ แต่ท่ามกลางความพินาศนั้น หยดน้ำหยดหนึ่งกลับลื่นไหลผ่านประตูมิติขนาดเล็กไปได้อย่างเฉียดฉิว
ดวงตาของกู่เหิงหรี่ลง เขาพุ่งไปยังต้นกำเนิดของรูปแบบเคลื่อนย้ายในทันที ความเร็วของเขาทำให้มิติมีการแตกสลาย แต่ในจังหวะเดียวกันนั้น ละอองพิษจำนวนมหาศาลก็ะเิออกมาจากร่างที่แตกสลายของจางเหวิน กลิ่นคาวเืผสมพิษแผ่กระจายอย่างบ้าคลั่ง จนแม้แต่ลิงสีทองยังต้องะโถอยห่างด้วยสีหน้าระแวดระวัง
กู่เหิงไม่สนใจที่จะหยุด เขาฝืนพุ่งเข้าไปท่ามกลางพิษด้วยพลังทั้งหมดที่มี ในความคิดของเขา เขาสามารถปล่อยให้จางเหวินตายได้อย่างสงบหลังจากที่ได้ตัวของจางหลินมาแล้วเท่านั้น แต่สิ่งที่เขาไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้ก็คือให้ชายผู้นี้มีโอกาสได้เติบโตเด็ดขาดถึงแม้ว่าสภาพของจางเหวินในตอนนี้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากตระกูลกู่เขาแทบจะเรียกได้ว่าก้าวขาทั้งสองข้างเข้าไปในนรกแล้วก็ตาม
แต่ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
ศพของนักบุญทั้งสิบเก้าร่างที่ถูกจางเหวินกลืนกินไปก่อนหน้านี้ก็พองตัวขึ้นพร้อมกัน รอยอาคมสีดำสนิทปะทุขึ้นจากทั่วร่าง ก่อนที่มันจะะเิออกมาพร้อมกันอย่างรุนแรงในทันที
ตูมๆ! ตูมๆ! ตูมๆ! ตูมๆ!
แรงะเิซ้อนทับกันเป็คลื่นมหาศาล แผ่นดินแยก แสงสว่างขาวโพลนปกคลุมผืนป่า เสียงของแรงะเิที่ซ้อนทับกันจนทุกสิ่งถูกกลืนหาย ต้นไม้โบราณบริเวณนั้นถูกแรงะเิอัดฉีกขาด ลำต้นแตกเป็เสี่ยงๆ เศษดินหินถูกยกขึ้นสู่ฟ้าแล้วบดขยี้จนไม่เหลือรูปร่าง ผืนป่าอสูรโบราณในบริเวณนั้นหายไปทั้งผืน เหลือเพียงหลุมอุกกาบาตกว้างใหญ่
บนท้องฟ้า หลินชิงถงยืนอยู่บนเรือบิน ดวงตาของนางเบิกกว้าง นางจ้องมองไปยังจุดศูนย์กลางของการะเิโดยไม่อาจละสายตาได้ พร้อมหัวใจของนางที่เต้นไม่เป็จังหวะ ข้างกายนาง สตรีอีกผู้หนึ่งลอยนิ่งอยู่ รูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดา ใบหน้าเรียบสงบพร้อมดวงตาสีดำลึกราวกับมองทะลุฟ้าดิน
บนเรือบินของตระกูลกู่ กู่หลานเยว่ยืนตัวแข็ง หัวใจของนางสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่
ควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมา ควันเ่าั้ก็ถูกฉีกกระชากออกจากกันอย่างรวดเร็ว กู่เหิงยืนอยู่กลางหลุมะเิ ก่อนที่เขาจะสะบัดมือเพียงครั้งเดียวก็ทำลายควันทั้งหมดจนสิ้น ร่างของเขาไม่ปรากฏาแแม้แต่น้อย เสื้อผ้ายังคงสะอาดราวกับไม่ได้เกิดแรงะเิใดๆ ดวงตาของเขากวาดมองพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว
ในมือของเขามีเศษอาคมการเคลื่อนย้ายที่ยังไม่สลายดีส่องแสงริบหรี่ นั่นคือรูปแบบการเคลื่อนย้ายของจางเหวินที่ถูกทำลายไม่หมด กู่เหิงไม่ลังเล เขาเริ่มสำรวจลวดลายเ่าั้ทันที พลังจิตััระดับกึ่งจักรพรรดิแทรกซึมเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย รูปแบบนี้ไม่ใช่พิกัดเดียว หากแต่เป็รูปแบบการเคลื่อนย้ายขนาดเล็กนับพัน แต่ละเส้นนำไปยังสถานที่ที่แตกต่างกันนับพันแห่ง
แต่ไม่เป็ไร เขายังส่งคนไปหามันได้ ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นมาในใจ
ทันใดนั้นเอง คลื่นดาบขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้า เสียงแหวกอากาศดังสนั่น พลังกระบี่อันคมกริบฉีกชั้นบรรยากาศเป็เส้นยาว พุ่งตรงลงมายังกู่เหิงอย่างไร้ปรานี
ตูมมมมม!
ผืนดินถูกผ่าขาดเป็ร่องยาวสีดำ ลึกเข้าไปในป่าอสูรโบราณ เศษหินและพลังแตกกระจายไปทั่ว กู่เหิงถอยหลังไปครึ่งก้าวได้ทันเวลา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองบนฟ้า ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย
บนท้องฟ้า สตรีรูปโฉมงดงามยืนถือกระบี่อยู่ ออร่าของนางนิ่งสงบ แต่แฝงอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้งได้ กระบี่ในมือของนางยังคงสั่นไหวจากการฟาดฟันเมื่อครู่
“เ้าเป็บ้าอะไรกันตระกูลกู่กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลไม่ได้มีความแค้นอะไรกันสักหน่อย” กู่เหิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
เขาตั้งสติในทันที และในวินาทีนั้นเองก็รับรู้ได้ว่า รูปแบบการเคลื่อนย้ายในมือของเขาได้พังทลายไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ลวดลายแตกสลายเป็ผงแสง หายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน
กู่เหิงหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเสียดสี “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลช่างยิ่งใหญ่จริง ๆ”
สตรีผู้นั้นไม่ได้สนใจคำพูดของเขาแม้แต่น้อย นางเพียงเก็บกระบี่ลงอย่างเรียบง่าย ก่อนจะหันหลังจากไปพร้อมกับหลินชิงถง ทิ้งไว้เพียงท้องฟ้าที่กลับคืนสู่ความเงียบสงบ
กู่เหิงยืนมองเงาร่างของศิษย์และอาจารย์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลที่กำลังลับหายไปในเส้นขอบฟ้า ออร่าที่กดทับฟ้าดินค่อย ๆ จางลง เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและร่องรอยการทำลายล้าง เขาถอนหายใจยาวหนึ่งครั้ง ราวกับปลดภาระบางอย่างที่กดทับอยู่ในอก ก่อนจะหันไปมองลิงสีทองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาคมกริบของมันจับจ้องมาที่เขาอย่างไม่เป็มิตรนักพร้อมกับกินกล้วยที่มันพึ่งแย่งมาจากจางเหวินเมื่อครู่
“แค่กล้วยลูกเดียวแท้ๆ” กู่เหิงพึมพำด้วยน้ำเสียงขบขันปนเหนื่อยล้า คล้ายหัวเราะเยาะทั้งสถานการณ์และตัวเอง
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ทะยานขึ้นสู่ฟ้า บินกลับไปยังเรือบินของตระกูลกู่ที่ลอยนิ่งอยู่ไม่ไกล ทันทีที่เท้าแตะพื้นเรือ สายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างของกู่หลานเยว่ นางยืนอยู่ตรงหัวเรือ เงียบงัน ดวงตาจับจ้องไปยังทิศทางที่จางเหวินหายไป ราวกับกำลังจดจำภาพสุดท้ายให้ฝังลึกลงไปในหัวใจ
กู่เหิงยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ “เ้าจะเอาอย่างไงต่อ”
กู่หลานเยว่ไม่ตอบในทันที ลมแรงพัดเส้นผมของนางปลิวไหว ใบหน้าที่เคยแฝงความมั่นใจแบบเด็กสาว บัดนี้กลับดูนิ่งและหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหตุการณ์ในวันนี้ได้ขัดเกลาอะไรบางอย่างในตัวนาง นางหันกลับมา ดวงตาแน่วแน่กว่าที่เคย
“ไปที่ตระกูลฟีนิกซ์ทันทีและจับตัวของจางหลิน” นางกล่าวช้า ๆ แต่ชัดเจนทุกคำ
แต่ภายในใจของนางในตอนนี้กลับมีคำตอบที่ชัดยิ่งกว่าภายในใจ
“ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่ง… แข็งแกร่งจนถึงวันที่จางเหวินจะใช้อะไรก็ตาม ก็ไม่อาจเอาชนะข้าได้อีก”
กู่เหิงมองหลานสาวของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้กล่าวคำใดเพิ่มเติม แต่ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้ออกเดินทาง ออร่าระดับกึ่งจักรพรรดิ 3 แห่ง ได้เขามาล้อมรอบตัวเรือเอาไว้ กู่เหิงค่อยๆ หันไปมองก่อนจะเห็นสัตว์อสูรระดับกึ่งจักรพรรดิ 2 ตัวรวมกับลิงสีทองที่กำลังปิดทางเดินเรือของพวกเขาอยู่ กู่เหิงยังคงนิ่งสงบก่อนจะพูดขึ้น
“ถอยไปซะ ถ้าอยากได้อะไรไปคุยกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลเอา…”
ตูมมมมม!
เสียงการะเิดังขึ้นอย่างไร้การเตรียมตัวใดๆ ออร่าระดับกึ่งจักรพรรดิปะทะกันอย่างรุนแรงจนมิติเริ่มแตกออก
ขณะเดียวกัน บนเรือบินลำเล็กอีกลำหนึ่งที่กำลังฉีกอากาศด้วยความเร็วสูง หลินชิงถงนั่งอยู่เงียบ ๆ ข้างกายอาจารย์ของนาง ท้องฟ้าด้านนอกเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว แต่ในใจของนางกลับหนักอึ้งผิดปกติ ความรู้สึกผิดบางอย่างมันถาโถมเข้ามาในหัวของนาง
อาจารย์ของหลินชิงถง สตรีผู้มีสีหน้าเรียบสงบ เหลือบมองศิษย์ของตนเอง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เ้าเป็อะไรไป สาวน้อย”
หลินชิงถงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่แ่เบา “อาจารย์… ท่านว่าเขาจะรอดไหม”
คำถามนั้นลอยอยู่ในอากาศ อาจารย์ของนางไม่ตอบในทันที นางมองออกไปนอกเรือ ราวกับพยายามมองทะลุโชคชะตาที่ซับซ้อน ก่อนจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่รู้สิ ข้าไม่อาจบอกได้ว่าเขาจะตายหรือรอด เื่แบบนี้… มีแต่เขาเท่านั้นที่ให้คำตอบได้ แล้วข้าก็ไม่รู้ด้วยว่ารูปแบบการเคลื่อนย้ายนั้นพาเขาไปที่ไหน”
นางคิดอะไรบางอย่างเล็กน้อย แล้วพูดต่อ “ถ้าเ้ารู้สึกติดค้างอะไรบางอย่างกับเขา งั้นเขามีคำขออะไรกับเ้าหรือไม่”
หลินชิงถงเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย “อาจารย์… ข้าเคยสัญญาว่าจะให้น้องชายของเขาได้ทดสอบเพื่อเข้าร่วมกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหล ท่านช่วยพาข้าไปที่ตระกูลฟีนิกซ์ได้รึเปล่า”
อาจารย์ของนางพยักหน้าลง โดยไม่ถามรายละเอียดเพิ่มเติม มือของนางขยับเล็กน้อย พลังขับเคลื่อนของเรือเปลี่ยนทิศในทันที เรือบินลำเล็กหันหัว มุ่งหน้าไปยังทิศทางของตระกูลฟีนิกซ์ ท่ามกลางท้องฟ้าที่กว้างใหญ่
