จี้เหิงรีบพูดด้วยความร้อนใจ “ใต้เท้า ยามทุกข์ยากอยู่ตรงหน้า ข้าจะจากไปโดยทอดทิ้งท่านเอาไว้ได้อย่างไร เมื่อมีข้าอยู่ข้างกายท่าน ท่านก็ยังได้มีคนช่วยหารือ หากข้าไป ท่านจะทำอย่างไรเล่าขอรับ?”
เ้าเมืองเผยสีหน้าเศร้าโศก โบกมือเอ่ยอย่างจนปัญญาว่า
“พวกเราเคยเป็พี่น้องกันมาหนึ่งหน ย่อมต้องเหลือรกรากเอาไว้ เ้าพาบุตรชายทั้งสองของข้าไปด้วยเถิด ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ อาจหัวหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ พวกเรามิอาจเดิมพันกับสิ่งนี้ได้!”
จี้เหิงพลันคุกเข่าลงดังตุบ เอ่ยด้วยความเศร้าโศกพลางปาดน้ำตา “ใต้เท้า...จะต้องมีหนทางอย่างแน่นอนขอรับ พวกเราคิดหาหนทางอื่นกันเถิด ทำเหมือนเมื่อก่อน หากยังถ่วงเวลาได้ก็ยื้อไปอีกสักระยะเถิดขอรับ!”
เ้าเมืองคุกเข่าลงแล้วกอดจี้เหิงที่ร้องไห้โฮ “กุ่ยโส่วตายแล้ว อีกทั้งร่องรอยของแผนที่ยังหายไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีเบาะแสใดๆ แม้แต่นิด จะถ่วงเวลาเช่นไร? ถ่วงเวลาได้นานเพียงใด? ฮือ...”
เขาปาดน้ำตา ค่อยๆ ปรับสภาพอารมณ์แล้วกล่าวว่า “จี้เหิง ข้ามิอาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว จำต้องเหลือหนทางรอดให้พวกลูกๆ เ้าจากไปเสียั้แ่ตอนนี้เถิด พาพวกเขาไปหาหมู่บ้านเพื่อปักหลักเร้นกาย
จำต้องหลบเลี่ยงผู้ที่เฝ้าจับตาดูให้จงได้ อย่าปล่อยให้ผู้อื่นสังเกตเห็น ข้าขอฝากลูกๆ ของข้าไว้กับเ้าแล้ว ฮือ...”
“ใต้เท้า...ฮือ...” จี้เหิงร้องไห้จนมิอาจเปล่งเสียง เขารู้ว่าหากไม่จากไปในยามนี้ เช่นนั้นก็ต้องเผชิญหน้ากับหายนะกวาดล้างสกุล
พวกเขาถูกบีบบังคับจนอับจนหนทาง แต่เด็กๆ มีความผิดอันใด? เหตุใดต้องมาพบเจอเื่เลวร้ายเช่นนี้ด้วยเล่า
เขากับเ้าเมืองอยู่ด้วยกันมาั้แ่ใส่ผ้าอ้อม แม้เจออุปสรรคมากมายก็ยังไม่เคยแยกจากกัน การแยกจากกันในครั้งนี้ ไม่รู้ว่ายังจะมีโอกาสได้พบกันอีกหรือไม่
ความรู้สึกรวดร้าวของจี้เหิงพรั่งพรูออกมาจากอก เขาร่ำไห้จนหายใจไม่ทัน หากไม่มีบุตรที่ต้องปกป้อง เช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรครั้งนี้ตนก็ไม่มีทางแยกกับสหายที่ดีอย่างแน่นอน
แม้จะมิได้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน แต่ขอตายวันเดือนปีเดียวกัน ยามอยู่ในยมโลกจะได้มีเพื่อน มิต้องรู้สึกเดียวดายจนเกินไปมิใช่หรือ?
ทว่ายามนี้ เฮ้อ...
ขณะที่ผู้มีอิทธิพลในแต่ละหนแห่งของแคว้นฉีฉู่ต่างทุ่มเทกำลังคนและกำลังทรัพย์เพื่อแผนที่หนึ่งแผ่น บีบบังคับเสียจนคนมากมายหาทางออกไม่พบ
เคอโยวหรานกลับนอนอยู่ในอ้อมกอดของต้วนเหลยถิง ผล็อยหลับไปท่ามกลางการสั่นโคลงเคลงของรถม้า
นับั้แ่นางพบแผนที่บนกายกุ่ยโส่วและเก็บมันไว้ในมิติวิเศษ นางก็ได้ลืมแผนที่แผ่นนั้นไปโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว
อย่าว่าเพียงแผนที่ กระทั่งหยกห้อยที่ปรมาจารย์แพทย์พิษทั้งสองมอบให้ นางก็ยังมิได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด
ยามนี้แผนที่กับหยกห้อยต่างนอนอยู่ในมิติวิเศษ หากพวกมันรู้จักคิด คงจะกล่าวโทษอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า
“นายท่าน เหตุใดถึงได้เลินเล่อถึงเพียงนี้? ในสายตาผู้คนทั่วหล้า พวกเราสำคัญตั้งเพียงใด ท่านรู้บ้างหรือไม่?
มีคนมากมายหมายจะ่ชิงแต่มิอาจไขว่คว้า ท่านกลับเอาพวกเรามาใส่ไว้ในลิ้นชักอันมืดมิดเช่นนี้ นี่มันเื่อันใดกัน?”
ช่างน่าเสียดายที่พวกมันไม่สามารถเอ่ยสิ่งใด ทั้งยังไม่มีผู้ใดเตือนสติให้เคอโยวหรานนึกเื่นี้ขึ้นมาได้อีกด้วย
ขณะรถม้าเคลื่อนตัวโคลงเคลงจากทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเข้าสู่เชิงเขาต้าชิง พลันมองเห็นเฉินต้าจ้วงที่เดินย้อนกลับไปมาอย่างรีบร้อน ท่าทางคล้ายกำลังรอผู้ใด
อิ่งเอ้อร์หันกลับมาเอ่ยกับผู้ที่อยู่ในรถม้าว่า “นายท่าน บุตรชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านเฉินกำลังเดินวกวนกลับไปกลับมาด้วยสีหน้าร้อนใจอยู่ตรงทางแยก มิรู้ว่ามีเื่ใดเกิดขึ้นหรือไม่ขอรับ?”
เพิ่งจะสิ้นคำกล่าว เฉินต้าจ้วงก็เห็นรถม้าของพวกเคอโยวหรานเคลื่อนเข้ามา จึงรีบวิ่งไปหาพลางหอบหายใจถามว่า “ซานหลางกับโยวหรานอยู่ในรถม้าหรือไม่?”
ต้วนเหลยถิงเลิกม่านและชะโงกหน้าออกมาก่อนเอ่ย “เกิดเื่อันใดขึ้นหรือ? เหตุใดท่านปู่ใหญ่จึงรีบร้อนเช่นนี้?”
“เฮ้อ...ยังจะมิใช่เพราะเื่วิธีทำเต้าหู้นั้นอีกหรือ” เฉินต้าจ้วงตบต้นขาด้วยความโมโห จากนั้นเล่าเื่ที่เกิดขึ้นโดยละเอียด
ที่แท้ พวกปู่รองสกุลเคอยังคงเพ่งเล็งกำไรสูงลิ่วจากวิธีทำเต้าหู้ไม่ยอมปล่อยวาง จึงไปหาผู้อ่อนาุโที่ร่างกายแข็งแรงหลายคนมาปีนกำแพงจวนผู้ใหญ่บ้านเฉิน
แต่ผู้ใดจะนึกว่าภายในเรือนมีกับดักที่อิ่งเอ้อร์กับอิ่งซานช่วยกันติดตั้งเอาไว้ มีผู้อ่อนาุโสองคนพลัดตกลงไปในลานเรือน หนึ่งในนั้นตกลงไปในกับดักโดยไม่ตั้งใจ
ยามนี้ได้รับาเ็และถูกหามกลับจวน ตามด้วยเชิญท่านหมอหลูไปตรวจอาการ นับว่ารักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้ว
แต่เพราะาเ็ไม่น้อย จำต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อยา
ไม่เพียงเท่านั้น ปู่รองสกุลเคอยังพาคนสกุลเคอมาก่อเื่ที่จวนผู้ใหญ่บ้านเฉินอีกครั้ง เวลานี้ทั้งสองฝ่ายกำลังคุมเชิงกันอยู่
ปู่รองสกุลเคอ้าให้ผู้ใหญ่บ้านเฉินชดเชยให้คนทั้งสอง คนละหนึ่งพันตำลึง เป็เงินทั้งสิ้นสองพันตำลึง มิเช่นนั้นพวกเขาจะทุบทำลายห้องทำเต้าหู้ของสกุลเฉิน ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างเป็สุข
ขณะเฉินต้าจ้วงกำลังอธิบาย เคอโยวหรานก็ค่อยๆ รู้สึกตัว ฝันดีถูกรบกวนจึงไม่พอใจยิ่งนัก เอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า
“อิ่งเอ้อร์ ให้ปู่ใหญ่ขึ้นรถม้า รีบเร่งม้าข้ามสะพานไม้ พวกเราจะไปพบท่านปู่รองสกุลเคอสักหน่อย ขโมยบุกเข้าจวนยังมีเหตุมีผลด้วยหรือ? พวกเขาช่างฝันหวานนัก”
“ขอรับ ฮูหยินน้อย” อิ่งเอ้อร์ขานรับ จากนั้นขยับเว้นตำแหน่งให้เฉินต้าจ้วงขึ้นมานั่งบนเพลารถม้า
พวกเขาไม่กี่คนต่างพากันห้อตะบึงไปยังจวนผู้ใหญ่บ้านเฉิน
เพิ่งจะมาถึงจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินก็เห็นเกี้ยวของนายอำเภอจอดอยู่ข้างประตูลานเรือน เ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูมีสีหน้าดุดันยิ่งนัก
เฉินต้าจ้วงะโลงจากรถม้า เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ภายในใจของเขาถึงกับกระตุก
มิใช่กระมัง เื่ที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านยังกระทบไปถึงนายอำเภอด้วยหรือ?
ต้วนเหลยถิงประคองเคอโยวหรานลงจากรถม้า ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะทอดมองภาพตรงหน้า ก่อนจะหันไปสบตากับเคอโยวหราน ภายในแววตาของทั้งสองล้วนเปี่ยมด้วยความเคร่งขรึม
นับแต่โบราณมา คนจนมิอาจต่อกรกับคนรวย เห็นทีวิธีทำเต้าหู้นี้จะเย้ายวนใจผู้คนมากเกินไป กระทั่งขุนนางยังอยากแบ่งแกงไปกินสักหนึ่งชาม
ต้วนเหลยถิงโอบเอวของเคอโยวหราน เตรียมจะเดินเข้าไปในลานเรือนของจวนสกุลเฉิน แต่กลับถูกขวางทางเอาไว้
“ผู้มาเยือนเป็ใคร? จวนว่าการอำเภอกำลังปฏิบัติหน้าที่ จงรีบกลับไปเสีย”
ต้วนเหลยถิงชำเลืองมองเ้าหน้าที่อย่างไม่ใส่ใจนักคราหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ไปเรียนท่านนายอำเภอของพวกเ้าว่าซานหลางแห่งสกุลต้วนบนเชิงเขาต้าชิงมาเยือน”
เ้าหน้าที่ทั้งสองสบตากัน หนึ่งในนั้นวิ่งเหยาะเข้าไปรายงาน ไม่นานนักก็ออกมากระซิบข้างหูเ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งก่อนจะหลีกทางให้ต้วนเหลยถิง
ครั้นพวกเขาไม่กี่คนเข้ามาในลานเรือนสกุลเฉิน พลันพบว่าบานประตูทั้งหมดภายในจวนถูกเปิดกว้าง มีเ้าหน้าที่เดินเข้าออกเพื่อรวบรวมข้าวของทั้งหมดในจวนผู้ใหญ่บ้านเฉิน ช่างราวกับเป็การค้นจวนก็มิปาน
มีเก้าอี้ไท่ซือตัวหนึ่งวางอยู่ใจกลางลานเรือน โดยมีนายอำเภอกำลังนั่งถือจอกน้ำชาด้วยท่าทางสุขุม
ผู้ใหญ่บ้านเฉินกับคนทั้งครอบครัวถูกเ้าหน้าที่บังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้านายอำเภอ
ส่วนทางด้านหลังของนายอำเภอมีเคอเจิ้งหนานผู้เป็อารองของเคอโยวหรานยืนขนาบข้าง รวมถึงปู่รองสกุลเคอที่ระยะหลังมานี้ก่อเื่วุ่นวายยิ่งนัก
รอบข้างทั้งสี่ทิศมีคนสกุลเคออยู่ไม่น้อย ส่วนคนสกุลเฉินถูกขวางเอาไว้ด้านนอกลานเรือน มิอาจเข้ามาข้างในได้
“ท่านพ่อ...” เฉินต้าจ้วงเข้ามาข้างใน ครั้นเห็นบิดาของตนคุกเข่าอยู่กลางเรือนด้วยท่าทางอ่อนล้า เขาพลันโผเข้าไปประคองผู้ใหญ่บ้านเฉินด้วยความปวดใจและคุกเข่าอยู่ตรงหน้านายอำเภอเช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ เคอเจิ้งหนานกับปู่รองสกุลเคอต่างยกยิ้มมุมปาก ทอดมองคนหนึ่งครอบครัวที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างหยามเหยียด
เคอเจิ้งหนานเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานยืนตรงตระหง่านพลันร้องตะคอกว่า “บังอาจ เ้าคือผู้ใดกันเห็นท่านนายอำเภอแล้วยังไม่รีบคุกเข่าลงอีก?”
ต้วนเหลยถิงไม่แยแสตัวตลกเช่นเคอเจิ้งหนาน เพียงทอดมองไปทางนายอำเภอที่กำลังนั่งอยู่อย่างเอ้อระเหย กลิ่นอายกดข่มน่าเกรงขามไร้รูปพลันถูกปลดปล่อยให้แผ่กระจายออกไป
เพียงหนึ่งสายตา นายอำเภอก็รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งกาย จอกน้ำชาที่ถือเอาไว้ถึงกับหล่นลงบนพื้น ทั่วทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงจนเกือบจะลงไปคุกเข่าให้ต้วนเหลยถิง
มุมปากของเคอโยวหรานหยักยก สามีของนางก็ช่างกระไร นายอำเภอที่ไม่มีกระทั่งเรี่ยวแรงมัดไก่เช่นนี้จะไปทัดทานพลังเพียงสองส่วนของเขาได้อย่างไร หากเพิ่มพลังขึ้นอีกสักนิด ไม่แน่ว่าอาจทำให้นายอำเภอถึงกับกระอักเืลงตรงนั้นเสียแล้ว
