บทที่ 10 น้ำตาของฮูหยินรอง
กลิ่นอายของความพ่ายแพ้อบอวลอยู่ในอากาศหนาหนัก ราวกับกลุ่มหมอกสีเทาที่ปกคลุมลานเรือนหลักของจวนแม่ทัพโหย่ว พวงกุญแจเหล็กสีดำมะเมื่อมที่เคยเป็สัญลักษณ์แห่งอำนาจเบ็ดเสร็จของ หลูมี่หยวน บัดนี้วางนิ่งอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอมเบื้องหน้าไป๋ซู่หลาน แสงแดดยามเที่ยงสะท้อนกับโลหะเย็นเฉียบ ส่งประกายวาบเข้าตาผู้คนที่รุมล้อมอยู่ราวกับจะตอกย้ำว่ายุคสมัยของภรรยารองได้สิ้นสุดลงแล้ว
หลูมี่หยวน หรือฮูหยินหลู ทรุดกายลงกับพื้นอย่างหมดรูป ร่างที่เคยอวบอัดในชุดผ้าไหมชั้นเลิศสั่นเทาราวกับใบไม้ที่ต้องลมพายุ หยาดน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มที่พอกแป้งไว้หนาจัด แต่น้ำตาเ่าั้หาได้เกิดจากความสำนึกผิด ทว่ามันคือหยาดน้ำที่กลั่นมาจากความแค้นเคืองและความขลาดกลัว
“ซู่หลาน! เ้าช่างใจดำนัก สิบปีที่ข้าดูแลเ้ามา ข้าประคับประคองจวนนี้เพื่อรอท่านแม่ทัพกลับมา วันนี้เ้ากลับใช้อำนาจที่ท่านแม่มอบให้มาชิงทุกอย่างไปจากข้า” เสียงของนางสั่นเครือ สะอึกสะอื้นจนดูน่าเวทนาในสายตาของบ่าวไพร่ที่ยังไม่รู้ความลึกซึ้ง
ไป๋ลู่ที่อยู่ในร่างของไป๋ซู่หลานไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้เพียงปลายนิ้ว นางนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ท่วงท่าสงบนิ่งราวก้อนหินกลางสายน้ำที่เชี่ยวกราก ดวงตาคู่คมพยาบาทของนางจดจ้องมองดูหยดน้ำตาของแม่เลี้ยงด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ราวกับนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังสังเกตการคัดหลั่งของสารพิษออกจากร่างกายสิ่งมีชีวิต
“ท่านแม่เลี้ยง น้ำตาของท่านมีค่าความเข้มข้นของความซื่อสัตย์เป็ศูนย์” ไป๋ลู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความเ็าในถ้อยคำกลับกรีดลึกไปถึงกระดูก
“ในฐานะหมอ ข้าขอบอกท่านว่า การบีบน้ำตาเพื่อเรียกร้องความสงสารในขณะที่ความผิดมัดตัวแ่าเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ค่าความดันโลหิตของท่านพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ประโยชน์ เก็บแรงไว้ใช้ในการกักตัวอยู่ในเรือนพักของท่านจะดีกว่า”
นางหยิบพวงกุญแจขึ้นมา หมุนเล่นในมืออย่างอ้อยอิ่ง เสียงโลหะกระทบกัน กริ๊ก กริ๊ก ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
“อามามา!” ไป๋ลู่เรียกบ่าวคนสนิทของฮูหยินเฒ่า
“ส่งฮูหยินรองกลับไปที่เรือนปีกตะวันออก สั่งทหารยามเฝ้าไว้ให้มั่น ห้ามใครเข้าพบและห้ามนางก้าวเท้าออกจากประตูเรือนแม้แต่ครึ่งก้าว หากไม่มีคำสั่งโดยตรงจากข้าหรือท่านย่า หากมีสิ่งใดสูญหายไปจากห้องหอของนางแม้เพียงชิ้นเดียว ข้าจะถือว่าเป็ความบกพร่องของพวกเ้า”
“เ้าค่ะ! คุณหนูใหญ่!” อามามาขานรับด้วยความยำเกรง
“ไป๋ซู่หลาน! เ้ามันปีศาจ! เ้ากักขังข้าไม่ได้!” ฮูหยินหลูแผดเสียงะโอย่างเสียสติเมื่อถูกบ่าวไพร่เข้ามารวบตัว ความเป็ผู้ดีที่เสแสร้งพังทลายลง เหลือเพียงสตรีแพศยาที่กำลังดิ้นรนในกองเพลิงแห่งกรรม
ไป๋ลู่เพียงปรายตาดูเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดมือเป็สัญญาณให้ลากตัวออกไป ในหัวของนางไม่ได้มีความรู้สึกสะใจที่รุนแรง ทว่ามันคือความว่างเปล่าที่แสนสุขุม สำหรับนาง การกำจัดฮูหยินหลูก็เหมือนการเฉือนเนื้อร้ายทิ้ง ทุกอย่างต้องสะอาด รวดเร็ว และแม่นยำ
แต่ทว่า ความวุ่นวายยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้! ใครกล้าแตะต้องท่านแม่ของข้า!”
เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความโอหังดังขึ้นจากหน้าประตูใหญ่ ตามมาด้วยร่างของ ไป๋ชิง น้องสาวต่างมารดาผู้เป็ที่รักยิ่งของฮูหยินหลู นางเดินนวยนาดเข้ามาด้วยชุดสีชมพูกลีบบัวที่ปักด้ามทองอย่างวิจิตร ใบหน้าสะสวยที่ถูกประทินโฉมมาอย่างดีบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
ไป๋ชิงพุ่งตรงเข้ามาหาไป๋ลู่ นางชี้หน้าพี่สาวคนโตด้วยนิ้วเรียวสวยที่สั่นระริก
“ไป๋ซู่หลาน! เ้านังตัวอัปมงคล! เ้าใช้เล่ห์กลอะไรเป่าหูท่านย่า ถึงได้กล้ามาลบหลู่ท่านแม่ของข้าเช่นนี้! แค่หน้าตาเ้าอัปลักษณ์ไม่พอ ใจเ้ายังดำมืดดุจถ่านไฟเสียอีก!”
ไป๋ลู่ไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม มือเรียวบางยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอย่างสง่างาม กลิ่นหอมจางๆ ของชาอูหลงลอยกรุ่น ท่วงท่าของนางดูราวกับภาพวาดที่นิ่งสนิท ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่มหาศาลจนไป๋ชิงต้องชะงักฝีเท้า
“หน้าตาข้าอัปลักษณ์งั้นหรือ?” ไป๋ลู่ค่อยๆ วางถ้วยชาลงช้าๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองน้องสาว แววตาของนางนิ่งเฉียบเสียจนไป๋ชิงรู้สึกเหมือนถูกเข็มน้ำแข็งปักเข้าที่กลางหน้าผาก
“เ้าช่างโง่เง่านักไป๋ชิง” ไป๋ลู่เอ่ยเสียงเบา ทว่ากังวานชัด
“เ้ารู้ไหมว่าความงามที่เ้าภูมิใจหนักหนา มันเปราะบางเพียงใด? ผิวพรรณของเ้านวลเนียนได้เพียงเพราะเครื่องประทินโฉมราคาแพงที่แม่ของเ้าขโมยมาจากเงินสินเดิมของแม่ข้า แต่สำหรับข้า สิ่งที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้านี้ คือผิวพรรณที่กำลัง เยียวยา ตัวเองจากพิษร้ายที่แม่เ้าพากเพียรวางให้ข้ามานับสิบปี”
นางค่อยๆ ปลดผ้าคลุมหน้าออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าซีกซ้ายที่บัดนี้รอยปานแดงจางลงจนกลายเป็เพียงสีชมพูระเรื่อดุจสีของท้องฟ้ายามรุ่งสาง มันไม่ได้ดูน่าเกลียดอีกต่อไป ทว่ากลับส่งเสริมให้ใบหน้าที่ขาวเนียนละเอียดนั้นดูงดงามแปลกตาและสูงส่งราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาท่ามกลางความมืดมิด
ไป๋ชิงเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“เป็ไปไม่ได้! หน้าของเ้า!”
“ความจริงมันเ็ปเสมอสินะ” ไป๋ลู่ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่เคยซูบผอมบัดนี้เริ่มมีราศีที่มั่นคง นางก้าวเดินเข้าไปหาน้องสาวอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวเหมือนน้ำหนักของขุนเขาที่กดทับใจคนมอง
“ไป๋ชิง เ้ามาที่นี่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แม่เ้า หรือมาเพื่อแสดงความเขลาให้บ่าวไพร่ดูเล่น?” ไป๋ลู่ถามพลางหรี่ตาลง
“เ้าบอกว่าข้าตัวอัปมงคล? แต่ในสายตาข้า คนที่กินแรงพี่สาว ยักยอกสมบัติคนตาย และวางแผนฆ่าผู้าุโในตระกูล! นั่นต่างหากคือความอัปมงคลที่แท้จริง”
“ข้า! ข้าไม่เชื่อ! ท่านแม่ไม่ได้ทำ!” ไป๋ชิงพยายามตะคอกกลับ แต่เสียงของนางกลับเบาหวิวราวกับเสียงยุง
ไป๋ลู่ยกป้ายอาญาสิทธิ์ขึ้นมาต่อหน้าไป๋ชิง แสงอาทิตย์สะท้อนโลหะวาววับจนน้องสาวต้องเบือนหน้าหนี
“นี่คือป้ายสั่งการจากท่านย่า หากข้าสั่งให้นางกำนัลตบปากเ้าเสียเดี๋ยวนี้ฐานิ่ประมาทคุณหนูใหญ่ เ้าคิดว่าจะมีใครกล้าห้ามข้าไหม?” ไป๋ลู่กล่าวเสียงเย็น
“แต่ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะการใช้กำลังกับคนสมองกลวงเช่นเ้า มันช่างเสียพลังงานโดยใช่เหตุ”
นางโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูไป๋ชิง น้ำเสียงราบเรียบเหมือนลมพัดผ่านห้องดับจิต
“เ้าควรจะสำนึกไว้ว่า ที่เ้ายังยืนอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ใช่เพราะความเก่งกล้าของเ้า แต่เป็เพราะข้ายังอยากให้เ้ามีชีวิตอยู่เพื่อมองดูความพินาศของแม่เ้าทีละนิด จงกลับไปที่เรือนของเ้าเสีย แล้วฝึกหัดเย็บปักถักร้อยไปพลางๆ เพราะนับจากนี้ไป เงินค่าเบี้ยหวัดของเ้าจะถูกตัดออกครึ่งหนึ่ง เพื่อชดเชยให้แก่บ่าวไพร่ที่เ้าเคยทุบตีและข่มเหง”
“เ้ากล้าดีอย่างไร! ข้าคือคุณหนูรอง!”
“จวนแม่ทัพโหย่วมีฟ้าเพียงผืนเดียว และตอนนี้ ท้องฟ้านั้นไม่ได้แซ่หลู” ไป๋ลู่ถอยออกมา จ้องมองน้องสาวด้วยสายตาสมเพช
“อามามา! ลากตัวคุณหนูรองกลับเรือน หากนางขัดขืน ให้กักบริเวณนางเพิ่มเป็เจ็ดวัน”
ไป๋ชิงกรีดร้องอย่างขัดใจ ทว่าบ่าวรับใช้ที่เคยประจบประแจงนางบัดนี้กลับก้มหน้าหลบตา ไม่มีใครกล้าก้าวออกมาปกป้องนางสักคนเดียว ทหารยามสองคนเดินเข้ามาเชิญตัวนางออกไปอย่างเคร่งครัด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและการรับรู้ที่กระจายไปทั่วจวนราวกระแสไฟฟ้า
บ่าวไพร่ทุกคนที่ยืนอยู่ในลานเรือน บัดนี้ต่างเข้าใจลึกซึ้งถึงกระดูกว่า คุณหนูใหญ่คนใหม่ไม่ใช่เด็กสาวที่ยอมคนอีกต่อไป
นางไม่ใช่เพียงสตรีที่ฟื้นจากความตาย แต่นางคือผู้ที่ถือครองกุญแจแห่งโชคชะตา คือศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นที่จะมาผ่าตัดทำความสะอาดจวนแห่งนี้ใหม่ทั้งหมด ใครที่เป็เนื้อร้าย นางจะตัดทิ้ง ใครที่เป็เนื้อดี นางจะเยียวยา
ไป๋ลู่ยืนนิ่งอยู่กลางลาน แสงแดดตกกระทบใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนาง แววตาของนางทอดมองไปยังประตูใหญ่ของจวนแม่ทัพ ในใจไม่ได้มีความยินดีกับชัยชนะเล็กๆ นี้เท่าใดนัก เพราะนางรู้ดีว่าาที่แท้จริงข้างนอกกำแพงจวน ศึกในราชสำนักและสายเืัที่แสนซับซ้อน กำลังรอคอยการปรากฏตัวของนางอยู่
“เนื้อร้ายส่วนแรกถูกขจัดไปแล้ว” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นมาปิดบังโฉมงามไว้อีกครั้ง
“ต่อไป ก็ถึงเวลาสร้างรากฐานใหม่ที่ไม่มีใครสั่นคลอนได้”
นางเดินกลับไปยังเรือนไม้จันทน์เพื่อรายงานผลแก่ฮูหยินเฒ่า ทุกฝีก้าวของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจที่สั่งสมมาจากประสบการณ์สั่งเป็สั่งตายในชาติภพก่อน ในโลกนี้ อำนาจอาจจะซื้อได้ด้วยเงินหรือสถานะ แต่ความยำเกรงที่แท้จริง ต้องสร้างขึ้นด้วยความเฉียบขาดที่ไร้ร่องรอยของความลังเล
จวนแม่ทัพโหย่วในยามบ่ายนี้สงบเงียบผิดปกติ ทว่าภายใต้ความเงียบนั้น ทุกคนต่างรู้ดีว่าชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ภายใต้มือที่เรียวบางแต่แฝงไว้ด้วยพละกำลังของเทพเ้า คุณหนูใหญ่ไป๋ซู่หลานผู้เป็หัตถ์เทวะคนนี้ จะเปลี่ยนแผ่นดินให้เป็อย่างที่นาง้า
หยาดน้ำตาของสตรีแพศยาในวันนี้ เป็เพียงเครื่องดื่มดับกระหายสำหรับยมทูตสาวผู้กำลังเริ่มต้นการทวงคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!
