บทที่ 90 เอาชนะจางอวิ๋นด้วยกระบี่
ลู่อวี่ไม่มีกะจิตกะใจมาต่อล้อต่อเถียงกับจางอวิ๋น และยังรู้ด้วยว่า แม้ตัวเองจะเอาชนะจางอวิ๋นมาได้อย่างทุลักทุเล แต่จะให้เขายอมรับทั้งปากและใจคงทำไม่ได้ นอกจากนี้ เห็นได้ชัดว่า เป็ไปไม่ได้ที่ตระกูลจางจะได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเจียง เพราะความสัมพันธ์ของสตรีนางหนึ่ง ตระกูลเจียงน่าจะได้รับผลประโยชน์จากทางเป่ยหยวนไม่น้อย ถึงได้ออกมาเป็เช่นนี้ คาดว่าภายในไม่กี่วัน คนจากตระกูลเจียงคงจะมาจัดการเื่นี้ ถึงเวลาก็คอยดูท่าทีของตระกูลเจียงอีกครั้งหนึ่ง
ตอนนี้ตระกูลลู่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ถึงแม้จะยังไม่ได้ผงาดอำนาจขึ้นมาจริงๆ แต่ก็เผยให้เห็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และต่อให้เป็ตระกูลเจียงที่อยู่ในลำดับสองของตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ด ลู่อวี่ก็ไม่สนใจ
“ข้าเป็ใครเ้าไม่ต้องมายุ่ง และยิ่งไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยปากถามด้วย แต่ภายในสามวันนี้ หากสวนสัตว์วิเศษตระกูลจางของเ้าไม่รีบย้ายออกไป หรือมีเื่ล้ำเส้นกันขึ้นมาอีก ก็อย่าตำหนิว่าตระกูลลู่ของเราไม่เกรงใจ ที่จะเข้าไปเก็บกวาดจนสะอาดแทนตระกูลจางของเ้า และหากเกิดเื่อะไรที่ทำให้คนาเ็ขึ้นมา ฮึ่ม มันผู้นั้นต้องตาย!” ลู่อวี่ไม่อยากเสียเวลาพูดจาไร้สาระ หลังจากพูดด้วยน้ำเสียงเ็าจบแล้ว ก็คิดอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่สนใจสีหน้าโกรธเคืองของทุกคนในตระกูลจาง หลังจากเอ่ยคำพูดเมื่อครู่นี้ จึงเอ่ยปากออกไปอีกว่า “อีกอย่าง ในระหว่างนี้ตระกูลจางของเ้า ก็ได้สร้างความสูญเสียให้กับตระกูลลู่ของเราอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็ชื่อเสียง ของศักดิ์สิทธิ์ อาวุธวิเศษ และหินวิเศษไป ดังนั้น ตระกูลจางของเ้าต้องนำของมาชดใช้เป็ค่าตอบแทนที่เพียงพอภายในสามวัน มิฉะนั้น ตระกูลลู่ของเราจะจ่ายคืนให้เป็สิบเท่า อย่าได้เสียใจภายหลัง หรือหาว่าข้าไม่ได้บอกล่วงหน้าเล่า!”
แม้ว่าจางอวิ๋นจะได้รับาเ็จากคมกระบี่สุดท้ายของลู่อวี่เมื่อครู่นี้ แต่อาการาเ็ไม่รุนแรงมากนัก เป็เพราะ แร่หินก้อนนั้นที่ถูกโยนออกไปสกัดกั้นไว้ก่อนหน้านั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด รู้เพียงว่ามันแข็งแกร่งไม่น้อย เคยได้สอบถามผู้คน และตรวจสอบจากในคัมภีร์จำนวนมาก แต่ก็ยังนึกไม่ออก เพราะสาเหตุนี้จึงเก็บมันไว้ในแหวนลับของตัวเองมาโดยตลอด เมื่อถูกแย่งชิงไปเวลานี้จึงไม่ได้รู้สึกเสียดายมากนัก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เื่นี้มันน่าอับอายขายขี้หน้าไม่น้อย
ตอนนี้ตระกูลจางทั้งตระกูลก็ไม่สามารถปฏิเสธ และขัดขืนต่อตระกูลลู่ได้ ตัวเขาเองที่เป็ประมุขของตระกูลก็ถูกโจมตีจนพ่ายแพ้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดถึงไม่สนใจข้อดีหรือข้อเสียของแร่หินก้อนหนึ่ง
สำหรับเงื่อนไขที่ลู่อวี่เสนอมาให้ จางอวิ๋นก็ไม่ได้ตกปากรับคำ เป็เพราะในเวลานี้ เื่ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็เพียงเื่ของศักดิ์ศรีของตระกูลจางเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวเนื่องกับชีวิตและความตายของคนในตระกูลจางด้วย ย่อมเป็เื่ปกติที่จะไม่มีทางยอมง่ายๆ แต่ทางนั้นแข็งแกร่งกว่า ทั้งยังเอาชนะเขาได้ด้วยตัวคนเดียว แม้คนที่อยู่ตรงหน้านี้จะดูเหมือนมีสถานะไม่ธรรมดา แต่มันก็ไม่ได้บ่งบอกว่าผู้อื่นจะอ่อนแอกว่าตัวเอง ดังนั้น จึงทำได้เพียงระงับความโกรธไว้ในใจ และพูดอย่างเ็าออกไปว่า “เื่นี้ตระกูลจางของเราจะพิจารณาดู!”
ลู่อวี่รู้แผนการของจางอวิ๋นดี เขาเพียงคาดหวังให้คนของตระกูลเจียงมาก็เท่านั้น ครั้งนี้เขาออกมาเพื่อท่องเที่ยวหาประสบการณ์ จึงอยากเห็นบุคคลสำคัญของตระกูลเจียงที่ใหญ่เป็อันดับสองของเจ็ดตระกูลใหญ่ในเทียนตูสักหน่อย ดังนั้นจึงไม่บีบบังคับอะไรอีก เขาหันหลังและจากไป พร้อมกับทุกคนของตระกูลลู่ที่มีสีหน้าดูมีความสุขและตื่นเต้น
บ่อน้ำัหลับแห่งเป่ยอวี้ เป็ที่ตั้งของตระกูลเจียงหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งเทียนตู
แม้ว่าบ่อน้ำัหลับจะตั้งอยู่ทางเขตแดนตอนเหนือ แต่เนื่องจากภูมิประเทศต่ำและมีูเาล้อมรอบ ประกอบกับความสามารถของผู้บำเพ็ญเพียรที่ทรงพลัง จึงทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยเสียงนกร้องและดอกไม้ที่แบ่งบานส่งกลิ่นหอม ทำให้ทั้งสี่ฤดูกาลเหมือนกับฤดูใบไม้ผลิ
ในลานที่สวยงามทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของบ่อน้ำัหลับ ผู้เฒ่าสามของตระกูลเจียงนามว่า เจียงซื่อเฉวียนกำลังหยอกล้ออยู่กับหลานชายที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน แม้ว่าตอนนี้เขาจะอายุมากกว่าสองร้อยปีแล้ว และมีบุตรชายอยู่มากมาย แต่ต่อให้มีพลังยุทธ์ที่เก่งกาจเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถควบคุมได้ว่า บุตรที่สตรีให้กำเนิดนั้นจะเป็เด็กชายหรือเด็กหญิง ดังนั้น จนถึงตอนนี้ หลังจากที่บุตรชายคนเล็กของเขาแต่งงานกับสตรีจากตระกูลเล็กๆ ในดินแดนห่างไกล แล้วให้กำเนิดบุตรชายออกมาคนหนึ่ง เช่นนี้แล้วจะไม่ทำให้เขาดีใจได้อย่างไร และจะไม่หลงรักหลานชายตัวน้อยจนหัวปักหัวปำได้อย่างไร?
บุตรชายคนเล็ก เจียงเซ่าชิงที่ยืนแสดงความยินดีอยู่ด้านข้าง และมองดูบิดาของเขาอุ้มบุตรชายตัวเองอย่างระมัดระวัง ก็รู้สึกภาคภูมิใจและดีใจไม่น้อย เป็เพราะในบรรดาบุตรชายเจ็ดแปดคนของบิดาก็มีเพียงเขาผู้เดียวที่มีบุตรชาย แม้ว่ามรดกของบิดาจะไม่ส่งมอบให้เขาในภายภาคหน้า แต่ย่อมต้องส่งต่อมาให้บุตรชายของเขาอย่างแน่นอน
แม้ว่าพี่ชายคนอื่นๆ อาจมีบุตรชายได้อีก ทว่ามันย่อมไม่แน่นอน แต่ก็ไม่มีสักคนที่สามารถเข้าสู่ลำดับศักดิ์ของตระกูลเจียงได้ เขาเองก็รู้เหมือนกันว่า ถึงแม้หลานชายเหล่านี้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็มีหลายคนที่มีสายเืของตระกูลเจียงจริงๆ แต่เมื่อไม่ได้รับการยอมรับจากบรรดาท่านผู้เฒ่าแล้วจะทำอย่างไรได้?
ทว่าเมื่อนึกถึงข่าวที่เพิ่งได้รับ เจียงเซ่าชิงจะไม่ให้ความสำคัญคงเป็ไปไม่ได้ ดังนั้นหลังจากไตร่ตรอง และเรียบเรียงคำพูดแล้วจึงเอ่ยปากออกมาว่า “ท่านพ่อ เมื่อครู่นี้มีข่าวที่ไม่ค่อยดีนัก!”
เจียงซื่อเฉวียนไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น เอาแต่หยอกล้ออยู่กับหลานชายตัวน้อยอย่างมีความสุข แม้ว่ามารดาของเ้าหลานชายตัวน้อยจะไม่ค่อยดี แต่เื่นี้ถือเป็เื่รอง สิ่งสำคัญคือเด็กคนนี้มีคุณสมบัติที่ดี และเมื่อได้ยินที่บุตรชายพูด ก็เอ่ยถามออกไปลอยๆ ว่า “เกิดเื่อะไรขึ้นอีกแล้ว? คงไม่ไปหาเื่อะไรมาอีกใช่หรือไม่!”
เจียงเซ่าชิงถึงกับยิ้มเหยเกและปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “มีเื่นั้นที่ใดกัน มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้า แต่เป็ทางตระกูลของหวั่นเอ๋อร์ ที่ประสบปัญหาบางอย่าง ดูเหมือนว่า ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจะเชิญตัวยอดฝีมืออะไรมา ลงมือเพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่กลับทำให้ตระกูลจางตกอยู่ในวิกฤตอันเลวร้าย แม้แต่ประมุขของตระกูลยังได้รับาเ็ พวกเขาไม่มีทางเลือก จึงต้องส่งข่าวมาขอความช่วยเหลือ ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนนั้นหยิ่งผยองยิ่งนัก ขู่ว่าจะทำลายตระกูลจางให้สิ้นซาก หากไม่ชดเชยความเสียหายให้ตามวิธีที่พวกเขาเสนอมา ภายในสามวัน!”
เจียงซื่อเฉวียนยิ้มเยาะจางๆ เห็นได้ชัดว่า นี่เป็เพราะเขากำลังพะวงถึงหลานชายตัวน้อย ในขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็หยุดชะงักไปเล็กน้อยและนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น หากการเปลี่ยนแปลงทางนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับ ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น หากเป็เช่นนั้น เขาก็ไม่สามารถจัดการอะไรอย่างขอไปทีได้ เมื่อครุ่นคิดดูสักพักแล้ว ก็พูดว่า “ส่งยอดฝีมือสองคนไปดูก็พอ เพราะตอนนี้ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นไม่ได้เป็อย่างวันวานแล้ว หากตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนเกี่ยวข้องกับทางนั้นจริงๆ ย่อมต้องจัดการอย่างระมัดระวัง เื่นี้เ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่า ต้องจัดการอย่างไร?”
เพราะสุดท้ายแล้ว ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นก็เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ แม้ว่าจะอยู่อันดับหลังรองจากตระกูลเจียง แต่ก็ไม่ใช่ว่าตระกูลในที่ตั้งเล็กๆ อย่างเป่ยหยวนนั้นจะเทียบเคียงได้ เจียงเซ่าชิงสามารถแยกแยะความสำคัญของเื่ได้อย่างชัดเจน จึงพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะหันหลังกลับและจากไป
เช้าวันที่สอง ตระกูลเจียงก็ได้ส่งยอดฝีมือขั้นตงซวนสองคนเดินทางไปที่ตระกูลจางแห่งเป่ยหยวน แม้ว่าเขตแดนทางตอนเหนือจะใหญ่โตมโหฬาร แต่อาศัยเพียงอาวุธวิเศษกระบี่บิน ใช้เวลาไม่กี่ชั่วยามก็เดินทางมาถึงตระกูลจางแล้ว
ยอดฝีมือสองคนที่เดินทางมาถึงตระกูลจางคนหนึ่งนามว่า เจียงฮั่นเจิ้น อีกคนหนึ่งนามว่า เจียงเหยียนซิ่ง ต่างก็เป็ลูกศิษย์สายแยกที่มีพลังยุทธ์ขั้นเดียวกันของตระกูลเจียง แต่อายุห่างกันมาก เจียงฮั่นเจิ้นตอนนี้อายุสามร้อยกว่าปีแล้ว จมอยู่ในพลังยุทธ์่ต้นของขั้นตงซวนมาเป็เวลาหลายสิบปี แต่เจียงเหยียนซิ่งกลับต่างออกไป เพราะตอนนี้เขาเพิ่งจะอายุได้เพียงร้อยกว่าปี ทว่ามีพลังยุทธ์ใน่ต้นของขั้นตงซวนแล้ว หนทางเบื้องหน้ามีแต่ความสว่างสดใส
เมื่อเห็นว่ามีคนเดินทางมาจากตระกูลเจียง ในที่สุดจางอวิ๋นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้เสียที ถึงแม้เวลาจะผ่านไปได้เพียงหนึ่งวัน แต่ความกดดันที่ตระกูลลู่มอบให้ตระกูลจางกลับมากล้น แม้แต่ลูกศิษย์ในตระกูลเองก็ยังไม่กล้าออกไปเที่ยวเล่นตามใจชอบ หากตระกูลเจียงไม่สามารถหนุนหลังให้กันได้ ครั้งนี้ตระกูลจางคงล้มแล้วลุกขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้แล้วจริงๆ
และแน่นอนว่ายอดฝีมือทั้งสองคนจากตระกูลเจียง ย่อมต้องให้เกียรติผู้ที่มีพลังยุทธ์สูงสุดเป็ผู้นำของตระกูลเจียง แต่ทั้งสองอยู่ในขั้นพลังยุทธ์เดียวกันและมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งไม่น้อย ดังนั้นจึงไม่ถือว่าใครคือผู้นำ และทันทีที่ทั้งสองเดินทางมาถึงตระกูลจางกันแล้ว ก็สอบถามกับประมุขตระกูลจางจางอวิ๋น ถึงเื่ราวความไปมา ทั้งยังสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงรายละเอียดบางอย่าง
อันที่จริง ตอนนี้จางอวิ๋นก็พอจะเดาออกคร่าวๆ แล้วถึงตัวตนของเด็กหนุ่มที่ต่อสู้กับเขาเมื่อวานนี้ แต่เพราะเป็การคาดเดา จึงยากที่จะทำใจเชื่อได้ และยิ่งไม่กล้าบอกกับคนในตระกูลเจียง มิฉะนั้นทันทีที่พูดออกไป ตระกูลของตนคงจะถูกทอดทิ้งทันที หากเป็เช่นนั้นจริง ย่อมไม่มีโอกาสให้เรียกคืนกลับมาได้แม้แต่น้อยนิด
ดังนั้น เมื่อถูกเจียงฮั่นเจิ้นสอบถามเกี่ยวกับเื่ราว จางอวิ๋นก็เลี่ยงงานหนักไปทำงานเบา แต่สิ่งอื่นกลับอธิบายอย่างละเอียด บอกแม้กระทั่งว่าอาจมียอดฝีมือขั้นตงซวนผู้หนึ่งอยู่ด้วย รวมถึงความเป็ไปได้ในสถานะของยอดฝีมือผู้นี้ก็ยังกล่าวแนะนำ แต่สำหรับเด็กหนุ่มคู่ต่อสู้ของตัวเอง เขากลับบอกเพียงว่าเก่งกาจยิ่งนัก และแม้แต่วิทยายุทธ์ รวมถึงอาวุธลักษณะเฉพาะที่อีกฝ่ายใช้ เขากลับพะวงไม่กล้าพูดความจริงออกมา
ก่อนที่เจียงฮั่นเจิ้นกับเจียงเหยียนซิ่งจะเดินทางมาถึงเป่ยหยวน พวกเขาถูกผู้เฒ่าสามแห่งตระกูลเจียงกำชับมาแล้ว แต่อันที่จริง กลับไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าจู่ๆ ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นจะวิ่งมาถึงที่นี่ได้ หรือต่อให้ส่งใครไปตระกูลเจียงของพวกเขาก็ไม่กลัว ที่สุดก็เพียงยอมอ่อนข้อให้ หรือไม่ก็กดดันตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนไปหาความตายก็เท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ใส่ใจต่อความผิดปกติของจางอวิ๋นในระหว่างการแนะนำ
หลังจากฟังการแนะนำของจางอวิ๋นแล้ว เจียงฮั่นเจิ้นจึงถามต่อว่า “หงซือ เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะเป็คนจากตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น?”
เจียงเหยียนซิ่งเลิกคิ้วเล็กน้อยและพูดอย่างใจเย็น “ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมาจากตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นหรือไม่ก็ตาม คนที่รังแกตระกูลเจียงของเราย่อมต้องได้รับบทเรียน! และฟังจากสิ่งที่ประมุขตระกูลจางพูด พวกมันก็เป็เพียงตัวละครเล็กๆ ที่ไม่น่าสนใจ พรุ่งนี้เป็วันที่สามตามที่นัดหมายไว้ ประเดี๋ยวพวกเราดูก็รู้เอง!” จากที่เขาดูแล้ว แม้ว่าตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นจะส่งคนมาจริง ก็คงไม่ส่งบุคคลสำคัญอะไรมา อย่างมากสุดคงเห็นแก่ที่เป็สายเืเดียวกัน จึงส่งคนมาสักคนสองคนให้มาร่วมมือด้วยพอเป็พิธีเท่านั้น จะทำเหมือนตระกูลเจียงที่จะส่งผู้บังคับใช้กฎสองคนมาโดยตรงเช่นนี้ได้อย่างไร?
เจียงฮั่นเจิ้นพยักหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดกับจางอวิ๋นว่า “ศิษย์พี่จาง พรุ่งนี้ท้าให้คนเ่าั้มาสู้กัน วิธีนี้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด แน่นอนว่าหากตกอยู่ในเหตุการณ์ที่เจรจากันไม่ลงตัว แต่หากตระกูลลู่ยอมถอยก็ไม่จำเป็ต้องยุ่งยากเช่นนั้น!” อันที่จริง เขาเองก็ไม่เชื่อว่า ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นจะส่งใครสักคนมาเพื่อเื่เล็กน้อยเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินว่าความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน กับตระกูลหลักอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างเปราะบางไม่น้อย
อีกด้านหนึ่ง ตลอด่สามวันที่ผ่านมานี้ ลู่อวี่ก็เก็บตัวจำศีลภาวนามาตลอด แต่แทนที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่า แต่กลับไปทุ่มเทความสนใจทั้งหมดกับการทำความเข้าใจ《เคล็ดวิชากระบี่ไร้เทียมทาน》แทน
《คัมภีร์กระบี่ไร้เทียมทาน》เป็เคล็ดวิชาลับสุดยอดที่ทรงพลังที่สุดของสำนักกระบี่ไร้เทียมทานในสมัยโบราณ แม้ว่าในนั้นจะมีเคล็ดวิชากระบี่เพียงสามชุดเท่านั้น แต่เคล็ดวิชากระบี่แต่ละชุดก็เก่งกาจที่สุดในบรรดาพวกเดียวกัน ลู่อวี่ในชาติก่อน แรกๆ ก็เคยอ่านมาครั้งหนึ่ง และจำจดไว้ในหัว แต่ไม่ได้เข้าใจหรือฝึกฝนอย่างเป็ทางการ
แต่เมื่อตอนนี้ไม่มีช่องทางที่จะจัดการกับศัตรูได้ ภายใต้สถานการณ์และเวลาจำกัดภายในสามวัน ที่ไม่เพียงพอให้ฝึกฝนเวทมนตร์คาถาวิเศษได้ ไม่สู้ศึกษาทำความเข้าใจเคล็ดวิชากระบี่ไร้เทียมทานต่อไป เพื่อเห็นผลลัพธ์ทันทีจะดีกว่า แต่อันที่จริงในมือของเขาไม่ได้มีเพียงเคล็ดวิชาลับนี้เท่านั้น และระดับก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเคล็ดวิชากระบี่นี้เช่นกัน แต่เคล็ดวิชากระบี่นี้ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่ได้มีพื้นฐานเคล็ดวิชากระบี่ด้วย ดังนั้น พลังยุทธ์ที่้าจึงไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถทำได้ในตอนนี้
แม้ว่าลู่อวี่จะมีสติปัญญาที่ดี อีกทั้งยังมีความรู้และพื้นฐานจากเมื่อชาติก่อนติดตัวมา แต่จะให้เข้าใจเคล็ดวิชากระบี่พื้นฐานแรกอย่าง《เก้ากระบี่ไร้เทียมทาน》ใน《คัมภีร์กระบี่ไร้เทียมทาน》อย่างทะลุปรุโปร่งให้ได้ใน่ระยะเวลาสั้นๆ คงยาก เพียงสามวัน เขาคงทำความเข้าใจเคล็ดวิชากระบี่ได้อย่างแจ่มแจ้ง ถึงเพียงกระบวนท่าที่หกจากเก้ากระบวนท่าเท่านั้น
