“ข้ากำลังจะไปส่งจดหมายที่ค่ายทหารแทนท่านแม่ทัพ” ชายหนุ่มเคราเฟิ้มอวี้ฉือเงยหน้าขึ้นมาเห็นติงเหว่ยในชุดกระโปรงตัวเล็ก เขาแค่รู้สึกว่าหน้าคุ้นๆ ก็เลยตอบออกมาโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งตั้งสติกลับมาได้ก็ดีใจจนะโขึ้นมา “ไอ๊หยา แม่นางติง ท่านมาได้ยังไง? ข้ายังคิดว่าวันนี้จะไม่ได้กินกับข้าวอร่อยๆ ที่ส่งมาจากจวนเสียแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้มารับแม่นางติง”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ในทันทีว่ามาพูดกันตรงนี้คงไม่เหมาะสมเท่าไร ดังนั้นเขาจึงใช้ขาข้างหนึ่งเตะไปที่ก้นขององครักษ์คนนั้น และก็ด่าออกมาว่า “เ้าโง่เง่า ทำไมเ้าถึงขวางแม่นางติงไว้ที่ด้านนอกประตู ข้าไม่้าสุนัขแบบเ้า!”
องครักษ์คนนั้นกำลังน้อยใจอย่างถึงที่สุด เขาพึมพำอย่างไม่พอใจ ใครจะไปรู้ว่าหญิงสาวที่แต่งตัวเหมือนชาวชนบทเช่นนี้จะมาจากไหนกัน หากเขารู้ั้แ่แรกว่านางรู้จักกับแม่ทัพอวี้ฉือจอมขี้โมโห ต่อให้เขาจะหล้าหาญสักแค่ไหนก็คงไม่ขวางหน้าเอาไว้หรอก!
มีเพื่อนเพิ่มก็มีลู่ทางเพิ่ม มีศัตรูเพิ่มก็มีกำแพงเพิ่ม
ติงเหว่ยแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่อยากจะสร้างศัตรูง่ายๆ เมื่อเห็นว่าอวี้ฉือหุ่ยทำเช่นนี้ก็รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อหยุดเขา และพูดคลี่คลายสถานการณ์ว่า “ท่านแม่ทัพอวี้ฉือหุ่ยเข้าใจผิดแล้ว ต้องโทษข้าที่เมื่อครู่ไม่ได้พูดจุดประสงค์การมาให้ชัดเจน เสื้อนวมและรองเท้านวมคราวก่อนที่ท่านแม่ทัพกำชับเอาไว้ ตอนนี้ที่จวนทำเสร็จหนึ่งพันกว่าชุดแล้ว วันนี้ข้าก็นำมาด้วย แล้วยังต้องรบกวนท่านแม่ทัพอวี้ฉือให้พาผู้ดูแลเฉิงไปส่งที่ขุนนางฝ่ายพลาธิการ ปกติข้าก็เตรียมของกินเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ที่บ้านอยู่แล้ว ครั้งนี้ข้านำมาด้วยเยอะมาก หลังจากที่ท่านแม่ทัพจัดการเสร็จแล้วขอเชิญมากินอาหารด้วยกัน”
“ตกลง ข้าไปแน่นอน!”
ใครๆ ก็ชอบฟังคำพูดดีๆ อวี้ฉือหุ่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาในทันที และก็ไม่พูดถึงเื่ส่งจดหมายอีกต่อไป เขาพาเฉิงต้าโหยวและเรียกขบวนรถให้ไปที่ประตูหลังของศาลาที่ว่าการ
ติงเหว่ยที่ถูกทิ้งไว้ก็หยิบไข่ต้มสองฟองออกมาจากแขนเสื้อ นางยัดมันเข้าไปในมือขององครักษ์ที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน “นี่คือของที่น้องสาวที่บ้านข้าให้ข้าเอาไว้กินรองท้อง ตอนนี้ยังร้อนอยู่เลย น้องชายคอยเฝ้าประตูก็ไม่ง่ายเลย ตอนที่ว่างแล้วก็กินอุ่นท้องสักหน่อยเถอะ”
“อย่าเลย อย่าเลย แม่นาง...” ใบหน้าขององครักษ์แดงก่ำด้วยความรู้สึกผิด และเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง
ติงเหว่ยก็ไม่รอให้เขามีพิธีรีตองอะไรอีก นางยิ้มและโบกมือให้ก่อนจะเดินเข้าประตูใหญ่ไป
……
ลุงอวิ๋นกำลังพาทหารนายหนึ่งถือเตาอั้งโล่เดินผ่านที่ระเบียงทางเดินพอดี จู่ๆ เมื่อเห็นติงเหว่ยกำลังมองไปรอบๆ เขาก็เดินเข้ามาหานางด้วยความดีใจ
ติงเหว่ยไม่ได้เจอลุงอวิ๋นมาเดือนกว่าๆ แล้ว ลุงอวิ๋นเองก็คิดถึงอันเกอเอ๋อร์มาก ทั้งสองคนคุยเื่อื่นกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเดินมาถึงด้านหน้าห้องโถงก็ยังคุยไม่หมด
กงจื้อิที่กำลังคุยกับรองแม่ทัพในห้องโถง เมื่อเห็นว่าอากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ ลมและหิมะอาจพัดมาได้ตลอดเวลา เหล่าทหารยังไม่มีเสื้อคลุมใส่ ในสายตาของรองแม่ทัพนั้นพลันรู้สึกว่าเพราะเหตุใดเขาถึงไม่ร้อนใจ?
หากจะพูดให้เป็เื่ใหญ่ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้วยุทโธปกรณ์ยังมีไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร หากจะพูดให้เป็เื่เล็ก อากาศหนาวเย็นทำให้รู้สึกไม่สบายตัว พวกเขาใส่เสื้อเพียงชั้นเดียว ต่อให้ในบ้านของพวกเขาจะไม่ขาดแคลนเสื้อนวมทว่าเหล่าทหารกลับหนาวเย็น แล้วพวกเขาจะห่อตนเองเอาไว้แน่นๆ ได้อย่างไรกัน
กงจื้อิฟังคำบ่นของเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา เขาจิบชาขิงเข้าไปช้าๆ เมื่อนึกถึงหญิงสาวที่ทำให้เขาประหลาดใจหลายต่อหลายครั้ง ใบหน้าของเขากลับไม่มีความร้อนใจใดๆ รู้จักกันมานานขนาดนี้ ถึงแม้บางครั้งนางจะมีอารมณ์โมโหเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่เื่สำคัญนางก็ไม่เคยล่าช้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางทีครั้งนี้อาจมีเื่อะไรเกิดขึ้น หรือว่าเขาจะหาข้ออ้างกลับไปดูสักหน่อยได้พอดี?
เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับที่เ็าของเขากวาดมองไปที่เหล่ารองแม่ทัพ ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดนั้น ลุงอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างนอกก็พูดออกมาด้วยความดีใจว่า “นายน้อย ท่านรีบดูเร็วเข้าว่าใครมา?”
หลังจากได้ยินคำพูดเช่นนี้ทุกคนต่างก็หันไปมองทางประตู พวกเขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีส้ม กระโปรงสีขาวนวล ผมเกล้าสูงด้วยปิ่นเงิน คิ้วเรียวงามและใบหน้าสวยหมดจดเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างของนางกะพริบราวกับซ่อนความฉลาดเฉลียวเอาไว้
นี่คือหญิงสาวของผู้ใด เหตุใดถึงมาเดินในศาลาที่ว่าการได้?
ทุกคนต่างก็ประหลาดใจ ในขณะที่พวกเขากำลังสงสัยอยู่นั้นก็เห็นท่านแม่ทัพใหญ่ลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดี “เ้ามาได้ยังไง? หรือว่าที่จวนมีเื่อะไร แล้วอันเกอเอ๋อร์ล่ะ?”
“เฉิงต้าโหยวมาส่งเสื้อนวมและรองเท้านวม ข้าก็เลยตามมาเดินเล่นด้วย ทุกอย่างในจวนเรียบร้อยดี อากาศหนาวข้าก็เลยไม่ได้อุ้มอันเกอเอ๋อร์มา” ติงเหว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม นางประเมินกงจื้อิอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าน่าจะไม่ได้ผอมลงมากนางเองก็พอจะฝืนสบายใจได้บ้าง
ทั้งสองถามและตอบคำถามอย่างสนิทสนมและเป็ธรรมชาติ ซึ่งทำให้รองแม่ทัพทุกคนรู้สึกคันยุบยิบเป็อย่างมาก ราวกับว่าพวกเขามีกระต่ายตัวน้อยอยู่ในอ้อมแขน
คงต้องบอกว่าั้แ่ที่กองทัพอี้จวินเริ่มจะทำการปฏิวัติ ครอบครัวจากตระกูลใหญ่ที่ถนัดในการวางเดิมพันกับทั้งสองฝ่าย เหล่าพ่อค้าใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์มากกว่าศีลธรรม นอกจากพวกเขาจะส่งเงินทองมาแล้วก็ยังมีสาวงามจำนวนนับไม่ถ้วนถูกส่งมาที่เฉียนโจว
ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่เคยชายตามองเลยแม้แต่ครั้งเดียว และก็แบ่งให้พวกเขาทั้งหมด ทำให้พวกเขาแอบคุยกันเป็การส่วนตัวและยังเป็ห่วงว่าท่านแม่ทัพใหญ่มีโรคที่บอกใครไม่ได้เนื่องจากถูกวางยาพิษครั้งก่อน หรือท่านแม่ทัพใหญ่กลายเป็พวกชอบไม้ป่าเดียวกันไปเสียแล้ว
คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้เห็นเขาปฏิบัติต่อหญิงสาวคนหนึ่งอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ พวกเขาใจหนึ่งก็โล่งใจ อีกใจหนึ่งก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นจนอยากจะก้าวไปข้างหน้าและถามสักสองสามประโยค
ลุงอวิ๋นที่เห็นรองแม่ทัพเหล่านี้ที่ปกติมักจะฉลาดเฉลียวอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับนั่งอยู่บนเก้าอี้โดยไม่ขยับเหมือนห่านโง่ ลุงอวิ๋นโกรธมากจนอยากจะเตะพวกเขาออกไป ช่างเป็พวกที่ไม่ได้เื่เลยจริงๆ!
ส่วนติงเหว่ยที่ได้ยินลุงอวิ๋นกระแอมไม่หยุด นางถึงใเมื่อรู้ว่าในห้องโถงยังมีคนแปลกหน้าอยู่ด้วย ดังนั้นนางก็เลยหน้าแดงขึ้นมา และก้าวเท้าไปยืนอยู่ข้างๆ กงจื้อิ
โชคดีที่รองแม่ทัพหลายนายยังไม่โง่เขลากันไปเสียหมด ไม่ต้องรอให้ท่านแม่ทัพมองมาพวกเขาก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว และพูดด้วยรอยยิ้มแกนๆ ว่า “ท่านแม่ทัพ ในเมื่อยุทโธปกรณ์มาส่งแล้ว พวกข้าน้อยก็จะรีบไปจัดการเดียวนี้”
กงจื้อิพยักหน้า แต่เขากลับยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้พวกเขามองไปที่ติงเหว่ย “คารวะแม่นางติงกันก่อน อาหารที่ส่งมาจากในจวนทุกวันล้วนเป็นางที่ลำบากทำให้พวกเรา”
“เอ่อ” เหล่าแม่ทัพตะลึงไปชั่วขณะจากนั้นก็ตระหนักได้ในทันที ไม่แปลกใจเลยว่าเมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินลุงอวิ๋นะโว่า “แม่นางติง” ไม่กี่คำ พวกเขาถึงรู้สึกคุ้นหูเล็กน้อย ที่แท้ก็เป็เพราะหญิงสาวที่มีใบหน้าเ็าผู้นั้นพูดถึงนายหญิงทุกวันที่มาส่งอาหาร และนั่นก็คือแม่นางคนนี้นี่เอง เมื่อคิดว่ากับข้าวเ่าั้ถูกพวกเขาแบ่งไปมากกว่าครึ่ง บางคนก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อยและรู้สึกผิดจึงรีบยืนขึ้นเพื่อคำนับ
“คารวะแม่นางติง ขอบคุณสำหรับการดูแลของแม่นาง”
ติงเหว่ยไหนเลยจะเคยเห็นทหารที่หยาบคายและหยิ่งยโสคำนับนาง นางจึงรีบโบกมือเพื่อให้ลุกขึ้นและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านแม่ทัพทั้งหลายเกรงใจข้าน้อยเกินไปแล้ว ยังไงข้าก็ต้องทำอาหารส่งให้นายน้อยอยู่แล้ว ก็แค่เพิ่มกับข้าวสักหน่อยก็เท่านั้น หากว่าท่านแม่ทัพชอบกับข้าวอะไร วันหลังให้อวิ๋นอิ่งมาบอกข้าได้เลย ข้ารับรองว่าจะทำส่งมาให้ในวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน”
หากว่าเป็ตอนแรก รองแม่ทัพเหล่านี้ที่ได้ยินคำนี้ก็คงจะดีใจมากจนตอบออกไปแล้ว แต่เมื่อสักครู่เห็นว่าผู้บังคับบัญชาของตนปฏิบัติต่อหญิงสาวด้วยท่าทีสนิทสนม พวกเขาไหนเลยจะกล้าฝากไป
“มิกล้า มิกล้า ที่ผ่านมาลำบากแม่นางแล้ว”
ติงเหว่ยเองก็ไม่เหมาะที่จะพูดมากไปกว่านี้ นางนึกถึงสิ่งของที่อยู่ในรถสองสามคันก็เลยพูดออกมาว่า “วันนี้ข้าเอารากบัวรสเผ็ดกับไข่เค็มมาจากจวนจำนวนหนึ่ง หากว่าพวกท่านไม่รังเกียจ ตอนกลางวันก็ลองชิมของแปลกใหม่กันสักหน่อย”
หลังจากพูดจบนางก็หันไปทางกงจื้อิ “นายน้อย โรงงานผ้าทำเสื้อนวมและรองเท้านวมเสร็จแล้วจำนวนหนึ่ง ข้าลองปรับเปลี่ยนอะไรเล็กน้อย เหล่าแม่ทัพก็อยู่ที่นี่ทั้งหมดพอดี เดี๋ยวให้คนเอามาให้ลองใส่สักหน่อย หากว่ารู้สึกสบายและสะดวก ในวันหลังอีกหลายหมื่นชุดก็จะเปลี่ยนเป็แบบนี้ทั้งหมด”
กงจื้อินึกถึงความคิดแปลกๆ ก่อนหน้านี้ของนาง เขาก็เริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาจึงพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลุงอวิ๋นไปสั่งการ
……
ด้านหลังของศาลาที่ว่าการ เฉิงต้าโหยวเพิ่งจะส่งมอบของให้ขุนนางฝ่ายพลาธิการเสร็จ เมื่อได้ยินว่าด้านหน้าของศาลาที่ว่าการมีคำสั่งมาว่าให้จับทหารคนหนึ่งเปลี่ยนเป็เสื้อนวมและกางเกงนวม ในมือก็ถือรองเท้านวมอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรและรีบวิ่งไปทันที
ฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาแล้ว เสื้อนวมป้องกันความหนาวสักชุดเป็ยุทโธปกรณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างแน่นอน เมื่อเห็นทหารที่สวมชุดนวมแบบใหม่ถูกพาเข้ามา เหล่ารองแม่ทัพก็พากันล้อมเข้าไปดู คนนี้ลูบๆ ดูความหนา คนนั้นดูรอยเย็บ และพยักหน้าอย่างพึงพอใจเป็ครั้งคราว
แม่ทัพที่รอบคอบคนหนึ่งเข้ามาดึงปกเสื้อที่สูงถึงสองชุ่นเต็มๆ ขึ้นมาดูแล้วก็พูดอย่างถูกใจว่า “ปกเสื้อนี้ทำได้ดี จับตั้งขึ้นมาแล้วลมหนาวก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้”
ทหารนายนั้นที่ถูกจับมาเป็นายแบบชั่วคราวเป็คนซื่อๆ บางทีเขาอาจจะคิดว่าเหล่าแม่ทัพไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ดึงมือไปปลดผ้าคาดเอวออก แล้วก็พูดออกมาเสียงดังฟังชัดว่า “ท่านแม่ทัพ กางเกงตัวนี้ดีกว่าเสื้อคลุมอีก ถึงไม่ต้องใช้ผ้าคาดเอวก็ไม่หลุดลงมา”
ติงเหว่ยกำลังจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อรัดขาของเขา เมื่อเห็นดังนี้ก็รีบหมุนตัวกลับไป
แม่ทัพคนหนึ่งยกเท้าถีบไปที่ก้นของทหารคนนั้น และด่าด้วยรอยยิ้มว่า “เ้าโง่ ไม่ได้เื่เลยจริงๆ!”
ทหารนายนั้นถูก้นด้วยความเ็ป เขายิ้มอย่างซื่อๆ แล้วก็ผูกผ้าคาดเอวเอาไว้ให้ดี แต่เมื่อครู่ตอนที่เตะออกไป รองแม่ทัพหลายคนก็เห็นกระดุมไม้ที่อยู่บนกางเกง ช่างสะดวกจริงๆ
หลายคนมองหน้ากันไปมาและตั้งตารอคอยรองเท้านวมกับแถบผ้าคาดในมือของทหารคนนั้น
กงจื้อิรู้สึกขบขันและส่งสัญญาณให้ติงเหว่ยหันกลับมา นางถลึงตาใส่เขาไปหนึ่งที ทำให้รอยยิ้มบนคิ้วของเขาชัดขึ้นอีกสามส่วน
ติงเหว่ยขอให้ทหารคนนั้นนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นนางก็หยิบแถบผ้าคาดที่กว้างสองชุ่นมาพันรอบขากางเกงของเขา จนกระทั่งขาทั้งสองข้างของเขาถูกพันเสร็จเรียบร้อย นางก็พูดว่า “น้องชาย ใส่รองเท้าบุนวมเข้าไป ลองดูว่ากระฉับกระเฉงขึ้นหรือไม่?”
ทหารคนนั้นกลับมีสีหน้าที่เหม่อลอย เขาถูกรองแม่ทัพคนหนึ่งตบไปหนึ่งฉาดให้มีสติขึ้นมา เขาก็เลยะโออกมาว่า “ข้าคิดถึงท่านแม่!”
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็ตกตะลึงจากนั้นก็หัวเราะเสียงดังออกมา “เ้าโตเป็หนุ่มขนาดนี้แล้วยังคิดถึงแม่อยู่อีก มิสู้กลับบ้านไปกินนมเถอะ!”
ทหารนายนั้นถูกเยาะเย้ยจนหน้าแดง เขารีบแก้ตัวออกมาว่า “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้คิดถึงแม่ข้า ข้ารู้สึกว่าแม่นางท่านนี้ผูกขากางเกงให้ข้าเหมือนแม่ข้า ไอ๊หยา ไม่ใช่สิ คือ…”
เขายิ่งอธิบายก็ยิ่งเละเทะไปหมด สุดท้ายเขาก็ร้อนใจจนแทบอยากจะไปนอนดิ้นเท้าเปล่าอยู่บนพื้น
ติงเหว่ยกลับชอบนิสัยที่ตรงไปตรงมาของชายหนุ่มผู้นี้ นางกดเขาให้นั่งลงกับเก้าอี้ และยื่นรองเท้านวมให้เขาจากนั้นก็ช่วยพูดแก้สถานการณ์ให้เขาว่า “ข้าเข้าใจ น้องชายคนนี้บอกว่าแม่ของเขาก็ดูแลเขาอย่างใส่ใจเสมอ”
“ถูกต้อง เป็อย่างที่แม่นางพูดเลย” ในที่สุดทหารนายนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขาสวมรองเท้านวมเสร็จแล้วก็เดินวนไปมาสองสามรอบ จากนั้นก็ะโออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “ไอ๊หยา รองเท้านวมช่างอุ่นจริงๆ แล้วยังน้ำหนักเบาด้วย ข้ารู้สึกว่าสามารถวิ่งสิบลี้ในครั้งเดียวโดยไม่เหนื่อย”
เหล่าแม่ทัพต่างก็พากันล้อมวงเข้ามาดูข้างหน้าและพิจารณารองเท้านวมคู่นั้น นอกจากส้นจะสูงไปสักหน่อยแต่อย่างอื่นก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกไป ดังนั้นก็เลยถามออกมาว่า “นี่เป็หลักการอะไรกัน หรือเป็เพราะใส่ปุยฝ้ายน้อยลงอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยส่ายหน้าและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ใช่ เป็เพราะขากางเกงถูกมัดด้วยผ้าแถบทำให้เวลาเดินจะรู้สึกเบากว่าปกติ ข้าบังเอิญค้นพบเื่นี้ ครั้งนี้ก็เลยลองใช้เศษผ้าที่เหลือตรงมุมมาลองทำเป็แถบผ้าคาดดู”
รองแม่ทัพหลายคนที่เห็นทหารคนนั้นะโขึ้นลงอย่างมีความสุขก็ะโออกมาว่าเขาอยากจะลองเหมือนกัน ปรากฏว่าลุงอวิ๋นก็ใช้ข้ออ้างว่ารองเท้านวมและแถบผ้าคาดอยู่ที่ด้านหลังของศาลาที่ว่าการ แล้วก็ไล่คนออกไปสองสามคน
จากนั้นทุกคนก็เริ่มรู้สึกตัวและรีบโค้งคำนับขอตัวออกไปด้วยความอับอาย ทหารนายนั้นช่างเป็คนซื่อตรงจริงๆ เขาตั้งใจคำนับให้ติงเหว่ยโดยเฉพาะ และพูดออกมาเสียงดังฟังชัดว่า “แม่นาง ข้าชื่อเฉิงเถี่ยหนิว ขอบคุณท่านที่ทำเสื้อนวมและรองเท้านวมที่ดีขนาดนี้มาให้ วันหน้าหากมีอะไรให้ข้าช่วย ท่านมาหาข้าที่ค่ายด่านหน้าได้เลย”
