สุสานดวงดาวเยือกแข็งเป็วิชาป้องกันตัวเองของสำนักสุสานดวงดาว แต่ข้อเสียของมันเด่นชัดอย่างมาก ด้วยระดับวรยุทธ์หนึ่งร้อยปีของซูเฟยหยิ่ง วิชาเซียนสุสานดวงดาวเยือกแข็งคงอยู่ได้ประมาณหนึ่งร้อยวัน ระหว่างร้อยวันนี้ซูเฟยหยิ่งจะเข้าสู่การจำศีล ไม่ดื่มไม่กินและไม่เคลื่อนไหว หลังจากหนึ่งร้อยวันชั้นของน้ำแข็งจะเริ่มละลาย มีเพียงคนที่มีวรยุทธ์มากกว่าซูเฟยหยิ่งสามเท่า ซึ่งก็คือสามร้อยปี มิเช่นนั้นก็มิอาจทำลายชั้นน้ำแข็งนี้ได้ แต่วรยุทธ์สามร้อยปีที่ว่านั้น ในโลกเทวะถือเป็ระดับปรมาจารย์ น้อยครั้งมากที่จะปรากฏตัว
ภายในตำหนักศิลาทรงกลมนี้ ซูเฟยหยิ่งใช้สุสานดวงดาวเยือกแข็งเข้าสู่การจำศีล ส่วนพวกเฉินเจี้ยนสยงและเหล่าจอมยุทธ์กลายเป็เจอเื่น่าเศร้า เหล่าคนของตำหนักไท่จี๋และตระกูลถังที่ติดอยู่ภายในตำหนักศิลา ไม่สามารถออกไปและไม่มีอาหารและน้ำให้ดื่มกิน ใครบางคนมีสีหน้าหมองคล้ำซับซ้อน บอกให้หันไปดูที่ใจกลางตำหนักศิลาที่มีแท่งน้ำแข็งสูงตั้งอยู่ทันที
“ทำลายมันกันเถอะ”
แม้จะไม่มีความหวังอะไรเหลืออยู่ แต่เฉินเจี้ยนสยงก็ยังกัดฟันบอกออกไป เขาไม่ใช่บุคคลที่นั่งรอความตาย ไม่ยินยอมตกตายภายใต้สถานที่แบบนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาลองดูหรือรวมพลังกัน แต่พบว่าพลังของพวกเขาไม่มีทางทำลายแท่งน้ำแข็งของซูเฟยหยิ่งได้แม้แต่น้อย แม้แต่รอยขีดข่วนสักนิดก็ไม่มี ทั้งสิบห้าคนนี้ติดอยู่ในตำหนักศิลา! รวมถึงศิษย์ของวิหารดาบ์หลายคน ที่เฉินเจี้ยนสยงมองอย่างรังเกียจตอนที่อยู่ตรงกับดักทะเลเพลิงและมีความคิดที่จะใช้คนเหล่านี้เป็เหยื่อ
จะทำอย่างไรดี?
ทุกคนต่างหมดสิ้นหนทาง มองหน้ากันและกันด้วยสีหน้าซังกะตาย ได้ลองกันมาหลายวิธีเป็เวลานาน แต่พบว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดไร้ความหมาย
…………
ขณะที่เย่เฟิงอยู่ด้านนอกตำหนักศิลา บนใบหน้าปรากฏความเศร้าใจเล็กน้อย อยากจะเปิดประตูตำหนักศิลาเหลือเกิน เพื่อให้ซูเฟยหยิ่งได้ออกมาด้วยกัน แต่เขารู้แก่ใจดีว่าหากเปิดตำหนักศิลาตอนนี้ เขาไม่สามารถพาซูเฟยหยิ่งที่กำลังจำศีลอยู่ในสุสานดวงดาวเยือกแข็งไปได้ และพวกเขาอาจปล่อยให้เฉินเจี้ยนสยงหนีรอดไปได้
“ท่านอาจารย์ หลังจากหนึ่งร้อยวัน ผมจะกลับมาช่วยคุณ”
เย่เฟิงกำหมัดแน่น ก่อนหันหลังไปโบกมือเผาทำลายซากศพของศิษย์ตำหนักไท่จี๋ด้วยลูกไฟจนเป็เถ้าถ่าน ศิษย์ตำหนักไท่จี๋คนนี้เป็ผู้พบกลไกเปิดประตูรวมถึงเป็ผู้เปิดประตูตำหนัก น่าเสียดายที่เขาไม่รู้เลยว่าประตูที่เปิดขึ้นมาเป็เส้นทางแห่งความตายของตน
เย่เฟิงเงยหน้ามองไปข้างหน้าพลางใช้จิตหยั่งรู้ตรวจสอบ
โถงทางเดินนี้ยาวถึงหนึ่งลี้ แม้เย่เฟิงจะใช้จิตหยั่งรู้ก็ยังไม่อาจพบปลายทางได้ แต่ซูเฟยหยิ่งใช้จิตหยั่งรู้สำรวจเส้นทางเอาไว้แล้ว เนื่องจากเธอต้องใช้ดวงดาวเคลื่อนย้ายออกไป มิเช่นนั้นอาจเคลื่อนย้ายไปสถานที่แปลกประหลาด จนอาจพบอันตรายมากกว่านี้
ห้องโถงนี้มีสองเส้นทาง ต่างเชื่อมต่อระหว่างตำหนักศิลาที่เก็บศิลาิญญาแห่ง์และจุดวาร์ปที่พวกเขาข้ามโลก บนโถงทางเดินอันมืดมิด เย่เฟิงระวังการเดินทุกฝีก้าว จำเป็ต้องระมัดระวังตลอดเวลาทั่วทิศทาง เนื่องจากกลัวว่าแมงมุมตัวใดลอบโจมตี เขาไม่รู้เลยว่าเฉินเจี้ยนสยงผ่านเส้นทางนี้มาได้เช่นไร นอกจากนี้ดูเหมือนแมงมุมดำั์จะหายไป แต่เขาก็ไม่คิดจะคลายกังวลแม้แต่น้อย เพียงเดินไปได้ไม่นาน เขาก็ตระหนักถึงอันตราย มันไม่ได้มาจากแมงมุมดำั์ แต่มันเป็…
กำแพงทั้งสองด้านของโถงทางเดินพ่นเปลวเพลิงออกมาอย่างฉับพลัน หลายร้อยเมตรของโถงทางเดินปกคลุมด้วยอุณหภูมิสูง ทันทีที่มันเริ่มพวยพุ่งออกมาจากกำแพง ขนทั่วร่างของเย่เฟิงพลันลุกชันอย่างพร้อมเพรียง กลิ่นไหม้โชยออกมา
“ท่าไม่ดีแล้ว ต้องเร่งมือแล้ว!”
เย่เฟิงไม่คิดวิ่งไปตามเส้นทาง วิชากระบี่ไร้ตัวตน!
วูบ!
วูบ!
วูบ!
กระบี่ไร้ตัวตนใช้ออกติดต่อกันสามครั้ง ผลาญพลังชี่ภายในร่างครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบหมดสิ้น เมื่อร่างของเขาปรากฏนอกทะเลเพลิง ทั้งร่างดำเป็ตอตะโก เสื้อผ้าไหม้ ผมเผ้าหยิกหยอย ราวกับเป็ขอทาน
“นั่นมันกับดักอะไรกัน เฉินเจี้ยนสยงพากลุ่มคนผ่านมันมาได้จริงๆ เหรอ?”
เย่เฟิงสาปแช่งในความโชคร้ายก่อนหันกลับไปมอง เห็นเปลวเพลิงที่พุ่งออกมาหยุดลงแล้ว ทำให้เขาโล่งอก
ชายหนุ่มรู้ว่าเฉินเจี้ยนสยงพาคนพวกนั้นผ่านไปได้ มันจะต้องมีแผนผังอธิบายกลไกของกับดักแน่ เมื่อครู่เขาไม่มีเวลาพอที่จะศึกษา ในตำหนักศิลาทรงกลมที่มีศิลาิญญาแห่ง์ไม่มีกลไกใดๆ ทั้งนั้น มีเพียงเปิดออกจากข้างในไม่ได้ ซึ่งเย่เฟิงเชื่อมั่นในความฉลาดของซูเฟยหยิ่งมาก
“ดูเหมือนแมงมุมจะไม่อยู่แล้ว…”
เย่เฟิงมองทะเลเพลิง ขบคิดอยู่ในโถงทางเดินที่เงียบสงบ ท่ามกลางอากาศเหม็นอับชื้นส่งกลิ่นเืบางเบา เนื่องจากที่แห่งนี้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก กลิ่นเืบางเบานี้จึงไม่หายไปง่ายๆ
“สถานที่แห่งนี้มีแมงมุมมากมาย ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครมาเยือนเป็เวลานานแล้ว หวังว่าภายในร้อยวันนี้จะไม่เกิดปัญหาอะไรก่อนนะ…”
เย่เฟิงหันไปมองข้างหลังอีกครั้ง ในใจเป็ห่วงความปลอดภัยของซูเฟยหยิ่ง แต่รู้ดีว่าตอนนี้เขาต้องกลับไปที่โลกก่อน
หลังจากครบหนึ่งร้อยวันแล้ว วรยุทธ์ของเขาจะเพิ่มขึ้นอีก หลังจากซูเฟยหยิ่งออกมาจากสุสานดวงดาวเยือกแข็งแล้ว พวกเขาจะร่วมมือกันสำรวจวิหารด้านนอกนี้ให้หมด ให้รู้ว่าแท้จริงสถานที่นี้คือที่ใดกันแน่!
ในเมื่อไม่มีคนอื่นมาที่แห่งนี้ มันก็คงไม่เกิดเื่ผิดพลาดอะไร สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือภายในวิหารแห่งนี้มีผู้แข็งแกร่งอยู่ เมื่อเป็เช่นนั้นซูเฟยหยิ่งอาจตกอยู่ในอันตราย แน่นอนว่าเป็ไปได้น้อยมาก เหมือนว่าวิหารนี้จะถูกทิ้งร้างมานาน เป็สาเหตุให้แมงมุมฝูงใหญ่เช่นนั้นมารวมตัวกัน
เย่เฟิงส่ายหัวเลิกคิดเื่นี้ คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ เขาลุกขึ้นเดินไปตามทาง ผ่านห้องโถงทางเดินไปถึงประตูที่เป็รูของตำหนักศิลาอย่างรวดเร็ว จิตหยั่งรู้ตรวจสอบจุดวาร์ปที่ส่งพวกเขาข้ามโลกมา
เหมือนกับจุดวาร์ปที่โบราณสถานในทะเลทรายบนโลก อุปกรณ์วาร์ปนี้ล้อมรอบด้วยท่อมากมาย เพื่อส่งพลังชี่เข้าไปในตัวอุปกรณ์ ซึ่งสามารถใช้พลังงานจากศิลาิญญาแห่ง์เพื่อเปิดการทำงานอุปกรณ์นี้ได้
เย่เฟิงไม่ล่าช้าอีก หยิบศิลาิญญาแห่ง์ออกจากแหวนมิติอย่างเบามือ เดินไปข้างหน้า ก่อนใส่มันในร่องหนึ่งของอุปกรณ์วาร์ป
ความเร็วในการเปิดการทำงานครั้งนี้มากกว่าครั้งที่ซูเฟยหยิ่งและราชันหั่วยวินเยาเปิดมันเสียอีก จากนั้นพลังงานจากศิลาิญญาแห่ง์ก็หลั่งไหลเข้าไปทันที ตัวอักษรลึกลับที่อุปกรณ์วาร์ปเปล่งแสงขึ้นทันที ก่อนจะรวมตัวกันก่อเกิดเป็ลำแสงพุ่งขึ้นไปบนเพดาน
เย่เฟิงหยิบศิลาิญญาแห่ง์กลับมา ก่อนก้าวเข้าไปในลำแสง รู้สึกถึงพลังงานของศิลาิญญาแห่ง์ถูกดูดออกมาจำนวนมาก ในเมื่อเป็เช่นนี้ ศิลาิญญาแห่ง์คงใช้งานได้แค่หกครั้งเท่านั้น
ตอนนี้เหลืออีกห้าครั้ง
เมื่อเย่เฟิงก้าวเข้าไปในลำแสงเคลื่อนย้าย พลันรู้สึกว่าร่างกายถูกฉีกกระชากอีกครั้ง ทั้งร่างหายไป ทำการเคลื่อนย้ายแล้ว!
…………
ภายในโบราณสถานที่ทะเลทรายบนโลก
หน่วย NSA ค้นพบส่วนใต้โบราณสถานในวันที่สอง กลุ่มคนถึงเจ็ดแปดคนพร้อมอาวุธหนักคุ้มกันที่ประตู เตรียมพร้อมอุปกรณ์ที่จะใช้ขุดสำรวจ ใช้อุปกรณ์ขุดเจาะเพื่อเข้าโบราณสถาน
ภายในตำหนักศิลาอุปกรณ์วาร์ป กลุ่มเจ็ดแปดคนพร้อมอาวุธครบมือของหน่วย NSA เฝ้าอยู่ที่ประตู ถัดไปมีผู้เชี่ยวชาญอุปกรณ์วาร์ปกำลังศึกษามันอยู่
ทันใดนั้นเองบนแท่นหินอุปกรณ์วาร์ปพลันมีลำแสงสีขาวพวยพุ่งขึ้นมา!
