“กู้จวิ้นเป็คนแนะนำฉันมา ถ้าไม่ขายแล้วเธอจะบอกเขายังไง?!”
หญิงวัยกลางคนกึ่งขู่กึ่งตักเตือน คนที่หมู่บ้านต้าเจียงรู้กันดีว่า สวีหว่านหนิงเชื่อฟังกู้จวิ้นทุกอย่าง เธอคือหมารับใช้ของกู้จวิ้นดีๆ นี่เอง!
หญิงวัยกลางคนยืนกอดอก รอให้สวีหว่านหนิงยอมจำนน
เมื่อได้ยินชื่อกู้จวิ้น เด็กชายปัดมือเธอออกจากน้องสาว ส่วนเด็กหญิงหุบยิ้มทันทีแล้วเริ่มเบะปากอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
สวีหว่านหนิงรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่ผิดปกติของเด็กทั้งสองคน จากนั้นจึงลอบถอนหายใจ ท่าทางพวกเขาจะรู้เื่ระหว่างร่างเดิมกับกู้จวิ้นสินะ...
ความคิดที่จะขายเด็กแลกเงินคือความคิดของกู้จวิ้น เขากับหลี่เชี่ยนเชี่ยนขายของเก็งกำไรในตลาดมืด ตอนนี้กำลังขาดเงินทุนถึงได้เล็งเป้าหมายมาที่เด็กสองคนนี้ ทั้งยังจัดหานายหน้าค้ามนุษย์มาให้อีก
มิหนำซ้ำร่างเดิมก็เหมือนคนถูกสาป กู้จวิ้นพูดอะไรก็เชื่อฟัง ขอเพียงเขายอมยกโทษให้และกลับมาคบกับเธออีกครั้ง
เห็นสวีหว่านหนิงเงียบไป หญิงวัยกลางคนจึงนึกว่าเธอกลัว
“อย่ามัวแต่ชักช้า เธอส่งเด็กมาให้ฉัน แล้วคนของฉันก็จะเอาเงินไปให้กู้จวิ้น!”
“ในเมื่อจ่ายเงินให้กับกู้จวิ้น ก็ไปทวงเด็กกับเขา!”
สวีหว่านหนิงโมโหจนแค่นหัวเราะ ร่างเดิมของเธอเป็พวกหน้าโง่ที่ทั้งโง่เง่าและชั่วร้าย ถูกคนอื่นปั่นหัวจนกลายเป็ลูกไก่ในกำมือ แล้วยังจะลอยหน้าลอยตาอย่างมีความสุขอีก
“อ้าว นี่เธอ!”
หญิงวัยกลางคนยังไม่เลิกตอแย สวีหว่านหนิงผลักอีกฝ่ายออกไปให้พ้นทาง แล้วพูดด้วยเสียงข่มขู่ว่า “ถ้ายังไม่ไสหัวไป ฉันจะร้องเรียนเื่ของเธอและกู้จวิ้นกับคณะกรรมการหมู่บ้าน!”
พูดจบเธอก็อุ้มลูกสาวคนเล็กที่กลัวจนตัวสั่น ดึงเด็กชายมายืนด้านหลัง แล้วก้าวเท้าเดินตรงไปยังบ้านหลังคามุงกระเบื้องทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน
“แม่จ๋า แม่ไม่ขายพวกฉันแล้วเหรอ”
เยาเม่ยซบหน้ากับอ้อมกอดของเธอ ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำมองมาอย่างน่าสงสาร
“ไม่ขายแล้ว แม่จะไม่ขายพวกหนูอีกแล้ว! เมื่อก่อนแม่ไม่ดีเอง ต่อจากนี้จะไม่เป็อย่างนั้นอีกแล้ว เยาเม่ยกับต้าชุนเชื่อแม่ได้ไหม”
“จ๊ะแม่!”
เยาเม่ยยิ้มหวาน ก่อนจะจุ๊บแก้มสวีหว่านหนิงหนึ่งที
ต้าชุนเงียบไป เด็กน้อยมองสวีหว่านหนิงอย่างพิจารณาด้วยท่าทางราวกับผู้ใหญ่ เขารู้สึกว่าวันนี้แม่ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา เพราะเมื่อก่อนแม่ไม่เคยอุ้มน้องสาวเลย
แต่ผู้หญิงคนนี้หลอกคนอื่นเก่ง ตอนเช้าก็เพิ่งหลอกพวกเขาว่า ทีู่เาหลังหมู่บ้านมีผลไม้รสหวานให้เก็บ เขากับเยาเม่ยจึงยอมตามเธอออกมาจากบ้าน
สวีหว่านหนิงมองเด็กสองคนพลางคิดในใจ ดูท่าลูกชายจะรับมือยาก คงเพราะนิสัยเหมือนพระเอก...
เมื่อกลับมาถึงบ้าน แม่หลินก็รีบเรียกหลานชายกับหลานสาวไปหา
แม่หลินเลี้ยงดูพระเอกจนเติบใหญ่ตามลำพัง เพราะตรากตรำทำงานหนักร่างกายจึงไม่แข็งแรง สองวันนี้อาการปวดขาจึงกำเริบอีกครั้ง จนลุกจากเตียงไม่ไหว ร่างเดิมของสวีหว่านหนิงถึงสบโอกาส
แม่หลินเห็นหลานๆ ยังอยู่รอดปลอดภัยดีก็โล่งอก แล้วถามพวกเขาว่าเมื่อครู่นี้ไปไหนมา
เยาเม่ยหันมามองสวีหว่านหนิงแล้วเงียบไป
ต้าชุนไม่เรียกแม่ แต่ชี้ไปยังสวีหว่านหนิงแล้วกล่าวว่า
“เธอพาพวกเราไปหานายหน้าค้าเด็ก อยากจะพาผมกับน้องสาวไปขาย”
“คุณพระคุณเ้า”
แม่หลินถอนหายใจ ก่อนจะทุบขาซึ่งไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งเพื่อระบายอารมณ์
อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้นเธอก็จะไม่ได้เห็นหน้าหลานๆ อีกแล้ว สกุลหลินของพวกเราไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ถึงได้มีลูกสะใภ้ที่จ้องแต่จะทำลายครอบครัวแบบนี้!
เมื่อเห็นแม่พระเอกะเิอารมณ์ สวีหว่านหนิงก็หลบไปอีกทาง ไม่กล้าต่อปากต่อคำ
เฮ้อ เธอเองก็ไม่ชอบร่างเดิมเหมือนกัน เราเป็พวกเดียวกันแท้ๆ!
ผ่านไปสักพัก แม่หลินก็ควักเงินสามหยวนออกจากกระเป๋ากางเกงให้สวีหว่านหนิง ท่าทางเหมือนอยากประนีประนอม
“แม่เหลือเงินเก็บเท่านี้ เอาไปใช้เถิด ขอแค่ไม่พาต้าชุนกับเยาเม่ยไปขายก็พอ”
“อีกสองวัน ขาสองข้างของแม่คงพอทำงานได้แล้ว แม่จะไม่ปล่อยให้พวกเธอสามแม่ลูกอดตาย”
สวีหว่านหนิงยืนฟังอย่างนึกระแวง พลางกรีดร้องในใจว่าให้ตาย
แม่สามีบ้านอื่นมีแต่จะรังแกลูกสะใภ้ แต่สิ่งที่ร่างเดิมเจอกลับตรงกันข้าม ตกลงร่างเดิมของเธอไปทำอะไรไว้ แม่สามีถึงได้กลัวขนาดนี้
ไม่ได้การ เธอจะต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองในสายตาของแม่พระเอกให้ได้ ว่าแล้วจึงยัดเงินสามหยวนกลับคืนไป
“แม่ ฉันคิดได้แล้ว ฉันจะรักเดียวใจเดียวกับหลินอัน เลี้ยงดูลูกทั้งสองคนให้ดี และตอบแทนบุญคุณของแม่!”
สวีหว่านหนิงปากหวานปานน้ำผึ้ง ทำเอาแม่หลินตะลึงงัน ั้แ่สวีหว่านหนิงแต่งเข้าตระกูลมา นี่เป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าลูกสะใภ้พูดภาษาคนเป็ด้วย
พูดจบสวีหว่านหนิงก็เดินไปจุดเตาทำอาหารในห้องครัว
อยากมัดใจใครต้องมัดกระเพาะของเขาให้ได้ก่อน เมื่อได้กลับมาอยู่ในพื้นที่อันแสนคุ้นเคย สวีหว่านหนิงก็มั่นใจเต็มร้อย
ทว่าหลังเปิดดูกระสอบธัญญาหาร เธอก็นิ่งอึ้ง ทั้งบ้านมีแป้งข้าวโพดเหลือแค่หยิบมือ นอกจากนั้นคือข้าวฟ่างและถั่วต่างๆ...
ร่างเดิมยอมปล่อยให้ตัวเองต้องกัดก้อนเกลือกิน เพื่อเอาเงินไปเลี้ยงชายโฉดกับหญิงชั่วคู่นั้น มิน่าลูกสองคนที่คนหนึ่งอายุสี่ขวบกว่า และอีกคนหนึ่งห้าขวบกว่าแล้วถึงได้ตัวเล็กเหมือนอายุเพียงสองสามขวบเท่านั้น กินแต่อาหารพวกนี้ สารอาหารจะเพียงพอก็แปลกแล้ว
เมื่อไม่มีวัตถุดิบย่อมทำอาหารไม่ได้ สวีหว่านหนิงตกที่นั่งลำบาก เธอคิดถึงห้างสรรพสินค้าขายของสดที่ตนเคยก่อตั้งขึ้นเมื่อชาติก่อนเหลือเกิน
ทันใดนั้นก็มีแสงสีขาววูบผ่านหน้า สถานที่รอบกายเปลี่ยนไป ที่นี่ไม่ใช่ห้องครัวในชนบทที่ดูทรุดโทรมอีกต่อไป แต่เป็ ‘ห้างอันซินของสด’ ที่เธอเป็คนก่อตั้งขึ้นเมื่อชาติที่แล้ว
ผักสด เนื้อสัตว์ ของทะเล ผลไม้ วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมที่คัดสรรจากทั่วโลก!
เชอร์รี แอปเปิลเอ็นวี ลิ้นจี่กว้าลวี่ [1] ที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ
กุ้งล็อบสเตอร์จากบอสตัน และปูจักรพรรดิจากออสเตรเลียที่กำลังอวดก้ามอยู่ในบ่อน้ำ...
สวีหว่านหนิงลูบไล้เนื้อวัววากิว A5 ที่มีชั้นไขมันแทรกอย่างสวยงามตรงหน้า พลางพึมพำอย่างดีใจว่า
“นี่ฉันเปิดระบบนิ้วทองคำแล้วเหรอ?”
ยุคนี้ไม่มีสิ่งไหนสำคัญไปกว่าการกิน ถ้ามีนิ้วทองคำอยู่ใน อย่าว่าแต่เลี้ยงดูลูกสองคนกับแม่สามีอีกหนึ่งคนเลย ต่อให้ต้องเลี้ยงคนอีกเป็โขยง เธอก็เลี้ยงไหว
สวีหว่านหนิงรู้สึกแปลกใหม่ เธอไปๆ กลับๆ ช่องว่างระหว่างมิติหลายครั้ง เพื่อขนย้ายแป้งและข้าวสารออกมา และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ไม่ว่าเธอจะหยิบอะไรออกจากช่องมิติ ตอนกลับไปของสิ่งนั้นก็จะถูกเติมเต็มเสมอ
เมื่อคิดถึงสภาพแวดล้อมของยุคสมัยนี้ สวีหว่านหนิงจึงหยิบไก่บ้านออกมาแค่หนึ่งตัว รวมถึงผักเคียงและเครื่องปรุงต่างๆ เธอตั้งใจว่าจะทำไก่ตุ๋นขิงเพื่อบำรุงร่างกายให้กับลูกๆ
เมื่อเตาไฟร้อนได้ที่สวีหว่านหนิงก็ใส่น้ำมันลงไปในกระทะ ตามด้วยต้นหอม ขิง และกระเทียมลงไปผัด จากนั้นก็เติมน้ำตาลกรวดลงไปเคี่ยวต่อจนทุกอย่างเป็สีเหลืองเข้ม หลังจากนั้นก็ใส่เนื้อไก่คลุกให้เข้ากัน แล้วตุ๋นด้วยไฟอ่อนจนเข้าเนื้อ...
ในบ้าน สามย่าหลานนั่งอยู่ด้วยกัน
แม่หลินแอบเสียน้ำตาขณะมองใบหน้าผ่ายผอมของหลานๆ และเสื้อผ้าที่เก่าจนจำสีเดิมแทบไม่ได้แล้ว เธอโกรธตัวเองที่เจ็บขาจนไม่สามารถเลี้ยงดูหลานทั้งสองคนให้ดีได้
กลิ่นหอมโชยออกมาด้านนอก เยาเม่ยสูดจมูกฟุดฟิด
“หอมจัง คุณแม่คงทำของอร่อยให้พวกเรากิน”
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย เธอทำให้กู้จวิ้นคนนั้นกินต่างหาก!” ต้าชุนเบ้ปาก แล้วพูดดับฝันเยาเม่ย
ร่างเดิมของสวีหว่านหนิงเวลาทำของอร่อยก็มักจะเอาไปให้กับกู้จวิ้นเสมอ เด็กสองคนอย่าว่าแต่ลิ้มรสเลย แค่น้ำแกงสักช้อนก็ยังไม่เคยได้ซด
หลายวันมานี้แม่หลินลุกจากเตียงไม่ไหว ร่างเดิมของสวีหว่านหนิงให้พวกเขากินแค่แป้งข้าวโพดต้มที่ทั้งเละและเหลวไม่ต่างจากน้ำ ซึ่งไม่สามารถต้านทานความหิวได้
เยาเม่ยคอตก เด็กหญิงแง้มม่านประตูแอบมองเข้าไปในครัว
เมื่อเห็นศีรษะน้อยยื่นเข้ามา สวีหว่านหนิงก็ยิ้มพลางกวักมือเรียก
“ลูกรักมาช่วยแม่ชิมหน่อยสิ ดูสิว่าต้องเติมเกลืออีกหน่อยหรือเปล่า”
เยาเม่ยก้าวขาออกไปหนึ่งก้าวแล้วชักกลับมา กลัวจะถูกทุบตีอีกครั้ง
--------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ลิ้นจี่ชื่อดังของมณฑลกวางตุ้ง
