จงลอบวางเพลิงในวันที่ลมสูง และจงสังหารคนในคืนเดือนมืด
ไม่ช้า กลิ่นคาวเืก็ลอยตลบไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี
ไม่ถึงสิบนาที เสียงร้องโหยหวนก็พลันเงียบหายไป กองทหารม้าสองร้อยกว่าคนก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น ไม่มีใครเหลือรอดเลยสักคน ไม่มีใครสามารถหยุดยอดฝีมือทั้งหกได้เลยสักคน ไม่ช้าพวกเขาก็หายตัวไปในความมืดราวกับภูตผี ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ เหลือไว้ มีเพียงเืที่ไหลมารวมกันเป็แอ่งเล็กๆ และกลิ่นคาวเืที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยมีการต่อสู้ที่รุนแรงเกิดขึ้น!
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป มีเสียงดังขึ้นมาแต่ไกลๆ
แสงสว่างจากคบเพลิงหลายดวงทะยานออกมาจากป้อมปราการตรงทางเข้าูเา เป็กลุ่มทหารม้ากลุ่มเล็กๆ ที่สวมชุดเกราะสีเงิน ควบม้าสีดำวิ่งเข้ามา ไม่นานพวกเขาก็ควบม้าผ่านบริเวณทุ่งสังหารก่อนหน้านี้ แต่ทันใดนั้นนายทหารตาเดียวก็พลันขมวดคิ้ว สีหน้าของเขาแสดงความสงสัยขึ้นมา ก่อนจะตัดสินใจดึงบังเหียนม้าให้ย้อนกลับไปทางเดิม ยิ่งเข้ามาใกล้บริเวณทุ่งสังหารก็ยิ่งได้กลิ่นเืที่ฉุนขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาค่อยๆ ลดความเร็วของม้าลง ก่อนที่จะชักดาบออกมาและกำโล่ในมือแน่นอยู่ในลักษณะเตรียมพร้อมเต็มที่
“กลิ่นเืฉุนนัก หรือว่าองค์ชายเอคโค่จะลงมือกับพวกสวะเมืองแซมบอร์ด?”
เขาถามกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ควบม้าเข้าไปใกล้เนินเขาเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางความมืดนั่น ทันใดนั้น สายลมตอนกลางคืนก็หอบเอากลิ่นเืปะปนมากับอากาศจางๆ ม้าที่เขาขี่พลันร้องออกมาด้วยท่าทางหวาดกลัว มันเดินถอยหลังกลับ ไม่ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรมันก็ไม่ยอมเดินไปด้านหน้า ทำให้พวกเขาตัดสินใจะโลงจากหลังม้า ก่อนจะหยิบคบเพลิงออกมาจุดไฟ จากนั้นก็โยนไปด้านหน้า
พรึ่บ!
เปลวเพลิงไหววูบไปตามแรงลมตอนกลางคืน แสงไฟส่องสว่างขึ้นในความมืด
“โอ้ พระเ้า...นี่ข้ากำลังเห็นอะไรอยู่?!”
ในชั่วพริบตาที่แสงไฟสว่างขึ้น เขาได้เห็นเืเนื้อกระจัดกระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าจนเหมือนแอ่งเื นี่มันนรกบนดินชัดๆ
ใครจะไปคาดคิดว่าเนินเขาเล็กๆ ที่เห็นในความมืดก็คือกองซากศพของเหล่าทหารม้าเมืองแบล็กสโตน เศษเนื้อ เศษเกราะ เศษดาบ ศพม้าและบรรดาหัวคนทั้งหมดถูกลากมากองรวมๆ กัน และตรงด้านหน้ากองเนินศพนั่นมีหอกทหารม้าเล่มหนึ่งที่ถูกปักไว้ ตัวหอกเสียบหัวของคนผู้หนึ่งเอาไว้ เืสีแดงเข้มไหลอาบตัวหอกและกำลังจะแข็งตัว...
“ไม่นะ...องค์ชายเอคโค่!” ชายตาเดียวก็พลันอุทานออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ใครโจมตีพวกเขากัน?”
“มันต้องเป็พวกเมืองแซมบอร์ดแน่ๆ...พวกมันคงแอบซุ่มโจมตีองค์ชายเอคโค่ นอกจากพวกมันแล้วก็ไม่มีกองกำลังไหนที่อยู่แถวนี้จะเป็คู่ต่อสู้ขององค์ชายเอคโค่ได้...”
“โหดร้ายมาก ไม่เหลือดรอดแม้แต่ชีวิตเดียว!”
กลุ่มทหารม้าพลันตื่นตระหนก สายลมพัดผ่านร่างของพวกเขา ใบไม้พลันร่วงหล่นลงมาที่พื้น บรรยากาศในตอนนี้ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนมีสายตาของนักฆ่านับไม่ถ้วนที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดกำลังจ้องมาที่เขา ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถสังหารกองกำลังทหารม้าทั้งสองร้อยนายขององค์ชายเอคโค่ได้อย่างเงียบเชียบ แล้วพวกเขาที่มีแค่ยี่สิบกว่าคนจะไปเหลืออะไร ไม่ช้าจิตใต้สำนึกของชายตาเดียวก็ร้องเตือนให้รีบออกไปจากที่นี่ ชายตาเดียวรีบวิ่งเข้าไปดึงหัวขององค์ชายเอคโค่ที่ถูกเสียบไว้บนหอกออกมา ก่อนจะวิ่งกลับไปที่ม้าแล้วขึ้นขี่ควบหนีออกไป
พวกเขามาเร็วเหมือนสายลมแต่กลับวิ่งออกไปเหมือนสุนัข ไม่แม้แต่จะสนใจจัดการกับบรรดาศพของเพื่อนร่วมชาติสักนิด
……
……
พระอาทิตย์ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงสีทองอาบไล้โลกให้สว่างไสว
เช้านี้ช่างเป็เช้าที่เงียบสงบและสวยงาม
แสงสีแดงค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงเส้นขอบฟ้า ราวกับมีคนเอาเืสีแดงสดทาบริเวณขอบฟ้า
กองทัพเมืองแซมบอร์ดเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง พวกเขาเดินทางกันอย่างเอ้อระเหยลอยชาย ขณะที่ค่อยๆ ทยอยขึ้นไปตรงปากูเา อุณหภูมิในยามเช้าหนาวเล็กน้อย แองเจล่าและเจ็มม่าถูกองค์หญิงนาตาชาเรียกขึ้นไปสนทนากันในรถม้าเวทมนตร์ ซุนเฟยขี่สุนัขั์สีดำขณะที่เงยหน้ามองแสงสีแดงตรงเส้นขอบฟ้า เขายกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “โอ้ ดูสิ เืเปื้อนท้องฟ้าเลย แสดงว่าเมื่อคืนอาจจะมีการฆ่ากันเกิดขึ้นก็ได้นะ...”
ได้ยินองค์าาพูดแบบนี้ คนที่อยู่ข้างๆ ก็พากันกลั้นยิ้ม
'สองอสูรกาย' เพียร์ซและดร็อกบาที่ขี่เฟลมมิ่ง บีตส์อยู่ด้านหลังก็พลันยกขวานขึ้นมาขัดถูอย่างทะนุถนอม ขณะที่พัศดีโอเลเกร์ก็ทำสีหน้าเคลิบเคลิ้มเหมือนดื่มด่ำกับความทรงจำที่แสนงดงาม ผู้นำอัศวินเซนต์แปเตอร์ แช็คยังคงเงียบขรึมเหมือนทุกที เขายังคงกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง อัศวินเซนต์ที่ขี่เฟลมมิ่ง บีตส์อยู่ด้านหน้าสุดก็ชูธงสีเขียวขึ้นมา นั่นแสดงว่าทุกอย่างเป็ปกติดี
แฟรงก์ แลมพาร์ดที่ขี่เฟลมมิ่ง บีตส์อยู่ด้านหลังซุนเฟยก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย เมื่อคืนวานเป็ครั้งแรงที่เขาได้ใช้พลังหมัดสายฟ้าอย่างเต็มที่ ผลของมันเกินกว่าที่เขาคาดไว้มาก ด้วยคลื่นพลังธาตุสายฟ้าทำให้ความเร็วของหมัดเพิ่มขึ้นจนน่าใ แลมพาร์ดคิดไม่ถึงว่าหลังจากที่พ่ายแพ้ในครั้งนั้น ตัวเองจะได้กลับมาฝึกฝนคลื่นพลังธาตุสายฟ้าอีกครั้ง และมันยังก้าวหน้ากว่าในอดีตอีกด้วย ด้วยการฝึกฝนที่เหลือเชื่อนี้ ทำให้เขาที่เกือบจะหมดหวังได้กลับมามีความหวังอีกครั้ง เขาแทบจินตนาการไม่ออกว่า ถ้าเขาฝึกฝน 'หมัดสายฟ้า' จนบรรลุได้ เขาจะประสบความสำเร็จมากขนาดไหน และอเล็กซานเดอร์ยังเคยพูดไว้ว่าคัมภีร์เล่มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ มันยังมีอีกเล่มและอยู่ในระหว่างการปรับปรุงและแก้ไข
แลมพาร์ดกำหมัดแน่น เขารู้สึกได้ถึงพลังที่ห่างหายไปนาน
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ทางเข้าูเาก็ยิ่งเห็นป้อมปราการของเมืองแบล็กสโตนชัดขึ้นเรื่อยๆ ป้อมปราการสีดำนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา กำแพงป้อมสูงกว่ายี่สิบเมตรและมีความแข็งแรงทนทาน มันสร้างขึ้นจากแร่เหล็ก บริเวณสองฝากฝั่งมีรูปปั้นนักรบที่สูงประมานร้อยเมตรตั้งตระหง่านที่ทางเข้า บนกำแพงมีเชิงเทียนรูปผู้หญิง นี่เป็ป้อมปราการที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ซึ่งง่ายต่อการป้องกันแต่ยากต่อการโจมตี! และป้อมปราการแห่งนี้ก็ปิดเส้นทางเดียวที่ผ่านไปสู่เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งราชอาณาจักรเซนิทไว้ เรียกได้ว่าหนึ่งคนเฝ้าด่าน ทหารหมื่นนายก็มิอาจย่างกรายผ่าน!
หากกองกำลังของเมืองแซมบอร์ด้าไปที่เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก็จำเป็ต้องเดินทางผ่านป้อมปราการเมืองแบล็กสโตน
แต่ตอนนี้เมืองแบล็กสโตนกับเมืองแซมบอร์ดมีความสัมพันธ์เป็ศัตรูคู่อาฆาต หาก้าจะผ่านทางป้อมปราการแห่งนี้ย่อมทำได้ยาก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าครั้งนี้ซุนเฟยชูธงแสดงเจตจำนงว่าจะเข้าร่วมการซ้อมรบ เกรงว่าแค่ครั้งแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาคงถูกกล่าวหาว่าเป็ผู้บุกรุก อันที่จริงมีบางคนเสนอให้ซุนเฟยอ้อมเทือกเขาอาทิตย์ ลัดเลาะไปตามแนวเทือกเขาด้านนอกก็สามารถไปถึงเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้เช่นกัน แน่นอนว่าถูกซุนเฟยปฏิเสธ
ถ้าเราทำแบบนั้นมันไม่ได้หมายความว่าเมืองแซมบอร์ดกลัวเมืองแบล็กสโตนหรือ?
ซุนเฟยตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเดินทางผ่านป้อมปราการแบล็กสโตนไปให้ได้
แต่เมืองแซมบอร์ดยังไม่ทันจะได้เคลื่อนพลเข้าไปใกล้ป้อมปราการเมืองแบล็กสโตน ทันใดนั้นประตูป้อมปราการก็ถูกเปิดออกพร้อมเสียงเป่าแตร พวกเขามองเห็นฝุ่นลอยคลุ้งขึ้นมาจากพื้น มีกองทหารม้าสีดำวิ่งออกมาจากเมืองอย่างน้อยๆ ก็ประมาณสองพันคน ท่วงท่าการควบม้าดุดัน แผ่รังสีฆ่าฟันอย่างชัดเจน โดยมีชายวัยกลางคนที่มีผมสีทอง เคราสีทอง สวมหมวกเกราะเหล็กฝังอัญมณีหายากควบม้านำออกมา ใบหน้าของเขาเครียดขึ้ง ดวงตาฉายแววอาฆาต เพียงสะบัดมือ เหล่าทหารม้าก็แยกออกเป็สองแถวแล้วพุ่งออกไปประหนึ่งแม่น้ำสีดำที่ไหลหลาก
“จัดรูปขบวน ป้องกัน!”
ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ แช็คยังคงรักษาความเยือกเย็นเสมอ เขาะโออกมาเสียงดัง เหล่าอัศวินเซนต์ที่ขี่เฟลมมิ่ง บีตส์ทั้งห้าสิบคนพลันะโลงจากหลังสัตว์อสูร ก่อนจะยกโล่ฟันเลื่อยทั้งห้าสิบโล่ขึ้นมา จากนั้นก็ประกบกันกลายเป็กำแพงเหล็กที่แข็งแกร่งเคลื่อนที่ได้ พวกเขาจัดรูปขบวนทัพเป็รูปขบวนลิ่ม ผู้ที่อยู่ตรงตำแหน่งปลายลิ่มก็คือพัศดีโอเลเกร์ที่กำลังแสยะยิ้มเหี้ยมโหดออกมา เขากำขวานั์แน่นขณะที่ยืนอยู่หน้าสุด ด้านหลังของเขาขนาบด้วย 'สองอสูรกาย' เพียร์ซและดร็อกบาที่ถือค้อนไว้ในมือ...ยามที่เผชิญหน้ากับเหล่าข้าศึก พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
ฟุ่บๆๆๆ!
หน่วยเทศกิจหนึ่งร้อยนายแบ่งออกเป็สองกลุ่ม ห้าสิบคนแรกยังอยู่บนหลังม้า มือดึงสายธนูจนตึง หัวลูกศรส่องประกายเย็นะเื ก่อนจะปล่อยลูกศรไปทางเหล่าข้าศึก แน่นอนว่าคนเหล่านี้ต่างเป็นักธนูมือฉมัง เหล่าทหารม้าห้าสิบนายแรกที่ควบนำอยู่ด้านหน้าต่างพากันกระเด็นตกหลังม้าตายคาที่ ส่วนเทศกิจอีกห้าสิบคนก็วิ่งไปล้อมรอบรถม้าเวทมนตร์ขององค์หญิง เพื่ออารักขาองค์หญิงนาตาชาและแองเจล่าที่อยู่ในรถม้า
แม้กระทั่งราชองครักษ์เฟร์นันโด ตอร์เรสก็ไม่ได้อยู่ข้างกายองค์าาอเล็กซานเดอร์
เพราะในสายตาของเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ด าาของพวกเขาคือผู้ไร้เทียมทาน ไม่จำเป็ให้คนที่อ่อนแอแบบพวกเขาเข้าไปปกป้อง กลับกัน ถ้าพวกเขาวิ่งไปยืนอยู่ด้านหน้าขององค์าา นั่นเท่ากับเป็การดูถูกพระองค์
ทหารเมืองแบล็กสโตนกู่ร้องออกมา
แม้ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่ง แต่กลับไม่คิดที่จะเป็ฝ่ายเริ่มเข้าไปโจมตีก่อน ไม่ช้ากองทัพเมืองแซมบอร์ดก็ถูกล้อมรอบไว้ พวกเขากระตุ้นให้ม้าวิ่งวนไปรอบๆ กองทัพเมืองแซมบอร์ด มือที่ถือหอกไว้ก็เคาะไปที่โล่ตัวเองจนเกิดเสียงดังก้องขึ้นมา เสียงเคาะโล่ของทหารทั้งสองพันกว่านายดังขึ้นเป็จังหวะพร้อมกัน ประหนึ่งเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวของพระเ้า ดังกึกก้องะเืทั่วแผ่นดิน คลื่นเสียงขนาดใหญ่คล้ายจับต้องได้ ฝุ่นที่อยู่บนพื้นพลันกระจายตัวอย่างแ่า
นี่คือา
และเป็าระหว่างทหารม้า
ในสนามรบ ถ้าใช้ทหารม้าได้ถูกวิธี มันจะเป็ประโยชน์อย่างมาก แม้กระทั่งทำให้ศัตรูยอมแพ้ได้โดยที่ไม่ต้องสู้
หลายครั้งที่ทหารใหม่บางคนไม่เคยพบเจอกับความโหดร้ายของา พวกเขามักจะถูกแรงกดดันของาทำลายความนึกคิดไป
เหล่าทหารม้าเมืองแบล็กสโตนกว่าสองพันนายต่างเป็ทหารเก่าที่ผ่านามาอย่างโชกโชน ดังนั้นจึงอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาของตัวเองสร้างแรงกดดันที่น่าเกรงขามขึ้นมา แรงกดดันมหาศาลที่เหล่าทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนกว่าสองพันนายสร้างขึ้นมา แน่นอนว่ามันทำให้ทหารบางส่วนของเมืองแซมบอร์ดเกิดอาการมือไม้สั่น เหงื่อไหลท่วมมือ ริมฝีปากแห้งผาก รู้สึกเหนียวขึ้นมาที่ลำคอและเกิดอาการตึงเครียด พวกเขาเหล่านี้ต่างไม่เคยผ่านสนามรบมาก่อน
แต่อย่างไรก็ตาม เื่พวกนี้มันไม่สำคัญหรอก
เพราะเมืองแซมบอร์ดมีสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง
สุนัขตัวนี้มีขนาดใหญ่เท่าม้า และยังเป็ยอดสุนัขอีกด้วย
“โฮ่งๆๆๆ!!!”
ทันใดนั้น เ้าสุนัขั์สีดำพลันเห่าออกมาด้วยความโมโห เสียงเห่าของมันประหนึ่งเสียงคำรามของั
ฉากที่เห็นตรงหน้าทำให้ทุกคนต่างพากันตื่นใ เสียงเห่าของมันดังกลบเสียงอึกทึกคึกโครมที่พวกทหารเมืองแบล็กสโตนกว่าสองพันนายสร้างขึ้นมา และเห็นได้ชัดว่าเสียงเห่าของมันมีผลโดยตรงกับม้าศึก บรรดาม้าศึกที่วิ่งวนรอบกองทัพเมืองแซมบอร์ดด้านหน้าสุดพลันน้ำลายฟูมปากทรุดตัวลงกับพื้น ทำให้ทหารที่กำลังเคาะโล่อยู่บนหลังม้าหน้าคว่ำดินไปตามๆ กัน...
ฉากนี้ทำให้บรรยากาศที่เหล่าทหารม้าเมืองแบล็กสโตนพยายามสร้างขึ้นมากลายเป็ไร้ประโยชน์ไปในทันที
ทหารเมืองแซมบอร์ดต่างหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“หยุด!”
เสียงะโของชายวัยกลางคนดังขึ้น ทำให้กองทหารม้าเมืองแบล็กสโตนที่กำลังวิ่งรอบๆ กองทัพเมืองแซมบอร์ดหยุดลง ตอนนี้เอง ทหารม้าเมืองแบล็กสโตนที่โชคร้ายร่วงลงพื้นก็ถูกสหายด้วยกันเหยียบจนเละคาพื้น ดวงตาของชายวัยกลางคนพลันดุดันยิ่งขึ้น เขากระตุ้นม้าให้เดินออกไปทีละก้าว ดวงตาของเขาจับจ้องมาที่ซุนเฟยอย่างอาฆาต เขากำดาบสีทองในมือแน่นจนข้อมือมีเส้นเืดำนูนขึ้นมา เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเกลียดชังว่า “ข้าคือคานต์ าาแห่งเมืองแบล็กสโตน าาแซมบอร์ด จงส่งไอ้สารเลวที่บังอาจสังหารทหารม้าทั้งสองร้อยนายและบุตรชายข้าออกมา แล้วข้าจะปล่อยเ้าไป ไม่อย่างนั้น…!”
เพื่อตอบสนองต่อการข่มขู่ของาา เหล่าทหารม้าที่อยู่รอบๆ ต่างหันปลายหอกไปทางกองทัพเมืองแซมบอร์ดกันอย่างเนื่องแน่น
เจตนาขู่ฆ่าอย่างแท้จริง
“ฮ้าว...เฮ้อ นี่เ้าพูดอะไรกัน ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย” ซุนเฟยบิดี้เีเล็กน้อย “เมื่อวานมีคนถูกฆ่า? โอ้ มิน่าเล่า เช้านี้ถึงได้ดูสว่างสดใสแปลกๆ นี่ าาเมืองแบล็กสโตน เ้าดูแลอาณาเขตของเ้าอย่างไรให้มันย่ำแย่แบบนี้กัน!”
“เ้า…” าาเมืองแบล็กสโตนพลันโมโหขึ้นมา เขากล่าวอย่างเย่อหยิ่งว่า “อเล็กซานเดอร์ อยู่ต่อหน้ากองทัพเมืองแบล็กสโตนแล้วเ้ายังกล้าปลิ้นปล้อนอีกหรือ ฮึๆ สังหารองค์ชายอาณาจักรบริวารระดับสี่ ต่อให้ข้าสังหารเ้าเสีย องค์จักรพรรดิยาชินก็ไม่เอาผิดข้าเพราะข้ามีเหตุผลมากพอ ถ้ายอมจำนนแล้วข้าจะไม่ฆ่าเ้า เชื่อหรือไม่ว่าเพียงข้าสั่งการลงไป นับจากเป็ต้นไปเมืองแซมบอร์ดคงไม่มีเชื้อพระวงศ์หลงเหลืออยู่อีก!”
ซุนเฟยกวาดสายตามองพวกทหารม้าเมืองแบล็กสโตนด้วยท่าทางดูแคลน ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ภายในสิบลมหายใจ ถ้าเ้ายังไม่เปิดประตูเมืองให้ข้าผ่านไปล่ะก็...นับจากวันนี้เป็ต้นไป เมืองแบล็กสโตนจะไม่มีาาเหลืออยู่อีก!”
พูดจบ ร่างของซุนเฟยพลันหายไป กลายเป็กลุ่มเงาดำๆ แวบหายไปจากสายตา ลำคอของาาเมืองแบล็กสโตนพลันเย็นะเื เขาสังเกตเห็นว่าเคราสีทองที่มักจะลูบอยู่เป็ประจำพลันสั้นลง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่า ตอนนี้เคราของเขาไปอยู่ในมือของาาเมืองแซมบอร์ดแล้ว...
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นมาจากคนที่อยู่ด้านข้าง
ในสนามรบนี้ นอกจากยอดฝีมือที่มีอยู่น้อยนิดแล้ว ก็ไม่มีใครมองเห็นอย่างชัดเจนว่าาาเมืองแซมบอร์ดลงมือั้แ่เมื่อไร
---------------
