ภายในส่วนลึกสำนักซิงเฉินจู่ๆ ก็มีคลื่นพลังร้ายกาจะเิออกมา ทำให้หัวใจของผู้คนสั่นสะท้าน สายตาทุกสายตาจับจ้องไป ณ ที่ตรงนั้น พวกเขามองเห็นร่างสูงร่างหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ปลดปล่อยระลอกพลังซึ่งน่าหวั่นเกรงเป็อย่างยิ่ง
“ชิงอี้เฟย ชิงอี้เฟยออกมาจากการปิดขั้นพลังแล้ว ไม่รู้ว่าขั้นฝึกฝนของเขาในตอนนี้อยู่ในระดับไหน”
“ชิงอี้เฟยปิดขั้นพลังมาเป็เวลายาวนาน ครั้งนี้ที่เขาตื่นขึ้น เป้าหมายของเขาจะต้องเป็โถงวิหารดาราอย่างแน่แท้”
เสียงของผู้คนในสำนักกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก ชิงอี้เฟยนั้นเป็อันดับหนึ่งของแคว้นชิง ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเขา ทั้งพลังของเขาเองก็ไม่ได้อ่อนแอ อายุเพียงเท่านี้แต่กลับมีขั้นพลังที่ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง ถ้าให้เวลาเขาอีกสักไม่กี่ปี เขาสามารถเป็ยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย
การฝึกฝนของแต่ละขั้นพลังนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ไม่รู้ว่ามีคนกี่คนที่ฝันอยากจะมีขั้นพลังอยู่ในขั้นสถิติญญา และการเติบโตของชิงอี้เฟยในตอนนี้พูดได้ว่าอยู่เหนือจอมยุทธ์ชราหลายคนแล้ว
เพราะพลังที่ปั่นป่วนแผ่ซ่านออกมานั้น ทำให้คนที่กำลังปิดขั้นพลังอยู่ตื่นขึ้นมา บนยอดเขาิญญาโบราณหลายสิบลูกจึงได้ปลดปล่อยพลังที่น่าครั่นคร้ามหลายร้อยเส้นพลังออก
ในขณะนั้นเจตนารมณ์ในการต่อสู้ได้เดือดพล่านขึ้นปกคลุมทั่วท้องนภา
ภาพที่เกิดขึ้นทำให้หัวใจของผู้คนสั่นสะท้าน สำนักซิงเฉินนั้นเป็ขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่ของแคว้นชิง ทั้งยังเต็มไปด้วยอัจฉริยะ เรียกได้ว่าสำนักซิงเฉินนั้นเป็แหล่งรวบรวมอัจฉริยะยอดฝีมือเลยก็ว่าได้
บนยอดเขาิญญาโบราณอีกลูกหนึ่งกลับปรากฏเงาเลือนราง รูปร่างของนางอรชรอ้อนแอ้นชวนหลงใหล ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยพลังิญญา ดวงตางดงามของนางจ้องมองไปที่ร่างเงาร่างหนึ่งซึ่งเดินออกมาจากส่วนลึกของเขาิญญา เมื่อเห็นร่างนั้นก้าวเท้านางจึงติดตามไป
บนยอดเขาิญญา กลุ่มคนตกตะลึงกับพลังของเด็กหนุ่ม เขาเอาชนะชิงอี้จวิ้นได้ทำให้หัวใจของพวกเขาไหวสะท้าน ทว่าหลังจากนั้นจู่ๆ ก็มีแสงสายฟ้าเส้นหนึ่งทะลวงเข้ามาโจมตีใส่ร่างของเต้าหลิงจนสำรอกเืออกมากลางอากาศ
เต้าหลิงเช็ดเืซึ่งไหลออกมาจากมุมปากด้วยสีหน้านิ่งเฉย สายตาของเขาจ้องมองไปยังร่างเงาของผู้มาใหม่ ในตอนนั้นเขาััได้ถึงความเก่งกาจของคนคนนี้
“ชิงอี้เฟย” เด็กร่างอ้วนใจสั่น เหตุใดถึงได้เรียกคนผู้นี้มากันเล่า เขาเป็ถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิงเลยนะ
“แย่ละสิ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” หลินซือซือขมวดคิ้ว ใบหน้าวิไลแสดงอาการร้อนรน ถึงแม้ว่าเต้าหลิงจะแข็งแกร่งทว่าเขาก็ไม่ใช่คู่มือของชิงอี้เฟย เนื่องจากในตอนนี้ชิงอี้เฟยอยู่ในขั้นพลังที่ลึกล้ำจนไม่อาจจะประเมินได้
ชิงอี้เฟยย่างเท้าเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาประหนึ่งทำขึ้นมาจากหยก ท่าทางสง่างามผ่าเผย สายตาของเขามองไปที่ชิงอี้จวิ้นก่อนเอ่ยเรียบๆ “นี่มันเื่อะไรกัน ข้าบอกเ้าแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าไม่มีเื่อะไรก็อย่าปลุกข้า”
ยังไม่ทันที่ชิงอี้จวิ้นจะเอ่ยปากพูด ชิงอี้หยุนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคียดแค้น เขาชี้นิ้วไปที่เต้าหลิงพร้อมแผดเสียงใส่ความ “พี่ใหญ่ เ้านั่นเป็คนเอาเพลิงโอสถของข้าไป ข้าให้พี่สองมาเจรจากับเขา ทว่าเขากลับทำร้ายพี่สอง ท่านพี่รีบฆ่าเขาเสีย”
ชิงอี้เฟยมองไปที่เต้าหลิง ร่างสูงปลดปล่อยพลังคุกคามขณะเปิดปากถามด้วยท่าทางสงบนิ่ง “น้องสามของข้าเป็อย่างไรนั้น ข้ารู้ดี คำพูดที่เขากล่าวข้าเชื่อแค่ครึ่งเดียว ข้าอยากจะฟังที่เ้าพูด”
“ข้าบอกเ้าไป แล้วอย่างไร?” เต้าหลิงแค่นเสียงเย็น ใบหน้าอ่อนเยาว์เคร่งเครียด คนคนนี้เพ่งเล็งพลังมาที่เขา เกรงว่าเื่ในคราวนี้คงจะไม่จบง่ายๆ แน่
ได้ยินดังนั้น ชิงอี้เฟยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เ้าแย่งชิงเพลิงโอสถของน้องสามข้าไป เ้าส่งเพลิงโอสถคืนมาเสียเถอะ”
“โทษทีนะ เขาไม่มีเพลิงโอสถตั้งนานแล้ว ข้าว่าเื่นี้น้องสามของเ้าน่าจะรู้ดี” เต้าหลิงบอกอย่างเฉยเมย
“ดูๆ ท่านดูสิ พี่ใหญ่” ชิงอี้หยุนร้องลั่น “เ้านี่ช่างโอหังยิ่งนัก ขนาดท่านพี่มายังไม่เห็นท่านพี่อยู่ในสายตา ท่านพี่จะต้องสั่งสอนให้สาสม!”
ในตอนนั้น เขาก็อธิบายให้ชิงอี้เฟยรับรู้ถึงความน่ากลัวของเพลิงโอสถที่กลืนกินเปลวเพลิงต้นกำเนิดดาราลงไป มันเป็ถึงเพลิงนภา ในภายหลังจะต้องพัฒนาขึ้นได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด
ชิงอี้เฟยชะงักไป เพลิงโอสถดาราต้นกำเนิดนั้นสำคัญเป็อย่างมาก น้องสองของเขาเป็กายดารา ถ้าหากเพลิงโอสถนี้พัฒนาขึ้นมา เขาก็จะสามารถใช้เปลวเพลิงนี้ในการหลอมกายได้ อีกทั้งถ้าน้องสามของเขาได้มันมา เขาจะต้องเฉิดฉายในฐานะนักปรุงโอสถยอดฝีมือ
ความยิ่งใหญ่ของเพลิงโอสถ ทำให้หัวใจของเขาตื่นเต้น
“ดูเหมือนว่าเพลิงโอสถของน้องสามของข้า จะถูกเพลิงโอสถของเ้ากลืนกินไป ข้าจะไม่รังแกเ้า เช่นนั้น เ้าส่งเพลิงโอสถออกมาเสียแล้วข้าจะชดใช้ให้” ท่าทางของชิงอี้เฟยเรียบนิ่ง
คำพูดที่กล่าวออกมาของชิงอี้เฟย ทำให้ผู้คนไม่น้อยรู้สึกนับถือเขาเป็อย่างมาก พวกเขาต่างก็ชื่นชมชิงอี้เฟย เขาเป็ถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิงแต่กลับกล่าววาจาเช่นนี้กับคนที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม
ทว่าก็มีคนบางกลุ่มที่ขมวดคิ้วขึ้น เพลิงโอสถนั้นเป็เหมือนกับรากฐานชีวิตของนักปรุงโอสถ ของแบบนี้เอาของล้ำค่ามาแลกได้ด้วยอย่างนั้นหรือ
“แล้วถ้าข้าไม่ให้เ้าล่ะ?” ถ้อยคำตอบโต้ของเต้าหลิงคล้ายท้าทาย สองมือกำหมัดแน่น และบรรยากาศการสนทนาก็เย็นะเืลงทันใด พลังกล้าแกร่งทั่วร่างของชิงอี้เฟยค่อยๆ แผ่ซ่าน นั่นเป็สัญญาณบ่งบอกว่าพลังของเขาได้ตื่นขึ้นแล้ว แรงกดดันบดทับให้ผู้คนขวัญหนีดีฝ่อ
“ใช่ แล้วถ้าเขาไม่ให้เ้า เ้าจะทำอย่างไร?”
น้ำเสียงใสดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศที่กดดัน ทุกๆ สายตาจับจ้องไปที่หญิงสาวสวมชุดสีฟ้าคนหนึ่งซึ่งเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ริมฝีปากสีแดงสดของนางฉีกยิ้มชวนหลงใหล
“เย่ยวิ้น นั่นเย่ยวิ้น” มีคนร้องกล่าวด้วยความใ เพราะรู้ว่านางเป็ใคร
ผู้คนโดยรอบพลันขมวดคิ้ว มีคนหลายคนเกาหัวอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก ที่สำนักซิงเฉินมีสาวงามเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่ อีกทั้งพลังของนางก็ยังแข็งแกร่งมาก
“เย่ยวิ้นคือใคร?” เสียงหนึ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย
“นางเป็ยอดยุทธ์ของสำนักซิงเฉิน ถ้าไม่ใช่เพราะชิงอี้เฟยอยู่ที่นี่ เดาว่านางจะต้องเป็อันดับหนึ่งของสำนักซิงเฉินแน่”
“ใช่แล้ว ทว่าเย่ยวิ้นออกไปจากที่นี่ั้แ่สองปีก่อนแล้ว คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ นางจะกลับมา”
“เื่นี้ข้ารู้ ว่ากันว่าเย่ยวิ้นกับชิงอี้เฟยมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกัน ไม่รู้ว่าเป็เื่จริงหรือไม่”
“ถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆ สองยอดยุทธ์อัจฉริยะก็ต้องลงเอยกันน่ะสิ”
ผู้คนโดยรอบกล่าวซุบซิบเสียงเบา สายตาของชิงอี้เฟยมองไปที่เย่ยวิ้น รอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยเห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้านิ่งเฉย ก่อนถามขึ้นว่า “เย่ยวิ้น เ้ากลับมาั้แ่เมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่บอกข้า ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เ้าสวยขึ้นมากเลยนะ”
เย่ยวิ้นใช้สายตาเ็ามองไปที่เขาพลางกล่าวออกมาเรียบๆ “ดูเหมือนว่า ความสัมพันธ์ของข้ากับเ้าจะไม่ได้ดีขนาดนั้น ข้าจำเป็ต้องรายงานเ้าด้วยอย่างนั้นหรือ? ข้าว่าตอนนี้เ้าออกไปจากที่นี่เสียดีกว่า ด้วยสถานะของเ้า ข้าดูแล้วเ้าไม่ควรจะมาแทรกแซงเื่นี้”
ได้ยินดังนั้น ใบหน้ายิ้มแย้มของชิงอี้เฟยก็แข็งทื่อทันควัน สายตาของเขาเหลือบมองไปที่เต้าหลิงและยิ้มเหี้ยม “เ้ารู้จักเขาอย่างนั้นหรือ?”
“เขาเป็ลูกศิษย์ข้า” เย่ยวิ้นตอบ
ใบหน้าของชิงอี้เฟยพลันบิดเบี้ยว ฝ่ามือของเขากระชับหมัดเล็กน้อย “แบบนี้นี่เอง เช่นนั้นข้าจะไม่ถือโทษอะไรเขา ขอแค่เขาส่งเพลิงโอสถมา เื่นี้ก็จะผ่านไป อย่างไรเสีย เขาก็เป็คนที่แย่งชิงเพลิงโอสถของน้องสามของข้าไป”
เย่ยวิ้นตกตะลึง ไม่ได้เจอกันไม่กี่เดือน เ้านี่กลายเป็นักปรุงโอสถแล้วอย่างนั้นหรือ อีกทั้งยังไปแย่งเพลิงโอสถของชิงอี้หยุน
ซึ่งนั่นทำให้นางเงียบไป ทว่านางก็ไม่ถามซักไซ้เื่ราวต่อแต่พูดไปว่า “อย่างนั้นก็ชดเชยให้น้องสามของเ้าสิ เมื่อครู่เ้าก็พูดเองว่าชดเชยได้”
ได้ยินดังนั้น ลมเืภายในร่างของชิงอี้เฟยถึงกับพลุ่งพล่าน เพลิงโทสะลุกโชนอย่างไม่อาจระงับ หญิงสาวที่เขาชอบพอพูดจาเช่นนี้เพื่อปกป้องเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว ทำให้เขารับไม่ได้เป็อย่างยิ่ง ถ้อยคำต่อมาจึงแสดงถึงความปั้นปึ่งชัดเจน “อย่างไรเสีย เขาก็ต้องส่งเพลิงโอสถมาให้ข้า”
“จะรังแกคนที่อ่อนแอกว่าหรืออย่างไร?” เย่ยวิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าไม่แยแสเื่นี้” ชิงอี้เฟยมองไปที่เต้าหลิง “เขายังไม่มีคุณสมบัตินั้น”
“อย่างนั้นก็มาประลองกัน” เต้าหลิงก้าวฝีเท้าเดินออกมาพร้อมเอ่ยปาก เขาไม่อยากจะให้เย่ยวิ้นต้องลำบากเพราะตน
สีหน้าของเย่ยวิ้นเปลี่ยนสีทันทีทันใด ชิงอี้เฟยไม่ใช่คนธรรมดา เขาเคยฝึกฝนวิชาโบราณมามาก ถึงแม้ว่าจะกดขั้นพลังลงอยู่ในขั้นสถิติญญา ทว่าพลังการต่อสู้ของเขานั้นยังน่ากลัวมากจนถึงขีดสุด
“ได้ เ้าพูดเองนะ” ชิงอี้เฟยยิ้มสมใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเย่ยวิ้นอยู่ที่นี่ เต้าหลิงคงได้ตายไปนานแล้ว
“ได้ ข้าเองก็เห็นด้วย” เย่ยวิ้นสนับสนุน แต่ชิงอี้เฟยไม่ทันได้ดีใจ นางก็กล่าวต่อ “หลังจากที่โถงวิหารดาราสิ้นสุดลง แล้วเริ่มการประลอง”
ใบหน้ายิ้มแย้มของชิงอี้เฟยแข็งทื่อฉับพลัน มุมปากของเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย สายตาสาดฉายความขุ่นเคือง รอโถงวิหารดาราสิ้นสุดอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน นางคิดจะถ่วงเวลาอย่างนั้นหรือ
ในความทรงจำของชิงอี้เฟย เย่ยวิ้นเป็คนพูดคำไหนคำนั้นมาโดยตลอด แต่คราวนี้กลับพลิกลิ้นเพื่อปกป้องเด็กหนุ่มคนเดียว ทำให้ภายในใจของเขาเริ่มกรุ่นโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ
“ข้อเสนอนี้ ถ้าเ้าไม่ยอมรับ เช่นนั้นก็ให้สำนักซิงเฉินตัดสินก็แล้วกัน” เย่ยวิ้นเอ่ยอย่างไม่รู้สึกรู้สา
สีหน้าของชิงอี้เฟยขมึงทึงขึ้น เมื่อครู่เต้าหลิงที่เอาชนะชิงอี้จวิ้นได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาได้ถูกสำนักจับตามองอยู่
อีกทั้งเขายังเป็นักปรุงโอสถ แล้วยังมีเย่ยวิ้นคอยสนับสนุน เมื่อถึงตอนนั้นจะต้องจัดการเื่ได้ยากขึ้นไปอีก ผู้าุโของสำนักไม่มีทางที่จะปล่อยอัจฉริยะเช่นนี้ไป อย่างไรเสียพวกเขาต่างก็เป็ศิษย์ของสำนักซิงเฉิน
“ถึงตอนนั้นข้าจะทำให้เ้ายอมรับทั้งปากและใจของเ้า” ชิงอี้เฟยกล่าวเสียงเย็น เต้าหลินไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาแต่วิธีการของเย่ยวิ้นนั้นทำให้ชายหนุ่มโกรธเป็อย่างมาก
แม้พวกชิงอี้จวิ้นจะไม่สบอารมณ์ ทว่าเมื่อพี่ใหญ่ของพวกเขากล่าวเช่นนั้นออกไป พวกเขาย่อมไม่กล้าคัดค้าน ทำได้เพียงรอโถงวิหารดาราสิ้นสุดลงเท่านั้น
เย่ยวิ้นมองดูพวกเขาทั้งสามเดินห่างออกไปก่อนถอนหายใจออกมา สีหน้าเรียบเฉยของนางสลายหายไปทันที นางหันไปหาเต้าหลิงแล้วพูดว่า “เ้านี่หาเื่ได้ตลอดเสียจริง ถ้าข้ามาไม่ทัน เ้านั่นไม่มีทางปล่อยเ้าไปแน่”
“ข้าไม่ได้หาเื่นะ แต่เขา้าแย่งเพลิงโอสถของข้า ถึงข้าจะแย่งไป แต่ก็ยังมีหน้าพาคนมาเอาคืนอีก” เต้าหลิงฉีกยิ้ม
เย่ยวิ้นนิ่วหน้า “เ้ายังมายิ้มอยู่อีกนะ รู้นี่ว่าชิงอี้เฟยไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็อันดับหนึ่งของแคว้นชิง แน่นอนว่าพลังของเขานั้นต้องน่ากลัวมาก เ้าคิดก่อนเถอะว่าถึงตอนนั้นเ้าจะทำอย่างไร”
“ยังอีกนาน” เต้าหลิงเม้มปาก ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสนใจอันดับในแคว้นชิงมาก่อน ทว่าในตอนนี้ภายในใจของเขาก็พลันร้อนรุ่มขึ้น ถ้าหากแค่อันดับที่หนึ่งของแคว้นชิงยังสู้ไม่ได้ แล้วเขาจะสู้กับอู่ตี้ได้อย่างไร?
เย่ยวิ้นสงสัยเป็อย่างมาก แท้จริงแล้วเป็เพลิงโอสถอะไร เหตุใดชิงอี้เฟยถึงอยากได้มันนัก
ผู้คนโดยรอบแยกย้ายกันเดินจากไป ไม่นานนักเื่นี้ก็แพร่งพรายไปทั่วทั้งสำนัก กลุ่มคนต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน เด็กที่มาใหม่นั่นบ้าบิ่นมาจากไหนถึงได้กล้ามาท้าประลองชิงอี้เฟย
“เ้าหนูนั่นหาที่ตายเสียจริง ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแท้ๆ ทั่วทั้งแคว้นชิงไม่รู้มีคนตั้งกี่คนที่อยากจะท้าประลองกับชิงอี้เฟย ทว่าสุดท้ายแล้วก็จบชีวิตอย่างน่าอนาถ มีแค่คนที่อยากตายเท่านั้นแหละถึงได้กล้าท้าประลองชิงอี้เฟย”
“ข้าว่าเ้าคนที่มาใหม่ คงอยากจะได้ชื่อเสียงจากชิงอี้เฟย ทว่าอดที่จะพูดไม่ได้ว่าวิธีการนี้ไม่เลวเลยนะ อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะเริ่มการประลอง”
มีคนหลายคนที่แค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ชิงอี้เฟยเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้น ทั้งตระกูลชิงก็มีอำนาจเป็ที่ยำเกรงในแคว้นชิง พวกเขาใช้ทรัพยากรล้ำค่าเลี้ยงดูชิงอี้เฟยมา คนผู้นั้นย่อมไม่ใช่คนที่เด็กหนุ่มไร้ชื่อจะทัดเทียมได้
ภายในวิหาร ดวงตากลมโตของเย่ยวิ้นจ้องมองไปยังเปลวเพลิงแก้วที่ลอยอยู่กลางอากาศ นางเลียริมฝีปากแดงสดและถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “เพลิงโอสถนี้แข็งแกร่งมาก เ้าไปเอามาจากที่ไหน”
“บังเอิญน่ะ” เต้าหลิงเกาศีรษะ เื่ที่เขาได้มันมาจากวิหารสืบทอดนั้นเขาไม่เคยบอกใครมาก่อน
“เพลิงโอสถนี้ดูแปลกประหลาดอย่างไรชอบกล ทว่ามันจะต้องพัฒนาขึ้นได้อีกมากแน่” เย่ยวิ้นกล่าวชม ดวงตาของนางกะพริบปริบๆ พลางจดจ้องเปลวเพลิงโอสถแก้วอย่างพินิจพิจารณา
“เพลิงโอสถนี้ได้กลืนกินเปลวเพลิงดาราต้นกำเนิดเข้าไป มันน่าจะพัฒนาได้อีกมาก” เต้าหลิงเห็นด้วย ความเป็มาของเพลิงโอสถนี้ลึกลับเป็อย่างยิ่ง ตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็เพลิงโอสถชนิดไหน
“ไม่เลว ่นี้เ้าได้ของดีมาไม่น้อย” เย่ยวิ้นแย้มยิ้ม นางใช้นิ้วม้วนปลายผมสีดำขลับ ใช้เวลาครุ่นคิดอีกครู่จึงพูดต่อ “่นี้เ้าก็ระวังตัวเอาไว้ด้วยล่ะ ถึงแม้ว่าชิงอี้เฟยจะยอมปล่อยเ้าไป แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีใครมาหาเื่เ้าอีก”
“อื้ม ข้าเข้าใจแล้ว” เต้าหลิงพยักหน้า จากนั้นหยิบขวดหยกขวดหนึ่งออกมา สายตาของเขาจ้องมองไปที่ใบหน้าขาวสวยของเย่ยวิ้น ยกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ข้าให้ท่าน มันน่าจะมีประโยชน์กับท่านไม่มากก็น้อย”
เย่ยวิ้นยิ้ม นางขบริมฝีปากสีแดง นึกอยากจะรู้ว่าเขาให้ของล้ำค่าอะไรกับนาง
ขวดหยกถูกเปิดออก พลังศักดิ์สิทธิ์์แต่ละเส้นไหลออกมาพร้อมกับหมอก์ แสงของมันสว่างจ้าละลานตา ทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยคลื่นพลังชีวิตที่เข้มข้น
เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของเย่ยวิ้นก็เปลี่ยนสี สายตาจับจ้องไปยังแสงสีทองที่มีของเหลวสีใสดุจอัญมณีสิบหยดไหลเวียนไปมา แต่ละหยดนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์์
ิญญามิงค์นอนหลับฝันหวานอยู่ภายในรัง ร่างปุกปุยของมันขยับขึ้น ข้างในปากมีน้ำลายไหลย้อยเพราะถูกคลื่นพลังดึงดูด ก่อนหน้านี้มันได้กินจนอิ่มหนำทำให้เข้าสู่ห้วงแห่งการหลับใหล
“เ้า เ้าเอามาจากไหน” หัวใจของเย่ยวิ้นเต้นแรง พลังงานนี้เปี่ยมล้นเป็อย่างมาก ทั้งพลังชีวิตก็ยังเข้มข้นถึงขีดสุด เป็ครั้งแรกเลยที่นางได้เห็นพลังที่เต็มเปี่ยมขนาดนี้
“ได้มาโดยบังเอิญเหมือนกัน ของสิ่งนี้มีประโยชน์กับท่านหรือเปล่า” เต้าหลิงลูบจมูก
“มีประโยชน์มากเลยล่ะ” เย่ยวิ้นกล่าวด้วยความปีติ ทว่าหลังจากนั้นนางก็เม้มริมฝีปากพลางกล่าวออกมาว่า “แต่ของสิ่งนี้ล้ำค่ามากยิ่งนัก เ้าเก็บเอาไว้ใช้เองเถอะ ข้าไม่้าหรอก”
“ไม่เป็ไร ข้ายังมีเหลืออยู่ ถ้าของสิ่งนี้มีประโยชน์ต่อท่าน ท่านก็เอาไปเถอะ” เต้าหลิงส่ายศีรษะ
“จริงหรือ?” หัวใจของเย่ยวิ้นร้อนขึ้นมา นางมองไปที่เต้าหลิงพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แน่นอน” เต้าหลิงพยักหน้า “พลังงานนี้วิเศษเป็อย่างมาก น่าจะช่วยท่านได้ไม่น้อย”
แววตาของเย่ยวิ้นฉายสีความแปลกประหลาดใจ พลังงานนี้จะต้องมีประโยชน์แน่ ไม่สิ จะพูดให้ถูกก็คือมันจะต้องมีประโยชน์มากเป็แน่
