หัวหน้าหมู่บ้านไม่พลาดโอกาสนี้ เขารีบเอ่ยขึ้น “รอเสี่ยวเหวินโตแล้วให้เธอเป็ภรรยาของเ้าดีหรือไม่?”
เ้าอ้วนะโโลดเต้นพูดว่า ‘ดี’ ไม่ขาดปาก เนื่องจากดีใจมากเกินไป เขาจึงเผลอชนชามข้าวตกแตก
ฮั่วเสี่ยวเหวินอดหัวเราะไม่ได้ เ้าอ้วนหน้าแดง ถามว่าหัวเราะอะไรของเธอ
“นี่คือลางบอกเหตุว่าพวกเราสองคนไม่มีทางได้อยู่ด้วยกัน”
เ้าอ้วนร้องไห้ “ฉันไม่เชื่อ” จากนั้นก็วิ่งออกไป
ป๋ายเข่อเหยียนยิ้มและบอกว่าเสี่ยวเหวินเหมือนผู้ใหญ่ เื่การแต่งงานของเธอต้องให้เธอตัดสินใจเอง
หัวหน้าหมู่บ้านคิดมาดีมาก วางแผนให้หลานชายแต่งงานกับฮั่วเสี่ยวเหวิน ตัวเองจะได้เกี่ยวดองกับเฉินเทียนเหลย มิน่าถึงได้ช่วยย้ายฮั่วเสี่ยวเหวินเข้าทะเบียนบ้าน ทั้งยังเชิญมากินข้าวที่บ้านอีก
หัวหน้าหมู่บ้านถามฮั่วเสี่ยวเหวินยิ้มๆ “เธอยินดีแต่งงานกับเ้าอ้วนไหม?”
“ฉันจะแต่งงานกับพี่เจียิคนเดียว”
ฮั่วเสี่ยวเหวินตอบอย่างเด็ดขาด เสมือนว่านอกจากเขาแล้วจะไม่ยอมแต่งงานกับใครทั้งนั้น
“ลุงจะไม่ยอมให้เธอแต่งงานกับเด็กนั่นแน่” เฉินเทียนเหลยคัดค้านเป็คนแรก
“เพราะเหตุใดคะ?”
“พ่อของเขาเป็ฆาตกรฆ่าคน ถูกตีตายระหว่างหลบหนี เขาไม่ได้รับการอบรมมาั้แ่เด็ก แล้วโตมาจะทำอะไรได้?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินวางชามข้าวลงบนโต๊ะ พูดอย่างหนักแน่นว่า “หนูไม่สน หนูจะแต่งงานกับเขา”
“เธอ…” เฉินเทียนเหลยโมโหจนพูดไม่ออก
ป๋ายเข่อเหยียนบีบมือสามีเบาๆ ส่งสายตาให้เขาอย่าถือสาเอาความกับหลาน
“เสี่ยวเหวิน ที่คุณลุงของเธอพูดก็มีเหตุผล ตอนนี้เด็กคนนั้นเริ่มใช้อาวุธทำร้ายคนแล้ว หากวันใดเขาลงมือกับเธอเข้า…” เงียบไปพักหนึ่งป๋ายเข่อเหยียนก็พูดต่อ “เธอจะให้พวกเราไม่ห่วงได้อย่างไร”
เทียบกับความเผด็จการของเฉินเทียนเหลยแล้ว คำพูดของป๋ายเข่อเหยียนมีประสิทธิภาพกว่ามาก แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะแต่งงานกับจางเจียิ ไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไรก็เปล่าประโยชน์
คุยจนบรรยากาศเริ่มอึดอัด เฉินเทียนเหลยบอกว่าเธอต้องตามเขากลับเมืองเดี๋ยวนี้ และเ้าเด็กนั่นจะไม่มีทางออกมาได้
ได้ยินดังนั้น ฮั่วเสี่ยวเหวินสังหรณ์ใจไม่ดี และก็เป็ไปตามคาด เฉินเทียนเหลยพูดว่า “ลุงให้ทางนั้นจัดการแล้ว”
“ทำไม ทำไมคุณลุงต้องทำเช่นนี้?” ฮั่วเสี่ยวเหวินผิดหวังเมื่อได้ยินเื่นี้ เหตุใดทุกคนต้องขัดขวางไม่ให้เธออยู่กับพี่เจียิด้วย?
ป๋ายเข่อเหยียนช่วยเกลี้ยกล่อม “เสี่ยวเหวิน คุณลุงทำไปเพราะหวังดีกับเธอ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินมองเฉินเทียนเหลยขอบตาแดงก่ำ แววตาเหมือนจะมีความโกรธเคืองซ่อนอยู่
“หนูไม่้าความหวังดีจากพวกคุณ หนู้าแค่พี่เจียิ”
เฉินเทียนเหลยลุกขึ้น “เข่อเหยียน พวกเราไปกันเถอะ”
ป๋ายเข่อเหยียนถามด้วยความสงสัย “ไปไหน?”
“กลับบ้าน”
ฮั่วเสี่ยวเหวินรีบลุกขึ้น “ขอร้องล่ะค่ะ ช่วยพี่เจียิด้วยเถอะ หนูยอมกลับไปกับคุณลุง”
“ฉันไม่อยากให้เธอกลับไปด้วยแล้ว” พูดประโยคนี้จบ เฉินเทียนเหลยก็เดินตรงออกไป
คนอื่นลุกตามไป แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินนิ่งค้างอยู่ที่เดิม เธอไม่เข้าใจ เหตุใดคุณลุงที่ดีกับเธอขนาดนี้ถึงไม่ยอมช่วยพี่เจียิ?
ตอนที่เธอเดินตามออกไปเป็คนสุดท้าย รถจิ๊ปสีเขียวทหารคันนั้นก็ขับออกไปไกลเสียแล้ว
ภายในรถเฉินเทียนเหลยโมโหจนหน้าม่วง เขานั่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรสักคำอยู่ข้างป๋ายเข่อเหยียน
“คุณเป็ผู้ชายแท้ๆ เหตุใดถึงจิตใจคับแคบเช่นนี้?” ป๋ายเข่อเหยียนกลอกตาใส่สามี เป็ถึงผู้พันแล้วยังจะโกรธเด็กอีก
“หรือว่าสำหรับเธอแล้ว ผมสำคัญไม่เท่าเ้าเด็กนั่น?” จู่ๆ เฉินเทียนเหลยก็พูดประโยคนี้ออกมา ป๋ายเข่อเหยียนมองเขาอึ้งๆ ดวงตาของเขามีน้ำตาคลออยู่
เธอหัวเราะร้องไห้ไม่ออก คิดไม่ถึงว่าเขาจะอิจฉาเด็กน้อยคนหนึ่ง
แต่ให้ฮั่วเสี่ยวเหวินสงบสติอารมณ์หน่อยก็ดี ไม่แน่ว่าอีกสองวันอาจจะเปลี่ยนใจ
เมื่อถึงเวลาแล้วเธอจะมารับกลับไปเอง สามีที่ ‘ไม่ได้เื่’ ของเธอจะได้ไม่เอาแต่ถามว่า “เสี่ยวเหวินอยู่ทางโน้นสบายดีหรือไม่?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาถึงบ้านได้อย่างไร ตอนนี้บ้านของจางเจียิช่างว่างเปล่า ชีวิตที่ไม่มีเขา เธอจะอยู่อย่างไร?
แม้แต่คุณลุงยังทอดทิ้งเธอ เธอต้องอยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้อีกแล้ว
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ฮั่วเสี่ยวเหวินนอนลงอย่างระมัดระวัง ผ้าห่มยังคงเย็นเฉียบไม่เปลี่ยน
“พี่เจียิ พี่เคยบอกว่าจะอยู่กับฉันตลอดไป เหตุใดจึงผิดคำพูด?” คิดเช่นนี้แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ไหลจากหางตาไปที่หู จากร้อนกลายเป็เย็น
ร้องไห้จนเหนื่อย ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงผล็อยหลับไป
แต่แล้วก็ได้ยินเสียงประตูเปิดกลางเด็ก เธอใจนหน้าซีด ตอนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทผู้ใดมาในเวลานี้กัน?
จากนั้นตามมาด้วยเสียงค้นข้าวของ ชามใบหนึ่งตกแตกดัง ‘เพล้ง’ ทำให้เสียงดังเป็พิเศษในคืนที่เงียบสงัด
“เวรเอ๊ย ไม่มีอะไรเลย” เป็เสียงของชายคนหนึ่งเหมือนว่าจะไม่เจออะไร จึงจากไปด้วยความหงุดหงิด
หลังจากได้ยินเสียงประตูปิด ฮั่วเสี่ยวเหวินก็รวบรวมความกล้าเดินออกไป และนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้ลงกลอนประตูบ้าน
เธอลงกลอนประตูด้วยตัวที่สั่นเทิ้ม ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปนอนใต้ผ้าห่มเช่นเดิม ในใจรู้สึกหวาดกลัวมาก เธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตักดังชัดเจน
เธอคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่มจนศีรษะมีเหงื่อออก จากนั้นจึงยอมโผล่หน้าออกมาหายใจ
ราตรีในฤดูหนาวยาวกว่าปกติ ฮั่วเสี่ยวเหวินนอนหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจึงรู้สึกวิงเวียนศีรษะ
ต่อไปคงต้องลงกลอนให้ดี โจรเมื่อคืนเกือบทำเธอใตาย
ตอนนี้ไม่มีใครช่วยจางเจียิแล้ว เธอนำหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่รู้จักออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันเป็กระดาษจากซองบุหรี่เนื้อแข็ง ้าคือชุดตัวเลขบิดเบี้ยว
ฮั่วเสี่ยวเหวินฉีกมันเป็ชิ้นๆ ให้หมายเลขโทรศัพท์มาแล้วจะมีประโยชน์อะไร? คิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะยังคงพูดอย่างเป็มิตรเหมือนเมื่อก่อนหรือว่า ‘บ้านฉันมีโทรศัพท์ เชิญใช้ได้ตามสบาย’
เธอจะพอจะรู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านเป็คนอย่างไร เธอหมดประโยชน์สำหรับเขาแล้ว อีกทั้งเมื่อวานเธอยังพูดปฏิเสธที่โต๊ะอาหาร บอกว่าจะแต่งงานกับจางเจียิเพียงคนเดียว
ช่วยไม่ได้ คงมีแต่ต้องเดินไปสถานีตำรวจด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นพี่เจียิคงหมดหนทางแล้วจริงๆ
ลมหนาวพัดตลอดทาง สายลมแห้งผากพัดจนแสบหน้าไปหมด ‘สงสัยหิมะจะตกอีกแล้ว’ ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดเรื่อยเปื่อยตลอดทาง ทำให้เดินมาถึงสถานีตำรวจเร็วมาก
“ฉันมาหาคุณตำรวจหยางเสวียเหวิน” เมื่อเห็นตำรวจนายหนึ่งเดินออกมา ฮั่วเสี่ยวเหวินจึงรีบพูดขึ้น
“เหล่าหยาง เหล่าหยาง มีคนมาหา” ตำรวจคนนั้นะโเข้าไปทางด้านใน
หยางเสวียเหวินเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินก็รู้ว่าเธอมาทำอะไรทันที เขาจึงบอกให้เธอเดินตามเขาไป
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินตามเขาไปยังห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง หลังจากนั่งลงแล้วหยางเสวียเหวินตรงเข้าประเด็นหลักทันที “ตัดสินใจได้แล้วหรือ?”
“อื้ม ฉันตัดสินใจได้แล้ว ขอแค่ช่วยพี่เจียิออกมาได้ ฉันยินดีทำทุกอย่าง”
หยางเสวียเหวินไม่ได้มีท่าทีดีใจนัก เขาบอกว่าจางเจียิจะออกจากคุกพรุ่งนี้ ให้เธอตามเขากลับบ้านไปเป็ลูกสะไภ้ได้เลย
“ไม่ ฉันจะกลับบ้านไปรอพี่เจียิ รอเขากลับมาแล้วค่อยไปกับคุณ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินต้องรอบคอบให้มาก การร่วมมือกับคนประเภทนี้ไม่ต่างอะไรกับการเจรจาขอหนังเสือจากเสือ เธออาจคิดว่าตัวเองเ้าเล่ห์พอแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับเ้าเล่ห์ยิ่งกว่า
