ติงเซิ้นซายืนอยู่หน้ากระจกเขามองรอยแผลเป็ยาว ๆ บนหน้าตัวเองแล้วขมวดคิ้วอย่างดุร้าย
“รักษาแผลภายในร่างกายข้าได้แต่กลับรักษารอยแผลนอกกายไม่ได้?”
เขาตบโต๊ะอย่างแรง“รอยแผลเป็นี้ไม่ใช่ตั้งใจแกล้งข้าหรอกหรือ? บิดาข้าเสียเงินตั้งมากมายเพื่อเชิญมารักษาข้าแล้วรอยแผลเป็บนหน้านี้จะรักษาไม่ได้เลยหรือ?”
ติงซื่อบ่าวประจำตัวติงเซิ้นซาพูดขึ้น“คุณชายรอง นักพรตเคยบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือ ผ่านไปสัก่หนึ่งรอยแผลเป็บนหน้าก็จะหายเองเพียงแค่ท่านต้องทายาเป็ประจำ ไม่เกินหนึ่งเดือนรอยแผลนี้ก็จะจางลง”
“จางลง?”
ติงเซิ้นซาหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว“เพียงแค่จางลง แต่ไม่ใช่หายไป?”
ติงซื่อรีบตอบกลับ “นายท่านบอกแล้วไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ให้หน้าท่านมีรอยแผลแน่นอน เพียงแค่มีคนรู้วิธีรักษานายท่านก็จะไปหาคนคนนั้นอย่างไม่ลังเล คุณชาย ท่านก็น่าจะรู้ดี ในบรรดาบุตรชายทั้งสามคนนายท่านรักท่านมากที่สุดแล้ว”
เหอะ! ติงเซิ้นซาเปล่งเสียงออกมา“รักข้ามากกว่า? แล้วติงหว่านเชียวเล่า?!”
ติงซื่อไม่กล้าตอบกลับ เขารู้ดีว่าคุณชายรองติงเซิ้นซาอิจฉาคุณชายสามติงหว่านเชียวอย่างมากนั่นก็เป็เพราะคุณชายสามมีพลังวรยุทธ์แข็งแกร่งกว่า หรืออาจเป็เพราะเหตุนี้ทำให้คุณชายสามมักจะไม่อยู่บ้าน แต่กลับย้ายไปอยู่ที่สำนักไท่ซ่างเต้าแทนในเมืองหลวงนี้ทุกคนต่างรู้ดี ในสำนักไท่ซ่างเต้าเฟิงเสี่ยวหยางแข็งแกร่งที่สุดรองลงมาก็คือติงหว่านเชียว
คุณชายสามเด็กกว่าคุณชายรองอยู่สองปีแต่ไม่ว่าคุณชายรองจะพยายามไล่ตามน้องชายตัวเองเท่าไหร่เขาก็ไม่สามารถตามทันอยู่ดี
เดิมทีตอนนั้นคุณชายสามก็จะเข้าสำนักต้าติงเหมือนกัน แต่เพราะคุณชายรองกลัวว่าน้องชายจะกดทับตนจึงร้องไห้โวยวายหลังจากนั้นคุณชายสามก็เก็บข้าวของ แล้วพาบ่าวประจำตัวไปสนามประลองของสำนักไท่ซ่างเต้าเล่ากันว่า ตอนที่เขาแสดงความสามารถในสนามประลอง คุณชายสามติงหว่านเชียวถูกยกย่องให้เป็ผู้มีพร์คนที่สองในรอบร้อยปี...แน่นอนว่าอันดับหนึ่งต้องเป็ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างเฟิงเสี่ยวหยางนั่นเอง
คุณชายสามทำแบบนี้นับเป็การหลีกทางให้คุณชายรองแต่ความอิจฉาของคุณชายรองก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้
“เอาโอสถะเิิญญามาให้ข้า” ติงเซิ้นซายื่นมือออกไป
ติงซื่อสะดุ้งทันที “คุณชายทำอย่างนั้นไม่ได้นะ นักพรตท่านนั้นก็บอกแล้วอย่างไรเล่า โอสถะเิิญญานี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อร่างกายท่านคืนสู่สภาพเดิมแล้วแม้โอสถนี้จะเพิ่มพลังวัตรของท่านได้ แต่ของแบบนี้ หากใช้ไม่ถูกวิธีอาจทำร้ายตัวเองได้เช่นกันนายท่านกำชับไว้ตั้งหลายหนให้ข้าห้ามไม่ให้คุณชายใจร้อน”
ติงเซิ้นซาขมวดคิ้ว “บิดาข้าก็แค่เสียดายเงินเท่านั้นแหละอีกอย่าง เื่ของข้าเ้ามีสิทธิ์อะไรมาห้าม?”
ติงซื่อไม่กล้าพูดต่อ เขาติดตามติงเซิ้นซามาโดยตลอดไม่มีใครจะรู้จักนิสัยของติงเซิ้นซาได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว หากเขาขัดคำสั่งของติงเซิ้นซาเกรงว่าตัวเองก็คงมีจุดจบไม่ดีนัก
ติงซื่อจึงจำใจนำโอสถะเิิญญาที่นักพรตมอบให้ออกมาโอสถนี้อยู่ในระดับสีทองเลยทีเดียว ถือว่าติงวู่เสียแรงไปไม่น้อย เพื่อบุตรชายเขาสามารถหาโอสถระดับสีทองมาได้หากนำไปที่โรงประมูล โอสถนี้ต้องมีราคาสูงอย่างคาดไม่ถึงแน่นอนถึงแม้ติงหว่านเชียวจะมีความสัมพันธ์กับสำนักไท่ซ่างเต้า สำนักไท่ซ่างเต้าจึงมีความสัมพันธ์ดีๆ กับตระกูลติง แต่ทว่าอย่างไรก็คงต้องเก็บค่าโอสถนี้ไม่น้อยเหมือนกัน
ติงเซิ้นซานำโอสถะเิิญญาเม็ดกลม ๆออกมาจากกล่อง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดพึมพำกับตัวเอง “ข้าทนรอต่อไปไม่ไหวแล้วไอ้สารเลวนั่นทำให้ข้าอับอาย ข้าต้องให้มันรู้จักคำว่าสำนึกเสียใจซะบ้าง”
เขานำโอสถะเิิญญาใส่เข้าไปในปากจากนั้นก็นอนลงบนเตียงเพื่อพักผ่อน
ติงซื่อไม่กล้ารบกวนเขาจึงรีบวิ่งไปหาติงวู่
ขณะนี้ติงวู่เพิ่งจะหนีคำถามมากมายของติงฮูหยินมาได้เขาอยู่ในห้องตำราด้วยใจที่ว้าวุ่น ติงซื่อวิ่งมารายงานว่าติงเซิ้นซากินโอสถะเิิญญาเข้าไปแล้วทำให้ติงวู่ใทันที “เ้านี่มันไร้ค่าจริง ๆ ทำไมไม่ห้ามคุณชายรองเอาไว้!”
ติงซื่อคุกเข่าลง “นายท่าน ข้าจะห้ามได้อย่างไร...หากข้าบังอาจห้ามละก็คุณชายต้องตีข้าตายแน่ ๆ ข้าไม่ได้กลัวตายแต่หากข้าตายแบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร...”
แน่นอนว่าติงวู่รู้จักนิสัยบุตรชายตัวเองเป็อย่างดีเขาจึงโบกมือ “เ้ารีบไปเชิญนักพรตจากสำนักไท่ซ่างเต้ามาที่จวนเดี๋ยวนี้”
ติงซื่อไม่กล้ารีรอเขารีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ติงวู่เดินวนไปวนมาในห้องด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ราวกับกินขี้สุนัขมาก็ไม่ปาน“ข้าก็รู้นิสัยเขาั้แ่แรกแล้ว ตอนนั้นไม่ควรเอาโอสถะเิิญญาให้เขาเก็บไว้เองเลยนั่นเป็ถึงโอสถระดับสีทองที่สำนักไท่ซ่างเต้ามอบเป็รางวัลให้ติงหว่านเชียวเชียวนะเมื่อติงหว่านเชียวรู้ว่าพี่ชายตัวเองได้รับาเ็จึงตั้งใจมอบมันให้เขาแต่ก็กลัวความหยิ่งทะนงของพี่ชาย จึงขอร้องให้นักพรตเป็คนเอามามอบให้แล้วบอกว่าข้าเป็คนซื้อมา...”
เขาถอนหายใจ “ไม่ช้าก็เร็วทั้งหมดนี้ต้องพังในมือเขาแน่ ๆ”
เมื่อพูดกับตัวเองจบเขาก็เดินออกจากห้องตำราไปหาติงเซิ้นซาเขายืนลังเลอยู่ที่หน้าห้องครู่หนึ่งแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปรบกวนเขารู้ว่าหลังจากกินโอสถะเิิญญาแล้วจะเป็อย่างไร หากเข้าไปรบกวนติงเซิ้นซาในตอนนี้ไม่แน่อาจเกิดเื่ที่ไม่คาดคิดได้
ในเวลาเดียวกัน อันเจิงและคนอื่น ๆ ก็กลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิก์แล้ว
เมื่อเข้าไปในสำนักก็เห็นหลางจิ้งยืนอยู่ใต้ต้นไม้อย่างเดียวดายราวกับไม่รู้จะทำตัวอย่างไร
อันเจิงเดินเข้าไปถาม “เป็อะไรไปคนที่นี่ไม่ดีกับเ้าหรือ?”
หลางจิ้งที่สวมชุดใหม่ทั้งตัวส่ายหน้า“ไม่มี ๆ คนที่นี่ดีกับข้ามาก ไม่มีใครไม่เคารพข้าเลย แต่ว่า...ก็เป็เพราะแบบนี้ข้ากลัวว่าตัวเองจะทำลายความมั่นใจที่พวกเ้ามีต่อข้า”
อันเจิงยิ้มพลางพูด“นั่นคงเป็เพราะเ้าอยู่ตัวคนเดียวนานเกินไปจึงไม่ชินกับการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ระหว่างลูกผู้ชายไม่มีอะไรที่จะจบไม่ได้ด้วยเหล้าหากมี งั้นก็ต้องดื่มกันสองยก”
ในคืนนั้น เมื่อเหล้าตกถือท้องหลางจิ้งและเหล่าชายกำยำในสำนักก็กอดไหล่คุยเล่นกัน
หลังดื่มเหล้าไปสามไห หลางจิ้งนั่งยอง ๆบนแท่นกลางสนามซ้อม เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์จากนั้นก็หอนเสียงดัง...
ตู้โซ่วโซ่วที่ดื่มจนเริ่มเมาหันไปมองหน้าอันเจิงแล้วถาม“นี่จะทำอย่างไรดี?”
อันเจิงโบกมือ “ลากลงมาดื่มอีกไห!”
หลางจิ้งหลับไปสิบสี่ชั่วโมงเต็ม ๆหลังจากตื่นมาเขายังคงปวดหัวอยู่ เมื่อเดินออกมาเขาก็เห็นชายร่างกำยำโชกเหงื่อหลายคนยิ้มมาให้อย่างเป็มิตรเขารู้สึกถึงความอบอุ่นราวกับอยู่ในบ้านทันที และขณะที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกชายกำยำหลายคนเข้ามาลากออกไป เขากำลังฝึกตัวเองให้เป็เช่นชายกำยำเ่าั้นั่นก็คือถอดเสื้อแล้วเล่นมวยปล้ำกับคนอื่น ๆ จากนั้นก็ล้มหน้าเปื้อนดิน
อันเจิง ตู้โซ่วโซ่ว ชวีหลิวซี และกู่เชียนเยว่พวกเขาทั้งสี่คนนั่งล้อมเป็วงกลมอยู่ในห้อง
ชวีหลิวซีมองอันเจิงแวบหนึ่ง “ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?ติงเซิ้นซาอยากต่อต้านเ้าถึงได้เข้าสำนักวรยุทธ์ชางคนในบ้านเขาคงต้องใช้ความสามารถไม่น้อยถึงจะออกจากสำนักต้าติงได้ ทุกคนรู้ดีหากจบจากสำนักต้าติงจะมีอนาคตที่สดใส แต่เขากลับยอมทิ้งอนาคตแบบนี้เพื่อมาหาเ้าโดยเฉพาะคาดว่าถ้าไม่ตายก็คงไม่ลดละต่อกันแน่”
ตู้โซ่วโซ่วโบกมือ “ถึงอย่างไรก็ไม่มีวิธีอื่นแล้วเขาอยากทำอะไรก็ช่าง เราแค่เตรียมรับมือเท่านั้น”
อันเจิงพูดขึ้น “สำหรับติงเซิ้นซาไม่มีอะไรต้องคิดมากต่อให้เขาจะมีพลังวัตรเพิ่มมากขึ้นก็ไม่น่ากลัว แต่ในทางกลับกันเหยียนชวี่ต่างหากที่ต่อกรด้วยยากกว่า”
ตู้โซ่วโซ่วถอนหายใจ“รู้อย่างนี้ไม่เข้าสำนักวรยุทธ์ชางั้แ่แรกดีกว่า สถานที่เน่า ๆ แบบนั้น”
กู่เชียนเยว่กลอกตามองตู้โซ่วโซ่ว“หมูอ้วน เ้าคิดว่าที่อื่นจะดีกว่าสำนักวรยุทธ์ชางงั้นรึ?ที่นั่นอย่างน้อยก็ถือว่ายังมีหน่วยทหารที่ใสสะอาดคอยควบคุมอยู่สำนักวรยุทธ์ชางก็ยังต้องยุติธรรมอยู่ดี จากประสบการณ์ที่ชนเผ่าข้ามีตุ่์ ที่อื่นคงสกปรกกว่านี้หลายเท่า”
ตู้โซ่วโซ่วขัดขึ้น“เชียนเยว่นี่เ้าพูดผิดแล้วนะ อย่าพูดเหมารวมแบบนั้นสิ”
กู่เชียนเยว่ส่ายหน้า “ข้าไม่ได้พูดผิดหากเ้าคิดว่าข้าพูดผิด อย่างนั้นเราก็มาถกเื่นี้กันหากเ้าไม่ชนะข้าก็มาตีกับข้าเลย”
“เ้าอยากอัดข้าก็บอกมาเถอะอย่าเสียเวลามาคิดแผนเลย! ข้าไม่ตีกับเ้าหรอก”
กู่เชียนเยว่เอามือเท้าคาง “น่าเบื่อ...”
อันเจิงหัวเราะ “ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้พวกเราก็วางรากฐานในเมืองหลวงแล้วความจริงแล้ว การใกล้ชิดกับสำนักวรยุทธ์ชางและหน่วยทหารก็เพื่อช่วยมารดาของเสี่ยวชีเต้าตอนนี้นางยังอยู่ในคุก ถึงแม้เสี่ยวชีเต้าจะรู้กาลเทศะไม่เอ่ยปากพูดแต่พวกเราต่างก็รู้ว่าใจเขาร้อนรนแค่ไหน เื่นี้ถึงเป็เื่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราเื่อื่นก็อย่าได้ใส่ใจเลย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าฮั่วก็พาคนของโรงจวี้ฉ่างเข้ามา
“ท่านอัน ฮูหยินของเราบอกว่า หวังอยากพบหน้าท่านตอนนี้”
ชายผู้นั้นดูกังวลเป็อย่างมากเขาขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังกลัวคืออะไรกันแน่
อันเจิงรู้ว่าต้องมีเื่สำคัญและเร่งด่วนฉะนั้นเขาจึงรีบลุกขึ้นทันที “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
อันเจิงออกมาจากสำนักวรยุทธ์เบิก์และเดินทางไปโรงจวี้ฉ่างอย่างรวดเร็วเมื่อมาถึงจึงพบว่าที่นี่คึกคักไม่น้อย ด้านนอกมีรถม้าเรียงเป็ขบวนยาวไม่รู้ว่ามีผู้ยิ่งใหญ่จากไหนมามากมาย
“เกิดเื่อะไรขึ้น?” อันเจิงถาม
“วันนี้มีการประมูลประจำเดือน ผู้คนมากมายต่างก็มาเพื่อ้าของวิเศษทั้งนั้นฮูหยินก็เลยถือโอกาสนี้เชิญท่านมา เพราะสามารถอ้างกับคนด้านนอกได้ว่าท่านมาเพื่อช่วยประเมินของวิเศษ”
อันเจิงพยักหน้า เขาถูกพาเข้าไปในห้องหนึ่งที่ชั้นสามของโรงจวี้ฉ่างในห้องนั้น จวงเฟยเฟยกับผู้จัดการโรงจวี้ฉ่างรวมไปถึงจางอี้ฟูก็อยู่ด้วย
“เกิดเื่อะไรขึ้น?” เมื่ออันเจิงเดินเข้าไปจึงถามขึ้น
จวงเฟยเฟยส่งสายตาให้คนที่พาอันเจิงมาออกไปเฝ้าหน้าประตูจากนั้นก็รินชาให้อันเจิง “มีเื่เร่งด่วนเล็กน้อยจึงจำเป็ต้องเชิญเ้ามา...ครั้งก่อนที่เ้าลงมือกำจัดซูเฟยหยิงหลังออกจากโรงจวี้ฉ่างตอนแรกข้าจัดการเื่นี้ได้อย่างเรียบร้อย แต่ทว่าเกิดเื่ผิดพลาดบางอย่างคนที่ถูกส่งไปหนึ่งในนั้นมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวในหงเยว่โหลวด้วยความคิดถึงที่มีต่อนาง เขาจึงแอบหนีกลับมา”
“คนเรามักตามหาความรักหรือตระกูลซูจับได้แล้ว?” อันเจิงถามขึ้น
“ข้าหยุดคนไว้ได้ แต่ข่าวร้ายก็คือเขานำเื่นี้ไปบอกหญิงสาวคนนั้นด้วยนางชื่อเสี่ยวเตี๋ย เป็หญิงที่ไม่สะดุดตาที่สุดในหงเยว่โหลวท่าทางการเดินก็ไม่ได้งดงาม ไม่ได้ดูมีชีวิตชีวามากนัก ทั้งยังเป็คนที่มีตำแหน่งต่ำต้อยเดิมทีการจัดการเื่นี้ก็ไม่ใช่เื่ยาก...แต่ข้าดันไปสืบมาได้ว่าเสี่ยวเตี๋ยเป็สายสืบของตระกูลซู”
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “สายสืบตระกูลซู?”
จวงเฟยเฟยพยักหน้า “หอนางโลมทุกที่ในเมืองหลวงต่างก็อยู่ในมือของตระกูลซูรวมไปถึงโรงพนันก็เป็ของตระกูลซูด้วย สองที่นี้เป็ที่ที่ล้วงความลับจากคนได้มากที่สุดโดยเฉพาะหอนางโลม ใต้ความอ่อนโยนที่หอมหวานของสาวงาม พวกนางต่างก็ล้วงข้อมูลลับสุดยอดมาได้ทั้งนั้น”
อันเจิงถามขึ้น“ยังสามารถหยุดเื่นี้ได้หรือไม่?”
“น่าจะยังทันคนของเราเพิ่งกลับมาก็ถูกจับไว้ได้แล้ว เื่นี้เขาเพิ่งบอกเสี่ยวเตี๋ยเมื่อวานนี้เองเสี่ยวเตี๋ยก็เป็เพียงสายสืบชั้นล่าง นางหวังใช้ความลับนี้แลกกับเงินจึงยังเก็บไว้อยู่ตอนนี้นางกำลังเปรียบเทียบเงินที่คาดว่าจะได้รับจากสองฝ่ายคนของตระกูลซูก็กำลังหาตัวนาง และนางก็รู้จุดจบของตัวเองดี หากไม่ได้เงินก็อาจจะตายหรือต่อให้จะได้เงินก็อาจตายอยู่ดี อย่างไรนี่ก็คือการเสี่ยงชีวิต”
อันเจิงถามต่อ “เื่นี้้าให้ข้าทำอะไร?”
“โรงจวี้ฉ่างรับผิดชอบหาตัวเสี่ยวเตี๋ย ส่วนเ้ารับผิดชอบลงมือถึงแม้เ้าจะมีชื่อเสียงแต่ไม่มีใครรู้พลังของเ้าอย่างแท้จริงส่วนพลังในด้านมืดของพวกเราเคยเผชิญหน้ากับพวกของตระกูลซูแล้ว ดังนั้น หากเราออกตัวลงมือเองโรงจวี้ฉ่างก็จะถูกเปิดโปง...ขอโทษนะเื่นี้เกิดขึ้นเพราะข้า แต่พวกข้าก็ไม่สามารถช่วยเ้าได้จนจบ”
อันเจิงส่ายหน้า “บอกข้ามาก็พอว่าคนอยู่ที่ไหน”
จวงเฟยเฟยจับแขนของอันเจิง“ฟังคำเตือนจากข้า เมื่อหาคนเจอ อย่าใจอ่อนเพราะนางเป็ผู้หญิงเด็ดขาดเ้าก็น่าจะรู้ดี คนที่ตายในมือผู้หญิงแบบนี้มีมากเท่าไหร่แล้ว...จิตใจนางโหดร้ายกว่าเ้ามาก”
