หวังเค่อรีบเก็บเงินมา บรรยากาศภายในห้องกลายเป็เงียบพิกลอยู่พักใหญ่!
โม่ซันซันหน้าดำคล้ำ มารอริยะเองก็จ้องหวังเค่อตาเขม็ง คล้ายอยากเห็นว่าไฉนหวังเค่อถึงขี้เหนียวไร้ยางอายได้ปานนี้
หวังเค่อเห็นทั้งสองมองตนด้วยแววตาประหลาดก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะนำกระจกออกมาส่องหน้าตัวเอง
“หน้าข้าไม่มีอะไรเปื้อนนี่นา ทำไมพวกท่านมองข้าแบบนั้น?” หวังเค่อส่องกระจกพลางดันขนจมูกกลับเข้าไป
โม่ซันซัน “…!”
มารอริยะสูดหายใจลึกสะกดความปรารถนาทุบตีคนลงไป จากนั้นสะบัดหน้าไม่มองทั้งสองอีก
“โม่ซันซัน เ้าบอกให้ข้ามายังเมืองหลงเซียนเวลานี้ เ้าพบอะไรเข้าแล้ว?” มารอริยะถามเสียงเข้ม
หวังเค่อทางด้านข้างสีหน้าแปรเปลี่ยน มารอริยะมาครั้งนี้เป็โม่ซันซันเชิญมา?
“ถูกต้อง มีเบาะแสชิ้นหนึ่ง ข้าจึงอยากเชิญให้มารอริยะมาประจักษ์ร่วมกัน!” โม่ซันซันตอบอย่างสุภาพ
“อ้อ?” มารอริยะสงสัย
“มารอริยะได้สั่งให้ลูกน้องในสังกัดตรวจสอบขุมกำลังที่ต่อต้านท่านในลัทธิมาร! ข้าใช้ถงอันอันเป็เหยื่อล่อ จับแล้วปล่อย เพื่อสืบหาตัวคนที่มันติดต่อด้วย! ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือจื่อปู้ฝาน!” โม่ซันซันอธิบาย
“เ้าตำหนักสาม จื่อปู้ฝาน?” มารอริยะหรี่ตา
“ใช่แล้ว ถงอันอันโดนหวังเค่อจับตัว หวังเค่อเองก็เตรียมขอให้จูหงอีส่งตัวมันให้ท่าน! ผลลัพธ์คือจื่อปู้ฝานเข้ามาแทรกแซงหวังปล่อยมันไป ข้ายังค้นพบด้วยว่าจื่อปู้ฝานเป็คนให้ความคุ้มครองถงอันอัน หากนางไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยแล้วจะเป็ใคร?” โม่ซันซันอธิบาย
มารอริยะถามเสียงเข้ม “หวังเค่อ โม่ซันซันพูดจริงหรือไม่?”
โม่ซันซันด้านข้างเผยสีหน้ามั่นใจ เื่นี้เป็ความจริง
“ไม่จริง!” หวังเค่อด้านข้างตอบ
โม่ซันซันหน้าแข็งค้าง “พูดอะไร? หวังเค่อ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เื่ที่พวกเ้าคุยกันในวังหลวงต้าชิงวันนั้นนะ!”
“มารอริยะ วันนั้นที่จื่อปู้ฝาน้าตัวถงอันอันไม่ใช่เพราะเหตุผลเรียบง่าย! จื่อปู้ฝานรับปากข้าว่าจะเชิญท่านมารอริยะไปร่วมตัดริบบิ้นให้บริษัทเสินหวังข้า นางยังกล่าวด้วยว่านางจะเข้าร่วมงานตัดริบบิ้นร่วมกับมารอริยะ ข้าก็เลยรับปากว่าจะมอบตัวถงอันอันให้นาง!” หวังเค่ออธิบาย
โม่ซันซันเผยสีหน้าพิกล
มารอริยะก็ชะงักนิ่งไปสักพัก “ตัดริบบิ้น?”
“ใช่แล้ว! มารอริยะ ท่านก็รู้ว่าข้าตั้งอาคารเสินหวังในเมืองหลงเซียนเพื่อเตรียมเปิดให้บริการศิษย์ลัทธิมารโดยเฉพาะ เป็อาคารเสาหลัก พิธีเปิดนี้จะยิ่งใหญ่กึกก้องไปทั่วสิบหมื่นมหาบรรพต! จื่อปู้ฝานเองก็คิดว่าอาคารนี้มีความสำคัญไม่ธรรมดา ดังนั้นรับปากข้าว่าจะเชิญมารอริยะมาร่วมตัดริบบิ้นด้วยกัน อย่างไรเสีย ข้าก็เป็เพียงนายท้ายคนหนึ่ง ไม่อาจทำตัวข้ามหน้าข้ามตาเชิญท่านได้ ข้าจึงฝากฝังให้นางจัดการ พอมาคิดดูแล้ว ข้าเลยไว้หน้าให้นางไป แล้วถงอันอันรึ? ข้าย่อมส่งตัวให้นางไป ก่อนหน้านี้ข้าเคยส่งตัวมันให้โม่ซันซันไปแล้ว อย่างไรเสีย คิดจับตัวถงอันอันก็ไม่ได้ยากเย็น หากนางทำพลาดปล่อยมันหนีไป เดี๋ยวข้าค่อยไปจับอีกรอบก็ได้!” หวังเค่ออธิบาย
โม่ซันซันหน้าดำคล้ำ “เ้าถงอันอันนั่นจับตัวง่ายรึ?”
หวังเค่อมองอีกฝ่ายสักพัก “แล้วไม่ง่ายหรือไร? ข้าจับมันมาสี่รอบแล้ว! ไม่เห็นลำบากสักนิด!”
โม่ซันซัน “…!”
แม่งเอ๊ย ถงอันอันก็ผีเข้าผีออก ล้มกลิ้งเข้ามือหวังเค่อทุกครั้งไป แล้วจะทำยังไง? ไม่มีข้ออ้างเหลือให้ข้าปิดปากหวังเค่อแล้ว!
มารอริยะทำหน้าพิกลอยู่พักใหญ่ “ใครบอกว่าข้าจะมาตัดริบบิ้น?”
“ไม่มีใครบอก แต่จื่อปู้ฝานรับปากว่าจะเกลี้ยกล่อมท่านให้เอง ข้าก็ไม่รู้ว่านางเอาความมั่นใจมาจากไหน!” หวังเค่ออธิบาย
มารอริยะ “…!”
บังเอิญว่าจื่อปู้ฝานไม่อยู่ด้วย ถ้าหากนางได้ยินที่หวังเค่อกล่าวเมื่อครู่ นางย่อมบันดาลโทสะสังหารหวังเค่อไปแล้ว ใครบอกว่าข้ารับปากจะเกลี้ยกล่อมมารอริยะให้? ไม่ใช่ตอนแรกบอกว่าจะแค่ถามเฉยๆ? ไฉนกลายเป็เกลี้ยกล่อมไปแล้ว?
“ท่านมารอริยะ ท่านเพิ่งรีบด่วนสรุป ไม่ต้องรีบร้อน ท่านคิดทบทวนอีกที อย่างไรเสีย การก่อสร้างอาคารเสินหวังแห่งนี้ก็จำต้องใช้เวลาอีกนาน ข้ารับรองว่าจะไม่ให้แพ้อาคารเสินหวังในเมืองหลางเซียน!” หวังเค่อเอ่ยพลางตบอก
มารอริยะ “…!”
เ้าจะบ้าเรอะ? ให้ข้าช่วยเ้าตัดริบบิ้น? ฝันไปเถอะ!
โม่ซันซันเองก็เอ่ยเสียงเข้ม “หวังเค่อ ที่เ้าพูดไม่ใช่เหมือนกับที่ข้าพูดหรอกรึ?”
“เหมือนกันตรงไหน? โม่ซันซัน ท่านจะรายงานต่อมารอริยะโดยไม่ตรวจสอบให้ละเอียดได้อย่างไร? ท่านต้องอธิบายรายละเอียดทุกอย่างให้ชัดเจน ไม่อาจพูดถึงเพียงเื่ที่เป็ประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ต้องอธิบายเื่ราวทั้งหมดให้กระจ่าง! ส่วนจะตัดสินอย่างไรต้องให้มารอริยะจัดการ ไม่ใช่ให้ท่านช่วยตัดสิน!” หวังเค่อกล่าวขึ้น
โม่ซันซันหน้าดำคล้ำ ผายลมเ้าสิ! ข้าก็พูดจี้ใจความไม่ใช่รึไง! พิธีเปิดตัดริบบิ้นอาคารเสินหวังเ้าต่างหากที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเื่ที่ข้าพูด! เ้าแค่อยากทำการค้าทุจริตชัดๆ!
“มารอริยะ ถงอันอันถูกจื่อปู้ฝานปล่อยตัวไปอีกแล้ว ข้ายังสืบทราบมาว่าจื่อปู้ฝานไปที่เมืองชิงจิงเพื่อจับชีพจรัทองสำหรับงานชุมนุมประตูัครั้งนี้! บางทีอาจมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่!” โม่ซันซันกล่าวอย่างนอบน้อม
“อ้อ?” มารอริยะส่งเสียงจริงจัง
“จื่อปู้ฝานจับชีพจรัทองได้ แต่ไม่ได้พาตัวมาเอง แสดงว่านางไม่ได้จริงใจเื่ชีพจรัทอง ข้าคาดว่ายังมีเ้าตำหนักคนอื่นรู้เห็นกับจื่อปู้ฝานด้วย! งานชุมนุมประตูัครั้งนี้อาจเป็เื่สำคัญสำหรับพวกมัน ข้าไม่รู้ว่าเป็อะไร แต่ข้าสังหรณ์ใจว่างานชุมนุมประตูัครั้งนี้ไม่เรียบง่ายอย่างที่เห็น! บางทีอาจเป็การเลื่อยขาเก้าอี้มารอริยะ!” โม่ซันซันอธิบาย
“งานชุมนุมประตูั? ชีพจรัทอง?” มารอริยะครุ่นคิด
“ถูกต้อง มารอริยะ ท่านมาถึงนี่แล้ว ข้าเองก็มีเื่อยากกล่าว สถานที่จัดงานชุมนุมประตูัอาจเป็กุญแจหลัก ข้าคิดว่าไม่เหมาะสมที่หวังเค่อคิดสร้างอาคารในจุดสำคัญนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ ข้าขอให้มารอริยะออกคำสั่งรื้อถอนอาคารของหวังเค่อ ป้องกันไม่ให้เราทำพลาดั้แ่แรก!” โม่ซันซันกล่าวอย่างจริงจัง
มารอริยะมองดูอาคารไกลออกไป ส่วนหวังเค่อพลันกังวลขึ้นมา
“โม่ซันซัน ท่านหมายความว่ายังไง? ข้าสร้างอาคารขึ้นมาเพื่อให้บริการศิษย์ลัทธิมาร มีอะไรผิดตรงไหน? ข้าสร้างถึงชั้นยี่สิบแล้ว ท่านคิดให้ข้ารื้อถอนอาคาร? ท่านจะให้ศิษย์ลัทธิมารคิดยังไง?” หวังเค่อถลึงตา
เ้าล้อเล่นรึไง ข้าทุ่มเทแรงงานคนกับทรัพยากรไปตั้งเท่าไหร่ จ่ายเงินไปขนาดไหน ข้ารออาคารสร้างเสร็จเพื่อหาเงิน เ้าก็จะมาบอกว่าข้าก่อสร้างผิดกฎหมายให้รื้อถอนอาคาร? เ้าล้อข้าเล่น?
“หวังเค่อ เ้าใช้เงินกับอาคารหลังนี้ไปเท่าไหร่ ข้าจะช่วยชดใช้คืนให้!” โม่ซันซันกล่าวเสียงเข้ม
“ผายลม นี่เป็เื่เงินที่ไหนกัน?” หวังเค่อถลึงตา
แน่นอนว่านี่ย่อมเป็เื่เงิน ประเด็นคือก่อสร้างอาคารต้องใช้เงินมากมายปานไหน? เงินที่ข้าจะหาได้ในอนาคตจากอาคารหลังนี้ย่อมมากมายยิ่งกว่า แต่ตอนนี้จะให้ข้าถล่มตึก? ฝันไปเถอะ!
“โม่ซันซัน ข้าขอบอกท่าน ท่านไม่มีปัญญาหาตัวคนที่มารอริยะ้าพบ ก็เลยคิดจะถล่มอาคารข้าแทน? อาคารของข้ามีโฉนดปลูกสร้างถูกต้องชัดเจน ข้าจ่ายเงินไปตั้งมากเพื่อซื้อที่ดินผืนนี้ ทั้งหมดล้วนเป็น้ำพักน้ำแรงข้า! เฮ้อ ท่านคิดเอ่ยปากประโยคเดียวก็จะถล่มอาคารข้าแล้ว? ทำไมท่านไม่ไปถล่มบ้านตัวเองดูเล่า! ความคิดเลวร้ายแบบนี้กล้าเอ่ยปากต่อหน้ามารอริยะได้ยังไง? มารอริยะเพิ่งตัดสินใจจะคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างเรา ท่านก็คิดล่วงเกินลัทธิมารอีกแล้ว! ท่านอยากให้มารอริยะต้องเสียแรงเปล่า? อาคารของข้าไม่ต้องกล่าวถึงว่าข้าไม่ยอมรื้อถอน ต่อให้เป็มารอริยะก็ไม่อาจยืนมองท่านทำตามอำเภอใจได้!” หวังเค่อเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด
“หวังเค่อ อย่าได้เอาขนไก่ไปทำลูกศร!” โม่ซันซันถลึงตา
“ขนไก่ไปทำลูกศรอันใด! ข้ากล่าวว่ามารอริยะต้องทุ่มเทกำลังเพื่อเกลี้ยกล่อมท่าน แต่ท่านกลับหาว่าความพยายามของมารอริยะเป็ขนไก่? โม่ซันซัน นี่ท่านคิดแข็งข้อ?” หวังเค่อร่ำร้อง
“เ้า!” โม่ซันซันถลึงตา
มารอริยะเองก็หน้าหม่น
“อีกอย่าง อาคารของข้าเองก็ถูกลงทะเบียนทั้งฝ่ายธรรมะอธรรมแล้ว ศิษย์ลัทธิมารทั้งหมดต่างรับรู้ ศิษย์ฝ่ายธรรมะเองก็ทราบเช่นกัน ท่านให้ข้ารื้อถอนอาคารตอนนี้ เมื่อถึงเวลาขืนมีขาใหญ่มาถามข้า จะให้ข้าตอบอย่างไร? ข้าไม่ใช่ต้องเสียหน้าแล้ว? ต่อให้ข้าไม่สนใจหน้าตา เป็ท่านจะไม่สงสัยรึ? แค่สืบให้ละเอียดเสียหน่อยมีหรือจะไม่รู้ว่าต้นเหตุรื้อถอนอาคารเป็ท่าน? ไม่ใช่ศิษย์ฝ่ายธรรมะอธรรมทั้งหมดจะคัดค้าน? เ้าตำหนักที่ท่านคิดวางแผนเล่นงานจะไม่ระแวงระวังตัวหรือไร? เมื่อถึงตอนนั้น ไม่ใช่ทุกอย่างเสียเปล่าแล้ว?” หวังเค่อเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว
โม่ซันซันหน้าหม่นหมอง
“เอาละ เื่อาคารก่อสร้างของหวังเค่อไม่เกี่ยวกัน ปล่อยไปเถอะ!” มารอริยะเอ่ยเสียงเข้ม
มารอริยะเองก็คิดเช่นนี้ อาคารหลังนี้คิดถล่มนั้นไม่ยาก แต่ถ้าทำแล้วเกรงว่าจะเป็การแหวกหญ้าให้งูตื่นแทน
“แต่ว่า…!” โม่ซันซันยังกังวล
“แต่อะไร มารอริยะก็พูดไปแล้ว ทุกคำล้วนแต่เป็ประกาศิต ท่านยังคิดให้มารอริยะกลับคำวันต่อวันอีก?” หวังเค่อถลึงตาใส่โม่ซันซัน
โม่ซันซันถลึงตาใส่หวังเค่ออย่างดุดัน ได้แต่ตัวสั่นข่มกลั้นสะกดลมปราณไว้
“จะว่าไป ัทองที่จูหงอีกับจื่อปู้ฝานจับมาตกผลึกมุกัหรือยัง?” มารอริยะถาม
“มารอริยะก็ทราบเื่มุกัด้วย?” โม่ซันซันอุทานอย่างใ
“หือ?” มารอริยะส่งเสียง
โม่ซันซันพลันรู้ตัวว่าตนพูดมากเกินไปแล้ว มันรีบก้มหัวเงียบปากทันที
“มุกั? มันคืออะไร?” หวังเค่อถามอย่างสงสัย
“ัทองในชีพจรัทองบางตนจะควบผนึกกลั่นมุกัออกมา บางตนก็ไม่มี! ัทองที่กลั่นมุกัได้นับว่าพิเศษ! ข้าได้ยินจากที่เ้าบรรยายตอนจูหงอีกับจื่อปู้ฝานจับัทองแล้ว พวกมันสูญเสียพลังไปมาก ข้าเกรงว่าัทองตนนี้สมควรก่อกำเนิดจิตปัญญาแล้ว ัทองเช่นนี้เกือบทุกตนล้วนแต่มีมุกั!” มารอริยะเอ่ยเสียงเข้ม
“ขะ ข้าไม่เคยรู้มาก่อน!” หวังเค่อกล่าวอย่างสงสัย
มุกั? มันคืออะไร? หรือไอ้ก้อนมะเร็งที่ข้าดึงออกมาจากปากันั่นจะไม่ใช่ก้อนมะเร็ง? คงไม่ใช่มุกัหรือกระมัง?
ขณะที่หวังเค่อกำลังแปลกใจ มารอริยะก็มองดูหวังเค่อ “ัทองตอนนี้อยู่ในมือเ้า?”
“อา ขอรับ พวกเขาผนึกัทองไว้ในท้องของจูเยี่ยน ข้านำตัวมันมายังคฤหาสน์ตระกูลหวังข้า!” หวังเค่อตอบทันที
“พาข้าไปดู!” มารอริยะเอ่ยเสียงเข้ม
“ขอรับ!” หวังเค่อรับคำทันที
“เหอะ หวังเค่อ เ้าอย่าพูดจาเหลวไหล ในคฤหาสน์ตระกูลหวังเ้าข้าตรวจสอบมาแล้ว ไม่มีจูเยี่ยนอยู่ทั้งนั้น เ้าพามารอริยะไปเช่นนี้ หากไม่พบจูเยี่ยน เท่ากับมีความผิดฐานหลอกลวงมารอริยะ!” โม่ซันซันแค่นเสียง
โม่ซันซันคิดในใจว่าข้าจับจูเยี่ยนไว้แล้ว เ้าจะเจอผายลมอันใด
“โม่ซันซัน ท่านหมายความเช่นไร? อยู่ไม่อยู่ท่านรู้ได้ยังไง?” หวังเค่อเอ่ยอย่างดูแคลน
“งั้นมาพนันกันไหมล่ะ หากคนอยู่ ข้าจ่ายให้เ้าห้าแสนชั่งศิลาิญญา หากไม่อยู่ เ้าต้องทุบอาคารหลังใหม่นั่นทิ้งทันที ว่าอย่างไร?” โม่ซันซันแค่นเสียง
“ศิลาิญญาห้าแสนชั่ง? ทุบอาคารข้า?” หวังเค่อชะงักไป
“โม่ซันซัน? เ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดรึ?” มารอริยะถามเสียงเย็น
หวังเค่อพลันะโ “มารอริยะโปรดระงับโทสะ โม่ซันซันคงรู้สึกว่าเมื่อครู่ยังจ่ายเงินให้ข้าไม่มากพอ ตอนนี้เลยส่งเงินให้ข้าเพิ่ม! ได้ ได้ ข้ารับเดิมพัน!”
มารอริยะมองหวังเค่อด้วยสีหน้าพิกลอยู่สักพัก ไม่ใช่เมื่อกี้เ้าเพิ่งปฏิเสธไม่ยอมทุบอาคาร? อ้างเหตุผลร้อยแปด สรุปเป็เพราะไม่มีเงินมาล่อสินะ?
“คำไหนคำนั้น มารอริยะเป็พยาน!” โม่ซันซันหัวเราะอย่างตื่นเต้นยินดี
หวังเค่อเผยสีหน้าประหลาด โม่ซันซันทำตัวประหลาดเกินไปแล้ว หรือข้าควรจะเพิ่มเงินเดิมพันอีก?
“จูเยี่ยนอยู่ในคฤหาสน์ข้า ท่านจ่ายศิลาิญญาครึ่งล้านชั่งให้ข้า! จูเยี่ยนไม่อยู่ ข้าจะยอมทุบอาคารทิ้ง ขณะเดียวกัน ท่านก็ต้องจ่ายศิลาิญญาแสนชั่งเป็ค่าก่อสร้างอาคารที่ผ่านมาด้วย!” หวังเค่อต่อรอง
หากข้าแพ้เดิมพันก็ไม่อาจเสียเงินได้ใช่หรือไม่? หากไม่อาจทำธุรกิจ อย่างน้อยข้าก็ขอหนึ่งแสนชั่งศิลาิญญา อย่างร้ายที่สุดก็แค่สร้างอาคารใหม่ที่อื่น ขอเพียงข้าไม่ขาดทุน อาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จหลังนี้ ศิลาิญญาแสนชั่งไม่เพียงไม่ขาดทุน แต่ยังได้กำไรด้วยซ้ำ
“ตกลง!” โม่ซันซันหัวเราะ
“ฮ่าฮ่า ไป! ข้าจะพาท่านไปดู!” หวังเค่อเองก็หัวเราะอย่างยินดี
ก่อนหน้านี้ข้าเข้าใจโม่ซันซันผิดไป ที่แท้มันก็เป็เทพแห่งโชคลาภของข้า! แม่งเอ๊ย อนาคตเราจะต้องสนิทสนมกันอีกมาก! ก่อนหน้านี้ข้าละเลยมันไป เป็ข้าโง่เขลาเอง แค่มันคนเดียวก็ช่วยทำเงินให้ข้าได้มหาศาลแล้ว ข้าจะโกรธมันไปทำไม! ช่างเป็คนดีนัก!
