กวานซิงสูดลมหายใจเข้าลึก หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง ลมปราณทะลักทลายจากาแผสานรวมเป็หนึ่งเดียวกับเื
ลมปราณพลุ่งพล่านประหนึ่งเปลวเพลิง จากนั้นเปลวเพลิงโลหิตก็ปกคลุมทั่วทั้งกายาของกวานซิง!
ศิษย์สำนักปีศาจผู้นั้นขมวดคิ้ว “คิดจะใช้วิชาต้องห้ามด้วยพลังแค่นี้อย่างนั้นรึ?”
เดิมทีกวานซิงเป็ขั้นสร้างลมปราณ ทว่าเพราะละทิ้งขั้นบำเพ็ญเพียรของตัวเองไป เพลานี้จึงเป็แค่ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณเก้าชั้นฟ้าเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็สาเหตุที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ สำแดงพลานุภาพออกมาได้สี่ส่วนก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ทว่าศิษย์สำนักปีศาจก็ไม่ได้อ่อนแอ ในบรรดาศิษย์สำนักปีศาจนับร้อยที่เข้ามาในเขาพันจั้งต่างก็เป็ยอดอัจฉริยะ พอเห็นพลังของศิษย์อันดับพยัคฆ์กับตาตัวเองแล้ว เขาก็ยิ่งดูแคลนขุนเขากระบี่เทียนหยวนมากขึ้นไปอีก
“อย่างเ้ารู้จักวิชาต้องห้ามด้วยรึ?” กวานซิงแค่นเสียงหึ เส้นเืฝาดค่อยๆ ประจักษ์บนใบหน้าขาวซีด!
“จะตายอยู่รอมร่อยังปากดีอยู่อีก มีเ้าเป็ศิษย์อันดับพยัคฆ์ น่าเ็ปใจแทนขุนเขากระบี่เทียนหยวนยิ่งนัก” ศิษย์สำนักปีศาจเหวี่ยงกระบี่
แววตาของกวานซิงทอประกายแวบหนึ่งแล้วจับแสงกระบี่ด้วยมือเปล่า!
“ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง อยากตายมากนักข้าจะสนองให้!” ศิษย์สำนักปีศาจแสยะยิ้ม
“อันดับพยัคฆ์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนไม่เห็นจะเท่าไหร่ กับแค่ศิษย์สามัญสำนักปีศาจยังทำอะไรไม่ได้” มือเหล็กยิ้ม
หลิ่วซานกลับยิ้มพลางส่ายศีรษะ เขามองกวานซิงที่บัดนี้ลมปราณครอบคลุมทั้งสรรพางค์กายด้วยความชื่นชม เขารู้ว่ากวานซิงกำลังจะทำอะไร
ด้วยสถานะของผู้าุโหลิ่วซาน ปกติแล้วนั้นเขามิได้สนใจศิษย์อันดับพยัคฆ์เท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซิงกวานซึ่งเป็ศิษย์หางแถวของอันดับพยัคฆ์ มีโอกาสถูกศิษย์ใหม่โค่นล้มได้ทุกเมื่อ
แต่พอได้เห็นกวานซิงในยามนี้แล้วหลิ่วซานก็รู้สึกว่าศิษย์คนนี้เป็แร่หินที่เปี่ยมล้นไปด้วยพร์ ขณะเดียวกันก็ยังโหดร้ายกับตัวเองสุดแสน ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อวรยุทธ์วิชาเดียว
เกาะหลัวโหวเป็ดินแดนดึกดำบรรพ์ แน่นอนว่าย่อมมีวิชาดึกดำบรรพ์แอบซ่อนอยู่
วิชาดึกดำบรรพ์แกร่งกล้าแสนหยั่งถึง เหนือชั้นยิ่งกว่าวิชาส่วนใหญ่บนทวีปเฉียนหยวนเสียอีก
อย่างไรก็ตามวิชาบางวิชานั้นยากเกินกว่าบำเพ็ญเพียรได้ เพราะมีโอกาสเผชิญกับอันตรายที่คาดไม่ถึงในระหว่างการฝึกฝน หรือพลานุภาพที่อาจไม่ชัดเจน ขุนเขากระบี่เทียนหยวนจึงนำวิชาพวกนี้ไปใส่ไว้ในหอคัมภีร์ของสำนักใน
กวานซิงเป็ผู้ฝึกฝนรุ่นหลัง เขาพบมันโดยบังเอิญในหอคัมภีร์ เพียงใช้ค่าคุณูปการเพียงเล็กน้อยก็สามารถแลกเปลี่ยนคัมภีร์ฉบับสมบูรณ์มาได้สำเร็จ ทั้งยังแนบมาพร้อมกับประสบการณ์ของผู้ใช้รุ่นก่อนด้วย!
หลิ่วซานเคยศึกษาวิชานั้นมาก่อน พอศึกษาจนบรรลุถ่องแท้ก็นิยามสองคำให้คัมภีร์เล่มนี้ก็คือ 'บัดซบ' ถึงจะฝึกฝนไม่ยาก ทว่าเงื่อนไขในการสำแดงพลานุภาพบัดซบเกินทานทน
วิชาที่กวานซิงฝึกฝนมีชื่อว่า《ทมิฬเก้าอาสัญ》 ในแง่ของระดับความแข็งแกร่งน่าจะเป็ขั้นลึกลับระดับกลางหรือไม่ก็ระดับสูง แต่สุดท้ายแล้วขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็จัดให้มันเป็ขั้นบุษราระดับกลางด้วยเหตุผลก็คือความบัดซบของมัน
ผู้ที่ฝึก《ทมิฬเก้าอาสัญ》จะมีอาการปวดเมื่อยจากการไหลเวียนของลมปราณใน่แรกและความเ็ปจะทุเลาลงเมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ ทว่าทุกวันในตอนเที่ยง ่เวลาที่แสงแดดร้อนแรงที่สุด ลมปราณจะเดือดพล่านแทบจะทำให้ห้าอวัยวะตัน หกอวัยวะกลวงสุก
มีจอมยุทธ์หลายคนถอนตัวกลางคัน ถ้าทนแค่ความเ็ปเท่านั้นก็ยังพอทำเนา
ทว่าความบัดซบของ《ทมิฬเก้าอาสัญ》ก็คือหากอยากสำแดงพลานุภาพให้แกร่งกล้ามากเท่าไหร่ก็ต้องทำให้ตัวเองาเ็มากเท่านั้น
ปกติพลานุภาพจักสำแดงออกมาได้เพียง 20 - 30% แต่สภาพของกวานซิงในปัจจุบันเดาว่าน่าจะสามารถสำแดงพลานุภาพได้ 60 - 70% แล้ว
สำหรับกวานซิง แค่ 60 - 70% ก็เพียงพอที่จะประมือกับศิษย์สำนักปีศาจแล้ว!
กวานซิงจับกระบี่ของศิษย์สำนักปีศาจ ลมปราณก่อตัวแ่าประหนึ่งเกราะบนฝ่ามือของกวานซิง แสงกระบี่ทมิฬเพียงฟันเกราะลมปราณ มิได้สร้างาแให้กับกวานซิงแต่อย่างใด!
“เป็ไปได้ยังไง!” ศิษย์สำนักปีศาจตะลึงจังงัน กวานซิงใช้โอกาสนั้นทำลายกระบี่ยาว ก่อนที่จะใช้มือทะลวงหน้าอกของเขา!
“เป็วิชาที่อำมหิตมาก!” มือเหล็กขมวดคิ้ว จากภาพที่ประจักษ์ในกระดานหยก เขาเห็นลมปราณในกายาของศิษย์สำนักปีศาจไหลผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างของกวานซิง!
กวานชิงกำลัง่ชิงลมปราณของศิษย์สำนักปีศาจ!
วิชาเช่นนี้สำนักปีศาจก็ทำได้เช่นกัน ทว่าปกติแล้วสำนักปีศาจจะเป็ผู้่ชิงลมปราณ ไม่เคยถูกใคร่ชิงลมปราณมาก่อน!
“คาดไม่ถึงเลยว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะมีวิชาอำมหิตเหี้ยมเช่นนี้ด้วย!” มือเหล็กยิ้มไม่ยิ้มมองหลิ่วซาน
“อมิตาพุทธ บุคคลผู้นั้นเข้าสู่วิถีแห่งมารโดยสมบูรณ์แล้ว ปล่อยให้สวนโพธิธรรมสถานจัดการเถิด หากฟังธรรมทั้งกลางวันและกลางคืนจักต้องชำระล้างความชั่วร้ายในใจของเขาได้อย่างแน่นอน” ฮุ้ยเหวินพูด
“ลาหัวโล้นไร้ยางอาย คิดจะจับศิษย์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนต่อหน้าพวกข้าอย่างนั้นรึ!” สิงอวี๋แสยะยิ้ม
่ชิงลมปราณ วิชานี้มิใช่แค่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนที่มี สำนักปีศาจ ลัทธิเต๋ากับนิกายพุทธก็มีเช่นกัน!
ทว่าเห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้อยาก《ทมิฬเก้าอาสัญ》 แต่กลับแสร้งทำตัวเป็คนดี ทำให้สิงอวี๋รู้สึกขยะแขยงยิ่งยวด
“ถ้ายังยุ่งกับศิษย์ของข้าอยู่ ข้าจะทำลายสำนักของพวกเ้าเสีย!” เสียงคำรามสะท้อนจากยอดเมฆา ทันใดนั้นพลันปรากฏร่างชายชราร่างผอมเบื้องหน้าพวกหลิ่วซาน ชายชราลึกลับจับจ้องมองมือเหล็ก!
“เ้าหนูนิกายพุทธ ได้ยินว่าเ้าฝึกฝน《บ่วงวชิระ》ถึงขั้นสูงสุดแล้วใช่หรือไม่?” ชายชราผอมแห้งเดินไปหาฮุ้ยเหวินพลางยิ้ม ยื่นเหยียดฝ่ามือข้างหนึ่งวางเหนือหัวของฮุ้ยเหวิน!
ฮุ้ยเหวินหน้าเปลี่ยนสี รีบผสานมือ แสงทองคำหมื่นอักขระปกคลุมสรรพางค์กาย ร่างเงาพระโพธิสัตว์ประจักษ์ทับซ้อนสลัวลาง!
“《บ่วงวชิระ》ของเ้ามีนิมิตของพระกษิติครรภ์แล้วรึ น่าสนใจดีนี่!” แววตาเหยียดหยามปรากฏในดวงตาของชายชรา จากนั้นเขาก็เหวี่ยงเท้าเตะร่างเงาพระโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์แตกเป็เสี่ยงๆ ร่างของฮุ้ยเหวินถูกชายชรากดจมลงไปในดิน ศีรษะแตกเืไหลออกมาหนึ่งหยด!
แม้เป็แค่แผลเล็กๆ ทว่ากายทองคำมิวางวาย วิชาป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของทวีปเฉียนหยวนพังทลายแล้ว!
“ไม่เลว ไม่เลว บ่วงวชิระของเ้าแข็งแกร่งกว่าอาจารย์เ้าขั้นหนึ่งแล้ว เทียบกับพระอุปัชฌาย์หอธรรมรุ่นก่อน เ้านับว่าอยู่ในอันดับที่สาม!” ชายชราลูบหัวฮุ้ยเหวิน
“อั่ก!” สุดท้ายฮุ้ยเหวินก็ต้านทานไม่ไหว กระอักโลหิตเต็มปาก!
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับหมู่ชนทั่วทั้งบริเวณ ผู้คนที่อยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็ผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งทวีปเฉียนหยวน เป็ไปไม่ได้เลยที่จะไม่รู้ว่าฮุ้ยเหวินได้รับาเ็สาหัสจากชายชราผู้นั้นที่เพียงแค่วางทาบฝ่ามือก็สามารถทำลายบ่วงวชิระของนิกายพุทธในพริบตา!
บ่วงวชิระ วิชาป้องกันอันดับหนึ่งที่เล่าขานกันทั่วแว่นแคว้นถูกชายชราลึกลับผู้หนึ่งทำลายอย่างง่ายดาย เขาเป็ใครกัน?
“เ้า!” ฮุ้ยเหวินสูดลมหายใจเข้าลึก แสงพุทธทองคำหลั่งไหลเข้าสู่กายาช่วยระงับความเ็ป
“ตอนนั้นข้าสังหารอาจารย์เ้าในฝ่ามือเดียว คิดไม่ถึงว่าศิษย์จะเก่งกว่าอาจารย์” ชายชราเหยียดยิ้ม
ข่าวใหญ่ นี่เป็ข่าวใหญ่คาดไม่ถึง พระอุปัชฌาย์หอธรรมรุ่นก่อนหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างก็ว่าเขาตายแล้ว บ้างก็ว่าปิดขั้นบำเพ็ญเพียร ไม่คิดเลยว่าจะถูกชายชราตรงหน้าฆ่าตาย
“คารวะท่านอาจารย์อา!” ไม่ว่าจะเป็หลิ่วซาน สิงอวี๋ หรือผู้าุโลองกระบี่ต่างก็คุกเข่าให้กับชายชรา
“คารวะอะไร ข้ายังไม่ตาย!” ชายชราแค่นเสียงหึ
หลิ่วซานมองชายชราพลางยิ้มเล็กน้อย “ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดกวานซิงถึงฝึกฝน《ทมิฬเก้าอาสัญ》ที่แท้ก็เป็ศิษย์ของอาจารย์อา!”
“หัวเราะอะไร อย่างเ้ามีสิทธิ์หัวเราะด้วยงั้นรึ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเ้า ไอ้พวกแมวสามขา[1]พวกนี้จะกล้าทำตัวอวดดีกับขุนเขากระบี่เทียนหยวนอย่างนั้นรึ หากเป็เมื่อหนึ่งพันปีที่แล้วคิดว่าเ้าพวกนี้จะกล้าหืองั้นหรือ ต่อให้ข้ายืนฉี่ในสวนโพธิธรรมสถาน พวกเขาก็ยังไม่กล้าทำอะไรเลยกระมัง!” ชายชราแผดเสียง
“อาจารย์อาใจเย็นก่อน!” ผู้าุโขุนเขากระบี่เทียนหยวนพูดเสียงสั่น
“ข้าขี้คร้านพูดกับพวกเ้าแล้ว!” ชายชรากลอกตา หาได้เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาไม่ จากนั้นก็หายวับไป
หลังจากชายชราหายไป เหล่าจอมยุทธ์รอบด้านพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก ถึงชายชราจะไม่ได้พุ่งเป้ามาที่พวกเขา ทว่าเพียงพลานุภาพที่แพร่งพรายออกมาก็ทำเอาพวกเขาแทบหยุดหายใจแล้ว
“อาจารย์อา ข้าเตรียมหินโลหิตหยุดเืผนึกอายุขัยไว้ให้ท่านแล้ว!” ชายวัยกลางคนกล่าวกับชายชราอย่างนอบน้อม
“ถึงมีหินโลหิตแต่สภาพข้าน่าจะอยู่ต่อได้อีกแค่ไม่กี่ปี” รอยยิ้มขื่นขมปรากฏบนใบหน้าของชายชรา เขาก้าวเท้าลงไปในบ่อเื จากนั้นเืก็ควบแน่นรวมตัวกันทันใด ผนึกกายาของชายชราเอาไว้ข้างไหน
“หวังว่าสามขุมพลังอำนาจน่าจะสั่นคลอนได้บ้าง!” ชายหนุ่มถอนหายใจ
ชายชราปรากฏตัวครั้งสุดท้ายเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ่เวลานั้นพระอุปัชฌาย์หอธรรมสวนโพธิธรรมสถานถือบังเกิด สำแดงพลานุภาพเอาชนะผู้เยี่ยมยุทธ์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนติดต่อกันสามสิบคน ฝึกฝนบ่วงวชิระถึงขั้นสูงสุด ไม่มีใครทำอะไรเขาได้แม้แต่ปลายเล็บ
นิกายพุทธเองก็เคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน พวกเขาระดมจอมยุทธ์อย่างลับๆ ร่วมมือกับลัทธิเต๋าและสำนักปีศาจมาดหมายโค่นล้มขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนถูกต้อนถึงขอบหน้าผา ในที่สุดชายชราก็ทลายผนึกโลหิตออกมาสังหารพระอุปัชฌาย์หอธรรมในฝ่ามือเดียว สามขุมพลังอำนาจอกสั่นขวัญแขวนไม่กล้าเปิดากับขุนเขากระบี่เทียนหยวนอีก!
[1] คำเปรียบเปรยหมายถึง พวกไร้ความสามารถ
