หยวนฟู่กุ้ยมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสะใจ ส่วนเื่ดับไฟ อย่าหวังเลยว่าเขาจะยื่นมือเข้าไปช่วย คนที่บอกว่าจุดไฟสามารถช่วยไล่งูได้คือสหายของเขาเอง หยวนเหล่าต้าช่างโง่เขลาเหลือเกิน คงจะกลัวมากจนถึงกับไม่เอาบ้านของตัวเองแล้ว ไม่รู้สมองบรรจุอะไรเอาไว้
หลังหมอช่วยคนในบ้านใหญ่สกุลหยวนจนฟื้นแล้ว หยวนเหล่าซื่อเอ่ยกับผู้นำสกุลทันทีว่า “ท่านผู้นำสกุล ข้า้าแยกบ้าน!”
ผู้นำสกุลนิ่วหน้า รู้สึกว่าการที่หยวนเหล่าซื่อขอแยกบ้านเื่ที่โง่เขลามาก “เ้าสี่ เ้าจะขอแยกบ้านไปไย หากแยกออกไปแล้วจะใช้ชีวิตอย่างไร”
ทุกคนต่างช่วยกันพูดเตือนว่า ยามนี้เขาเป็คนพิการ หากแยกบ้านออกไปจะไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ถึงกระนั้นเ้าตัวก็ยังยืนยันเสียงแข็ง ก่อนจะหันไปมองบิดากับพี่ชาย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว “ตอนข้ายังไม่ออกมา ท่านพ่อกับท่านพี่ยังคิดจะเผาข้าทั้งเป็ พวกเขาล้วนอยากกำจัดตัวภาระเช่นข้าให้ตายเสีย เช่นนั้นข้าก็จะทำตามที่พวกเขาปรารถนา จึงขอแยกบ้านออกไป!”
ภายในใจผู้เฒ่าหยวนในยามนี้รู้สึกพรั่นใจชอบกล เพราะเขาไม่รู้จริงๆ ว่าตอนเกิดเหตุบุตรชายคนที่สี่ยังอยู่ในบ้าน ทว่ายิ่งในใจรู้สึกหวั่นก็ยิ่งต้องแสดงความน่าเกรงขามของบิดาออกมา “เ้าลูกอกตัญญู พี่ชายของเ้าทำเช่นนั้นออกไปด้วยความไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่รู้ว่าเ้ายังอยู่ในบ้านยังไม่ออกมา เ้าปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่หรือไม่ ถึงได้โวยวายจะขอแยกบ้าน!”
หยวนเหล่าซื่อหันไปมองบิดาด้วยสายตาสิ้นหวังจากนั้นกล่าวว่า “ท่านพ่อ ในเมื่อท่านพี่ไม่รู้ว่าข้ายังไม่ออกมา เหตุใดตอนจะจุดไฟถึงไม่มองรอบๆ ดูก่อนว่าข้าออกมาแล้วหรือไม่ แค่จุดไฟช้าหน่อยจะเป็อะไรไป หรือหากจุดไฟช้าทุกคนจะไม่รอดอย่างนั้นหรือ ข้าว่าที่ท่านพี่รีบจุดไฟเพราะอยากฆ่าข้ามากกว่า!”
เ้าใหญ่ที่ได้หมอช่วยจนฟื้นจากอาการเป็ลมแล้วกล่าวทั้งน้ำตา “ท่านอาสี่ ท่านพ่อของข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ท่านปู่อายุมากแล้ว อย่าไปบีบคั้นท่านปู่เลย ข้ารู้ว่าท่านไม่พอใจมาตลอดที่พวกเราไม่มีเงินพาไปรักษาขาในเมือง แต่เป็เพราะพวกเราไม่มีเงินจริงๆ ส่วนเงินที่ซื้อยาให้ท่านก่อนหน้านี้ก็หยิบยืมมาจากพี่เหวินไฉ หากในมือพวกเรามีเงินจะต้องพาท่านไปรักษาขาอย่างแน่นอน ท่านอาสี่ การที่ท่านทำนี้ท่านปู่จะเสียใจนะเ้าคะ”
เ้าใหญ่พูดพร้อมกับร้องไห้ ท่าทางดูน่าสงสารเป็ที่สุด หากหยวนเหล่าซื่อไม่ค้นเจอเงินหลายตำลึงในห้องของนาง คงจะเชื่อคำพูดประโยคนี้ไปแล้ว แต่เผอิญว่าเขาดันค้นเจอเงิน เมื่อก่อนเขาช่างโง่เขลาเหลือเกินถึงได้ถูกเ้าใหญ่หลอกเอาได้ เชื่อว่าอนาคตข้างหน้าหลานสาวผู้นี้จะได้เป็ฮูหยินขุนนาง จะช่วยให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ทว่าขนาดยามนี้อีกฝ่ายมีเงินแต่ไม่ยอมควักเงินมาช่วยรักษาขาให้เขา หากอนาคตได้เป็ฮูหยินขุนนางจริงจะต้องอยู่ห่างจากสกุลหยวนให้ไกลและไม่ช่วยเหลืออะไรเขาเป็แน่
“เ้าไม่ต้องมาแสร้งทำตัวเป็คนดีเลย” เขาหันไปตวาดใส่เ้าใหญ่ “บิดาเ้าจะฆ่าข้า ไม่เห็นเ้าจะห้ามปรามสักคำ ก่อนหน้านี้ข้าอุตส่าห์รักและเอ็นดูมาโดยตลอด เงินที่หามาได้อย่างยากลำบาก ข้าไม่เคยให้ภรรยาเลยสักตำลึงเดียว ยกให้เ้าไปทั้งหมด แต่ปรากฏว่าที่สุดแล้วกลับกลายเป็โยนให้สุนัขเสียอย่างนั้น!”
เวลานี้หยวนเหล่าซื่อรู้สึกเสียใจภายหลังเหลือเกิน หากเขาดูออกว่าเ้าใหญ่กับครอบครัวเป็คนเช่นไรั้แ่เนิ่นๆ ก็คงไม่ต้องเสียภรรยาไปเช่นนี้
“เ้าลูกอกตัญญู เ้าว่าเ้าใหญ่แบบนี้ได้อย่างไร หากคิดจะแยกบ้านออกไปจริงๆ ก็ไปเลย ไสหัวไป ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนขาพิการเช่นเ้าจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร!” ผู้เฒ่าหยวนทนฟังบุตรชายคนที่สี่พูดจาต่อว่าคนอื่นในสกุลต่อไปอีกไม่ไหว จึงเอ่ยปากไล่ หากแท้ที่จริงแล้วเพราะอยากเตือนสติว่าอีกฝ่ายเป็แค่คนพิการ หากแยกบ้านออกจากสกุลไปจริงคงไม่มีทางหางานทำและเลี้ยงดูตัวเองได้แน่ นอกเสียจากจะไปขอข้าวผู้อื่นกินจะไปทำอะไรได้
“เ้าต้องขอโทษเ้าใหญ่เดี๋ยวนี้ ขอโทษพี่ชายของเ้าด้วย แล้วก็คิดเสียว่าเื่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น แล้วข้าจะอนุญาตให้เ้าอยู่บ้านเฉยๆ เหมือนเดิมได้!”
หยวนเหล่าซื่อยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะชี้ไปที่บ้านใหญ่ทั้งครอบครัว “อยู่บ้านเฉยๆ? ั้แ่เด็กจนโตคนที่อยู่บ้านเฉยๆ คือครอบครัวของท่านพี่มากกว่ากระมัง ท่านพ่อ ท่านลองคิดดูอีกทีดีกว่าว่าข้าหรือที่อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ทำอะไร แต่ก่อนพอถึงฤดูต้องทำนา ข้าก็ต้องไปทำนาทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หยุด หากไม่ใช่่ฤดูทำนาข้ากับพี่สามก็ต้องเข้าไปหางานทำในอำเภอหรือไม่ก็ในตำบล เมื่อได้เงินมาก็เอามาให้พวกท่านทั้งหมด นี่นะหรือที่ท่านบอกว่าข้าอยู่บ้านเฉยๆ”
จบประโยคของหยวนเหล่าซื่อ ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างคิดว่าผู้เฒ่าหยวนทำเกินไปทั้งสิ้น
แม้แต่ผู้นำสกุลยังออกปากกล่าวเตือน “เอ้อร์สี่ เมื่อครู่เ้าพูดเกินไปแล้ว” พูดเตือนทางนี้จบ ขณะกำลังจะหันไปพูดเตือนหยวนเหล่าซื่อต่อ หยวนเหล่าซื่อกลับชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “ท่านไม่ต้องเตือนข้า ต่อให้ข้าต้องเป็ขอทานก็ไม่มีทางอยู่บ้านนี้ต่อไปอีกเด็ดขาด ท่านช่วยเขียนหนังสือให้ข้าออกจากสกุลเถิด คนพิการอย่างข้าไม่อยากอยู่เป็ภาระคนบ้านใหญ่สกุลหยวนอีกต่อไป แผ่นดินนี้กว้างใหญ่ จะต้องมีสักที่ให้ข้าซุกหัวนอนแน่ นับั้แ่นี้เป็ต้นไปข้าไม่ขอเกี่ยวข้องใดๆ กับบ้านใหญ่สกุลหยวนอีก หรือต่อให้ตายข้าก็จะไปตายไกลๆ!” พูดจบพลันคุกเข่าลงตรงหน้าผู้นำสกุลก่อนจะโขกศีรษะลงกับพื้น
“ให้มันออกไปเถอะ ข้าไม่มีบุตรชายที่ไม่กตัญญูเช่นนี้!” ผู้เฒ่าหยวนกล่าวอย่างมีโทสะ
ผู้นำสกุลหมดปัญญาจะเตือนจึงได้แต่ต้องเขียนหนังสือให้หยวนเหล่าซื่อออกจากสกุล นอกจากทำเช่นนี้แล้วตนยังจะทำอะไรได้อีก คิดในใจว่าตอนที่หยวนเหล่าเอ้อร์ออกจากสกุลไป ตนก็มารู้สึกเสียใจภายหลัง แต่ในเมื่อหยวนเหล่าซื่อเป็คนพิการ ตนคงไม่ต้องมารู้สึกเสียใจภายหลังเหมือนคราก่อนกระมัง คิดได้ดังนั้นจึงค่อยตอบตกลงออกไป
ขณะที่ชาวบ้านยังคงพูดวิพากษ์วิจารณ์ถึงเื่นี้อยู่นั้น หยวนเหล่าซื่อเดินขากะเผลกไปหาหยวนฟู่กุ้ย “พี่รอง คืนนี้ข้าขอไปนอนกับท่านได้หรือไม่ แล้วพรุ่งนี้เช้าข้าจะรีบจากไปทันที”
“แต่บ้านข้าหลังไม่ได้ใหญ่มาก” หยวนฟู่กุ้ยมีสีหน้าลำบากใจ
“ให้ข้านอนบนพื้นก็ได้ พี่รอง ข้าขอร้องท่าน” หยวนเหล่าซื่อรีบบอกออกไป
หยวนฟู่กุ้ยมีท่าทีลังเลอยู่สักครู่ถึงค่อยตอบตกลง “ก็ได้”
หยวนฟู่กุ้ยพาหยวนเหล่าซื่อกลับไปที่บ้านท่ามกลางเสียงพูดคุยอย่างเห็นใจของชาวบ้าน ก่อนที่ชาวบ้านจะหันไปส่งสายตาดูแคลนให้แก่บ้านใหญ่สกุลหยวน จากนั้นถึงค่อยแยกย้ายกันกลับบ้านไป
ไม่มีผู้ใดชวนคนบ้านใหญ่สกุลหยวนไปค้างที่บ้านตัวเอง แม้แต่ผู้นำสกุลก็ยังไม่ชวน ทุกคนจากไปพร้อมกับเสียงก่นด่า และที่เหลืออยู่ที่นี่ก็มีแต่เสียงร่ำไห้
“อวี้เอ๋อร์ เจินเจิน เหตุใดพวกเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้” ระหว่างเดินกลับบ้าน หยวนฟู่กุ้ยบังเอิญหันไปเห็นบุตรสาวกับกู้อวี้เข้า
“ข้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็เลยมาดู แล้วบังเอิญได้เจอกับเจินเจินเข้า” กู้อวี้ตอบพร้อมกับส่งเจินเจินให้จ้าวซื่ออุ้ม
จ้าวซื่อรับบุตรสาวมาก่อนจะหอมแก้มอย่างเอ็นดูขณะที่ปากต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก “วันๆ รู้จักแต่เล่นสนุก”
เจินเจินส่งยิ้มไปให้ก่อนจะอ้าปากหาว
เห็นบุตรสาวง่วงแล้วจ้าวซื่อจึงเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น โดยมีหยวนฟู่กุ้ยถือโคมไฟเดินตามหลังมา เขาหันไปพูดกับหยวนเหล่าซื่อ “เ้าสี่ เ้าค่อยๆ เดิน ข้าจะไปส่งภรรยากับบุตรสาวก่อนแล้วค่อยกลับมารับเ้า”
หยวนเหล่าซื่อพยักหน้า ไม่นานต่อมาหยวนฟู่กุ้ยที่ถือโคมไฟก็เดินกลับมาอีกครั้ง หัวใจหยวนเหล่าซื่อเต้นรัวแรงด้วยความดีใจ กระแสอบอุ่นสายหนึ่งตีขึ้นมา
หยวนฟู่กุ้ยจัดแจงให้น้องชายนอนในห้องโถง “ข้าจะเอาเก้าอี้มาต่อกันเป็ที่นอน เ้านอนเช่นนี้ไปก่อน ที่บ้านค่อนข้างเล็ก เ้าอย่าได้รังเกียจ”
หยวนเหล่าซื่อส่ายหน้า “ข้าไม่รังเกียจ” จากนั้นล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบตั๋วเงินออกมาหนึ่งใบ “พี่รอง ข้าขอบคุณท่านมาก ตั๋วเงินนี้ข้าให้ท่าน”
“หนึ่งร้อยตำลึง!” หยวนฟู่กุ้ยเอ่ยอย่างตื่นใ “เ้าสี่ นี่เ้าไปเอาตั๋วเงินนี้มาจากที่ใด”
หยวนเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงเช่นกัน “ท่านว่าอะไรนะ ไม่ใช่สิบตำลึงหรอกหรือ”
