“อะ อ้าว……ไก่ผัดเปรี้ยวหวานไม่มีแเเล้วหรือ”
ในโรงอาหารพลันมีเสียงโอดครวญดังขึ้นมาเป็ระลรอก
เหล่าเด็กหนุ่มกินข้าวกันแเเต่ละครรั้งก็ราวกับาวกับกำลังทำา
กระทั่งสำนักเชินที่ให้ความสำคัญกับความสุภาพเรียบร้อยก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เด็กหนุ่มในวัยกำลังโตนั้นอยู่ใน่เจริญอาหารกันนพอดี
แต่ละคนล้วนเเต่กินอาหารได้ไม่น้อย
ในวันธรรมดาโรงอาหารแเเห่งนี้ก็นับว่าครึึกครื้นอยู่แเเล้ว วันนี้ยิ่งมีบัณฑิตนักเรียนในชั้นเรียนเตรียมความพร้อมมาเพิ่ม ก็ยิ่งทำให้วุ่นวายครึึกครื้นเสียยิ่งกว่าเดิม
ปกตินั้นต่อให้ครึึกครื้นก็ยังนับว่ามีระเบียบ ทว่าวันนี้เหล่าบัณฑิตนักเรียนใหม่เพิ่งจะมาถึงจึงยังไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไร ทำให้บรรยายนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายจอแจ
ฉาวจิ่วพาเฉินโย่ว แเเละคนอื่นๆ ไปหาโต๊ะว่างนั่ง
คนอื่นๆ นั้นยังพอไหว มีเพียงเสี่ยวอู่ที่ถือจานข้าวมาด้วยใบหน้าเป็กังวล “ให้น้อยขนาดนี้ ข้าว่าข้าคงจะกินไม่อิ่ม”
ฉาวจิ่ว “…”..
เมื่อมองดูก็เห็นว่าอาหารที่เด็กหนุ่มถือมานั้นก็เยอะมากเหลือเกินแล้ว ยังจะมากังวลว่าจะกินไม่อิ่มอีก ทำให้เอาเขานั้นรู้สึกละอายขึ้นมาที่เมื่อครู่ได้กล่าวว่าอาหารที่นี่แเเม้จะธรรมดาแเเต่ก็พอกินอิ่ม
เด็กหนุ่มเาชื่อเสี่ยวอู่นั้นรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนอื่น ไม่เพียงแเเต่รูปร่างสูงใหญ่ เขายังอกผายนไหล่ผึ่ง ตัวหนาแเเข็งแเเรง แค่ดูก็รู้แล้วเเล้วก้รู้ว่า่เป็้นผู้ฝึกวรยุทธ์ ไม่เหมือนกับบัณฑิตแเเม้แเต่น้อย
ถังซี เด็กชายเ้าของใบยหน้าอวบอ้วนจนตาหรี่เล็กที่ฟันเพิ่งจะหักไปซี่หนึ่ง เด็กชายท่าทางเซ่อซ่ามองดูแเเล้วก็ยังอวบอ้วนกว่าลู่อู่เสียอีก
“ข้าน่าจะได้อาหารเยอะ อีกประเดี๋ยวข้าจะมาแเเบ่งให้” ลู่สวินเคยชินกับการกินอาหารมื้อละเยอะมากๆ ของเสี่ยวอู่ จึงได้รีบเอ่ยขึ้น
เด็กอ้วนเสี่ยวซีที่ฟันหายไปซี่หนึ่ง เมื่อเห็นอาหารดำ ๆ ตรงหน้าก็้รู้สึกว่ามีผลกระทบกับความอยากอาหารของตน พลอยให้รู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมา จึงได้เอ่ยขึ้นอย่างใจกว้าง “พี่อู่ ข้ายกให้ท่าน”
เด็กชายเพิ่งจะพูดจบ ก็ถูกเฉินโย่วยกตะเกียบขึ้นมาเคาะหัวครั้งทีหนึ่ง
“เ้าห้ามเลือกกิน ท่านลุงฉือกำชับข้ามาแเเล้ว ว่าให้ข้าตั้งใจดูแเเลเ้าเื่กิน”
เด็กชายพลันรู้สึกระทมทุกข์ขึ้นมา
วันนี้ฟันก็เพิ่งจะหัก
ทว่าเมื่อเห็นว่าพี่โย่วของตนนั่งลงกินข้าวอย่างว่าง่าย
ก็เตรียมตัวจะเขียนจดหมายไประบายกับเสด็จพ่อของตน
อาลู่แเเละรอยยิ้มอบอุ่นปลอม ๆ บนใบหน้าปรากฏขึ้นตามความเคยชิน ยามที่เขากำลังหันซ้ายหันขวาาเพื่อสำรวจบริเวณรอบๆ ท่าทางของเขานั้นดูราวกับเป็บว่าเป้นนักเรียนศิษย์เก่าของสำนักเชินอย่างไรอย่างนั้น
เขาพบว่าท่าทางของศิษย์นักเรียนใหม่แเเละศิษย์นักเรียนเก่าในสำนักนั้นแเเตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดชัดเจน อีกทั้งระหว่างศิษย์นักเรียนเก่านั้นก็มีการแเเบ่งพรรคแเเบ่งพวกเป็กลุ่่ม ๆ กันอย่างชัดเจนเช่นกัน
ที่ร่ำลือกันว่าสำนักเชินนั้นยุติธรรมไม่มีการแเเบ่งชนชั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยยุติธรรมดังที่เคยกล่าวไว้่ว่า ทั้งภายในสำนักก็ไม่ได้สามัคคีถึงกันถึงเพียงนั้น
เมื่อเขานั่งลงกินข้าว ก็เห็้นว่าชามข้าวของตนนั้นอยู่ดี ๆ ก็มีผักเพิ่มขึ้นมา เขาก็รู้ทันทีว่าเป็้นน้องสาวที่คีบมาใส่
มีเพียงยามอยู่ต่อหน้าเ้าเด็กอ้วนเท่านั้นที่น้องสาวจะดูเคร่งขรึมขึ้นมา ส่วนยามอยู่ต่อหน้าเขานั้นมีแต่จะทำตัวปลิ้นปล้อนเช่นนี้
แต่ต่อให้เป็เช่นนี้ ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นมากมายเช่นนี้ เขาก็ทำใจตำหนินางไม่ลงอยู่ดี เพราะอย่างเช่นนั้นผักที่นางคีบมาใส่ชามของเขา เขาก็ทำได้แต่ต้องกินลงไป
อาสวินมองท่าทางของเฉินโย่ว เแววตาก็ขรึมลง คนที่เฉินโย่วสนิทสนมที่สุดก็ยังคงเป็พี่ลู่ ไม่ใช่เขา……
ความจริงแเเล้วเขาก็คิดมากเกินไป เขานั้นกินอาหารได้น้อย ทั้งยังเลือกกิน ทั้งอาหารในชามกว่าครึ่งก็แเเบ่งให้เสี่ยวอู่ เฉินโย่วนั้นมีคุณธรรมไม่อยากจะเพิ่มภาระให้พี่สวิน จึงได้คีบผักให้พี่ชายแเเทน
ส่วนที่ไม่ให้พี่อู่นั้นเพราะพี่อู่อยู่ไกลเกินไป นางนั้นี้เีจะออกแเเรง
ยามที่เฉินโย่วคีบผักอยู่นั้น หยินสงก็นั่งอยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นท่าทางของเฉินโย่ว เด็กหนุ่มก็จ้อางเขม็ง
ในใจรู้สึกทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ แเเละผิดหวังในคราเดียวกัน
คนที่เขาเคยฝันถึงมานับร้อยนับพันครั้ง ยังคงมีชีวิตที่ดี
ทั้งยังดูเหมือนจะดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ
นางตัวสูงขึ้น ทั้งยังงดงามขึ้น ทั้งยังแเเต่งกายเป็้นบุรุษเข้ามาเรียนในสำนักเชิน
จ้งหรูพาสหายร่วมห้องของตนมากินข้าว ก็เห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังจ้องมองไปยังที่ไกลๆ ด้วยสายตาเลื่อนลอย เมื่อเขามองตามสายตาของของหยินสง สายตาก็้ไปหยุดลงที่ฉาวจิ่ว
ฉาวจิ่วเรียนอยู่ชั้นเดียวกับเขา ทั้งยังดวงซวยเหมือนกัน ทว่าฉาวจิ่วนั้นน่าจะโดดเดี่ยวยิ่งกว่า เพราะปกติเขานั้นก็ไม่ได้ติดต่อกับใครเท่าไร ทว่าบัดนี้ฉาวจิ่วกลับดูมีท่าทีสนิทสนมกับคนอื่นขึ้นมาแล้วได้
จ้งหรูยังคิดว่าสหายร่วมห้องของเขานั้นจะต้องใหน้าตาอัปลักษณ์ของฉาวจิ่วเสียแเเล้ว ทั้งนี้ในฐานะของบัณฑิตนักเรียนสำนักเชิน เขาก็มีหน้าที่ต้องช่วยอธิบายเื่นี้
“เขาคือฉาวจิ่ว เป็บัณฑิตนักเรียนของสำนักเชิน ทั้งยังสอบได้เป็อันดับยที่สามของสำนัก เขานั้นมีความรู้กว้างขวางนัก ทว่าชีวิตกลับไม่ราบรื่นเท่าใด ถึงกระนั้นเขาก็เป็คนดีคนหนึ่ง ต่อไปหากเ้ามีปัะญหาอะไรก็สามารถขอให้เขาช่วยชี้แเเนะได้ หรือจะเรียกให้เขามาช่วยงานก็ได้ เพียงแเเต่อาจจะต้องจ่ายเงินให้เขา”
“แเเล้วคนที่อยู่ข้างๆ เขาเล่าเป็ใครกัน” หยินสงถามขึ้น
“น่าจะเป็บัณฑิตนักเรียนใหม่เหมือนกันกับเ้า ข้าก็ไม่เคยเห็นมาก่อน” จ้งหรูตอบขึ้น
“ไปกันเถิด ข้าจะพาเ้าไปทำความรู้จักสักเสียหน่อย” จ้งหรูรู้สึกว่าเขานั้นควรจะแเเสดงคุณสมบัติความเป็ศิษย์รุ่นพี่ออกมาสักเสียหน่อย โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมห้องที่รูปงามถึงเพียงนี้
เมืื่อื่อก่อนเขาไม่ได้คลุกคลีกับฉาวจิ่วมากนัก ด้วยเพราะเขานั้นนึกดูถูกฐานะของฉาวจิ่วที่เป็เพียงบุตรของบ่าวรับใช้ ทว่าบัดนี้ถึงอย่างไรก็เป็้นบัณฑิตนักเรียนชั้นเรียนเตรียมความพร้อมด้วยกัน ในอนาคตนก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเก่งกว่าใคร
เมื่อได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมา เขาก็เติบโตขึ้นไม่น้อย
หยินสงพยักหน้าดด้วยความตื่นเต้น
ยามลุกขึ้นก็รู้สึกว่ามือเท้าหนักอึ้ง ในหัวคิดขึ้ชชึ้นมาว่าเขาควรจะออกวิ่งไปหาเฉินโย่วแเเล้วถามนางเยดีหรือไม่ว่าดีใจที่ได้พบเขาหรือรึเปล่า ตื่นเต้นหรือไม่่
ในโรงอาหารมีคนมากมายนัก
ทว่าหยินสงกลับไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา เขาเห็นเพียงแเเค่เฉินโย่วเท่านั้น
เห็นว่านางนั้นกำลังกินข้าวอยู่ ท่าทางยามตักข้าวเข้าปากก็ยังดูงดงามนัก
ผมของนางยาวแเเล้ว ไม่ได้ชี้เป็ลูกนกเช่นดังเดิม บัดนี้กลับดูเหมือนคนอื่นๆ ที่มีผมยาวประบ่า ทั้งยังตัดแเเต่งเรียบร้อย
ทั้งบนหน้าผากนั้นยังมีไรผมแบบคนงาม
ทั้งยามที่กินข้าวแล้วหันไปมสนทนาหัวเราะคิกคักกับคนด้านข้าง รอยยิ้มของนางนั้นทำให้นางดูเบิกบานน่ามองเหลือเกิน
หัวใจของหยินสงเต้นระรัวจนแเเทบจะทะลุอออกมาจากอก ยิ่งเดินเข้าไปใกล้นางก็ยิ่งเต้นแเเรงขึ้น
จ้งหรูพาหยินสงมาหยุดลงตรงหน้าฉาวจิ่ว
ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรเขาก็ได้ยินเสียงสหายร่วมห้องของเขากล่าวขึ้นมาอย่างหวั่น ๆ “เฉินโย่วใช่หรือไม่”
เฉินโย่วกำลังจัดการกับอาหารตรงหน้าตนด้วยความรวดเร็ว เพราะด้วยชีวิิตบนูเานั้นเริ่มจะกดีขึ้นมา ความอยากอาหารของนางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทว่าอาหารในสำนักเชินนั้นไม่นับว่ารสชาติดี นางจึงได้แเเต่รีบกินด้วยความรวดเร็วเท่านั้น
ยามที่หยินส่งเอ่ยนามนางขึ้นมา นางยังก้มหน้าก้มตยาตัยักข้าวเข้าปากจนแเเก้มตุ่ย
คนยามกินอาหารอยู่นั้น เหมือนว่าสมองจะพลอยทำงานช้าลง จึงทำให้จำไม่ได้แเเม้แเเต่น้อยว่าคนตรงหน้านั้นเป็ใคร
เฉินโย่วนั้นเคยพบกับหยินสงเพียงครั้งเดียว อีกทั้งนางเพียงแเเค่บังเอิญช่วยเขาไว้ จากนั้นก็เดินหมากกับเขาตาหนึ่ง เขาทั้งตานั้นยังยังแเเพ้นางอีกด้วย แเเถมยังไม่ยอมใช้หนี้พนัน ทว่าก็นับว่าเป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้น ต่อมายังมีกองทัพจิงบุกเข้ามาอีก เื่นี้จึงกลายเป็เพียงเื่เล็กเสียยิ่งกว่าเล็ก
ช่างแเเสนไกล
ดังนั้นนางจึงมองหยินสงด้วยแเเววตางงงวย
หยินสงเห็นแก้มป่องๆ ของนางก็รู้สึกว่าน่ารักเสียตชจนอยากจะเข้าสไปจิ้มสักหนทีสองหนที
ทว่าเมื่อเห็นแเเววตางงงวยของเฉินโย่ว ก็รู้สึกแหลกสลายขึ้นมา
คนที่เขาเฝ้าคิดถึงตลอดเวลา ยามบัดนี้กลับจำเขาไม่ได้เสียแเเล้ว
ใบหน้าคล้ายสตรีนั้นพลันแเเดงก่ำำ่ ทั้งยังดูราวกับกำลังจะปล่อยโฮในไม่ช้า
เดิมทีเขาก็ดูคล้ายสตรีอยู่แเเล้ว ยิ่งทำท่าทางเช่นนี้ ก็ยิ่งดูคล้ายสตรีเข้าไปใหญ่
“เฉินโย่ว เ้าลืมข้าแเเล้วหรือ ยามอยู่ที่ตลาดไป๋กู่ เ้าเคยช่วยข้าเอาไว้” หยินสงแเเม้จะอยากร้องไห้ แต่ก็ เเต่ก้ยังคงกลั้นเอาไว้ แเเละอธิบายให้เฉินโย่วฟังด้วยเหตุผล
เฉินโย่วค่อยๆ กลืนข้าวคำโตที่อมอยู่ในปากอย่างยากลำบาก
จากนั้นจึงถอนหายใจ
“ข้าคิดออกแล้ว เ้าคือคนนั้น... คนไหนนะ” เฉินโย่วหันไปขอความช่วยเหลือจากพี่อู่ด้วย ตอนนั้นพี่อู่ก็ตามมา
เสี่ยวอู่เป็้นคนความคิดเรียบง่าย จำอะไรก็จำแบบเรียบง่าย จึงได้เอ่ยปากขึ้นทันที “ เด็กสาวที่เ้าช่วยไว้อย่างไรเล่า”
หยินสงพลันหน้าแเเดงขึ้นมา เขาไม่ใช่สตรีเสียหน่อย จ้งหรูที่เดิมทีกำลังจูงมือหยินสงอยู่ก็พลันปล่อยมือเขาทันที ในใจคิดว่าเ้าเด็กนี่คือสตรีแเเต่งตัวเป็บุรุษจริงๆ ด้วย……
ในชีวิตคนเราเื่ที่ทำใจได้ยากที่สุด คือคนที่เรารักที่สุดนั้นจำไม่ได้แเเม้กระทั่งชื่อของเรา
หยินสงกระทืบเท้าครั้งทีหนึ่ง ก่อนจะหมุนกายวิ่งจากไปทันที
คนที่ยังเหลือในโรงอาหารพลันเอ็ดตะโรพร้อมกัน “ตามไปเร็ว ตามไปเร็ว”
เฉินโย่วรู้สึกงงงวยขึ้นมาว่า คนเหล่านี้กำลังบอกให้นางวิ่งตามไปหรือ
จากนั้นทุกคนจึงได้เห็้นบัณฑิตนักเรียนใหม่คนนี้กำลังดึงแเเส้ซ่ออกมาจากเอวของตน สายตาทุกคนพลันจับจ้องตามแเเส้ซ่นั้นไป ก็เห็นว่าเขานั้นสะบัดแส้ใส่เเซ่ใ่เ้าเด็กที่เพิ่งจะวิ่งหนีไปคราหนึ่ง ครู่เดียวก็ลากเขากลับมาได้แเเล้ว
ร่างนั้นหมุนติ้ว ๆ กลับมา
ชุดยามชุดสีฟ้าอ่อนพลิ้วริ้วไปมา ยิ่งดูก็้ยิ่งน่ามอง
เช่นเดียวกันกลับคราวที่แเเล้วที่นางเคยช่วยหยินสงเอาไว้ ร่างของหยินสงเมื่อหยุดลงแเเล้วก็ร่วงลงไปกองกับพื้น
เฉินโย่วจึงนึกเื่นั้นขึ้นได้
“ข้าคิดออกแล้ว เ้ามีนามว่าหยินสง”
หยินสงที่ถูกลากงกลับมาก็ทั้งใแเเละดีใจ รีบกล่าวกับเฉินโย่วก็รีบกล่าวว่า “คราที่แเเล้วเ้ายังติดหนี้พนันข้าอยู่ เ้าจชจะต้องจะเป็ม้าให้ข้าขี่”
หยินสง “…”…
