ผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว ที่คนสำคัญในชีวิตทั้งสามคนของอวี้จิ่น ต้องออกเดินทางไปทำหน้าที่ของตนเอง อวี้จิ่นที่มีตำแหน่งสำคัญอยู่ที่เมืองหลวง นางยังคงทำหน้าที่ของตนได้เป็อย่างดี การดูแลพูดคุยกับมารดาและท่านยา เยี่ยมการทำงานของบ่างไพร่ที่ช่วยกันทำแปลงผัก ซึ่งยามนี้ต้นผักหลากหลายชนิดเติบโต จนใกล้จะเก็บมาทำอาหารได้แล้ว
ด้านร้านขายยาสมุนไพรยังคงขายดี ร้านขายสมุนไพรที่ยังเปิดขายอยู่ปรับเปลี่ยนวิธีการ เพื่อให้ร้านของตนยังคงมีรายได้ คือการขอเป็คู่ค้ากับอวี้จิ่น ด้วยการนำสมุนไพรที่รับซื้อมาขายให้กับนางสำหรับนำไปปรุงยา แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็สมุนไพรที่คัดมาอย่างดี หากนางตรวจสอบแล้วว่าไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จะรับซื้อในราคาที่ถูกลงนั่นถือว่ายุติธรรมทั้งสองฝ่าย หรือจะเจรจาเพื่อขอเป็สาขาตามมุมต่าง ๆ ของเมืองหลวง จะได้แบ่งเบาภาระของร้านใหญ่และอวี้จิ่นก็เห็นด้วยเช่นกัน
“เฮ้อ เถ้าแก่เฮ่อเ้าคะ ยามนี้เรามีคู่ค้าที่เป็สาขาในเมืองหลวง ครอบคลุมทุกมุมถนนแล้ว ฉะนั้นยามตรวจสมุดบัญชีต้องรอบคอบกว่าเดิม อย่าได้มองข้ามแม้จุดเล็ก ๆ เด็ดขาดนะเ้าคะ หากมีจุดใดน่าสงสัยอย่าได้ปล่อยผ่านเด็ดขาด ท่านให้คนไปรายงานกับข้าได้ทุกเมื่อเ้าค่ะ”
“ขอรับคุณหนูเจียง ข้ากับอาเหมาจะช่วยตรวจอย่างละเอียด หากพบจุดที่มีปัญหาจะรีบขอความช่วยเหลือทันทีขอรับ” เถ้าแก่เฮ่อที่ยามนี้หน้าตาสดใส ทำงานอย่างมีความสุขหลังจากหมดสิ้นตระกูลเฝิง รับปากกับอวี้จิ่นอย่างแข็งขัน
“เ้าค่ะ ส่วนเื่ยาที่จะส่งให้ร้านสาขา รบกวนเถ้าแก่เฮ่อนับจำนวนและจดไว้ เมื่อปรุงยาเสร็จข้าจะให้พ่อบ้านเจียง และบ่าวไพร่ในจวนนำไปส่งให้พวกเขาเองเ้าค่ะ” อวี้จิ่นอยากให้เถ้าแก่เฮ่อคอยดูแลอยู่ที่ร้าน มากกว่าต้องวิ่งออกไปส่งยากับร้านสาขา
“ได้ขอรับ คุณหนูเจียงวางใจเถิด”
“เช่นนั้นวันนี้เสร็จงานแล้วข้าขอตัวกลับจวนก่อนนะเ้าคะ”
“ข้าเดินไปส่งคุณหนูที่รถม้านะขอรับ เชิญคุณหนูเจียง”
เมื่อเดินลงมาจากชั้นสองอวี้จิ่นส่งยิ้มทักทายชาวบ้าน รวมถึงลูกค้าคนอื่น ๆ ที่มาซื้อยาบำรุงที่ขายดีมาก มีบางส่วนที่มาตรวจรักษาอาการป่วย ทุกคนล้วนให้เกียรติและเคารพอวี้จิ่น และกล่าวทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบบ้างเป็ครั้งคราว
แต่เป็สัจจธรรมของมนุษย์ เมื่อมีคนรักย่อมมีคนเกลียด และคิดแผนการทุกทางที่จะทำลาย เพื่อตนเองได้รับผลประโยชน์จนลืมไปว่า คนที่ตนกำลังคิดจะยืมมือชาวบ้าน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงนั้นมีความสามารถเป็ที่ประจักษ์เพียงใด
ณ จวนเศรษฐีม่ายจิ่นกวาง ในอำเภออันชิง
ภายในเรือนของบุตรสาวคนโตของตระกูล มีเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นของผู้เป็มารดา และความโศกเศร้าเสียใจจากบิดาและน้องชาย เมื่อม่ายจิ่นเม่ยที่นอนหลับใหลไม่ยอมฟื้น อาการคล้ายกับคุณชายน้อยตระกูลเหลียง แต่สำหรับม่ายจิ่นเม่ยเลวร้ายกว่านั้นมากนัก
“ฮือ ๆ ๆ เม่ยเอ๋อร์ลูกแม่ เหตุใดถึงได้นอนไม่ยอมตื่นเสียทีเล่า ท่านหมอบุตรสาวข้ากินยาของท่านมานับเดือน ทำไมถึงไม่ฟื้นล่ะท่านบอกว่าเป็ยาชั้นดีมิใช่รึ” ซู่ฮูหยินหันมาถามกับท่านหมอซัง ที่สามีของนางยอมให้มาทำการรักษา
“เฮ้อ ซู่ฮูหยินยาของข้าย่อมเป็ยาดี แต่อาการของคุณหนูม่ายหนักเกินไป ทำให้ยาของข้าไม่ได้ผลอย่างที่ควรจะเป็” ท่านหมอซังที่อายุเพิ่งจะเข้าสู่ปีที่สี่สิบ ยังดูดีตามประสาคนเป็หมอที่ไม่ได้ทำงานหนัก
“ท่านหมอซัง ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือท่านจะบอกว่าอาการป่วยของบุตสาวข้า ไม่สามารถรักษาให้หายได้เช่นนั้นรึ?” เศรษฐีม่ายไม่คิดว่าท่านหมอซังจะกล้าพูดคำนี้ ช่างแตกต่างกับยามเข้ามาทำการรักษาจริง ๆ
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าว่าพาพี่หญิงไปรักษาที่เมืองหลวงดีหรือไม่ สหายของข้าเล่าให้ฟังว่ามีร้านสารพัดยา ซึ่งเ้าของก็คือเทพธิดาพยากรณ์และยังเป็ผู้ปรุงยาอีกด้วยขอรับ”
ม่ายจิ่นโซ่วบอกกับบิดามารดาเื่ร้านสารพัดยาของอวี้จิ่น เพราะครอบครัวของสหายส่งคนไปซื้อยามาใช้ และมันได้ผลดีกว่าโรงหมอของที่นี่เสียอีก
“จริงด้วยเ้าค่ะท่านพี่! ข้ามัวแต่กังวลเื่อาการป่วยของเม่ยเอ๋อร์ จนลืมท่านเทพธิดาพยากรณ์ไปได้อย่างไร ท่านพี่พวกเราเตรียมของสักเล็กน้อย และรีบออกเดินทางดีหรือไม่เ้าคะ”
“นั่นสินะ ร้านยาแห่งนี้มีผู้คนพูดถึงกันเป็วงกว้าง แต่พวกเรากลับลืมไปเสียได้ ตกลงพวกเราจะรีบเดินทางเข้าเมืองหลวง อย่างน้อยสามสี่วันก็คงถึงถือว่าโชคดีมาก ที่อำเภออันชิงไม่ได้อยู่ไกลเมืองหลวง พ่อบ้านเ้าไปเตรียมของสำคัญที่ต้องใช้ และรถม้าคันใหญ่อีกสองคันโดยเร็ว ข้าจะออกเดินทางยามอู่ที่กำลังจะถึงทันที” เศรษฐีม่ายทำตาม
ที่ฮูหยินและบุตรชายบอก เพราะตนเองก็ได้ยินเื่นี้มาพอสมควร
“บ่าวจะรีบไปจัดเตรียมทุกอย่างเดี๋ยวนี้ขอรับ” พ่อบ้านรีบถอยออกไปจากเรือนคุณหนูม่าย เพื่อเตรียมสิ่งจำเป็ในการเดินทางไกล
เมื่อเห็นว่าครอบครัวเศรษฐีม่าย ตัดสินใจจะพาบุตรสาวเข้าเมืองหลวง ท่านหมอซังมิได้ห้าม เนื่องจากเชื่อมั่นว่ายาพิษที่ตนเองปรุงออกมา หากไม่ใช่หมอเทวดาก็ไม่สามารถตรวจเจออย่างแน่นอน จึงคิดจะขอติดตามเศรษฐีม่ายเข้าเมืองหลวง เพื่อทำลายชื่อเสียงของร้านสารพัดยา ถ้าที่นั่นไม่สามารถถอนพิษให้กับม่ายจิ่นเม่ยได้
“เอ่อ ท่านเศรษฐีม่ายขอรับ เช่นนั้นข้าจะติดตามพวกท่านเข้าเมืองหลวง จะได้ช่วยดูแลอาการป่วยของคุณหนูม่าย ระหว่างการเดินทางในสามสี่วันนี้ดีหรือไม่ขอรับ” เขาเพียง้ามั่นใจว่าเมื่อเดินทางกลับ ม่ายจิ่นเม่ยจะต้องสิ้นใจกลางทางแน่นอน
“อืม ก็ดีอย่างน้อยจะได้ประคองอาการของเม่ยเอ๋อร์ จนกว่าจะถึงเมืองหลวงก็แล้วกัน ท่านรีบกลับไปเตรียมตัวเถิด” เศรษฐีม่ายคิดดูแล้วก็ตอบอนุญาตให้ท่านหมอซังติดตามไปได้
“ขอรับท่านเศรษฐี”
พอหันหลังกลับออกมาจากเรือนของม่ายจิ่นเม่ย แววตาของท่านหมอซังกลับเปลี่ยนไปดั่งคนอำมหิตเืเย็น และมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยนั่นอีก แต่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเพียงชั่วพริบตา เขาก็กลับมามีแววตาที่ใจดีสำหรับคนที่เป็หมอรักษาคน
เพราะอาการป่วยของบุตรสาวไม่อาจรั้งรอได้ รถม้าคันใหญ่ของตระกูลม่ายทั้งสองคัน จึงวิ่งออกจากอำเภออันชิงในยามอู่ด้วยความเร็ว เพื่อให้บุตรสาวได้รับการรักษาให้เร็วที่สุด
รถม้าของตระกูลม่ายเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองหลวง ต้นยามเฉินของวันที่สี่จุดมุ่งหมายคือร้านสารพัดยา ซึ่งอาเหมากำลังทำการเปิดประตูอยู่ พอดีกับรถม้าคันใหญ่สองคันมาหยุดที่หน้าร้าน เขาจึงต้องหยุดมือไว้เพียงเท่านั้น และรอดูว่าใช่คนจะมาซื้อยาที่ร้านหรือไม่
หลิ่งเผิงคนสนิทของเศรษฐีม่าย ะโลงจากหลังม้าเข้าไปสอบถามกับอาเหมา ที่ยืนรอลูกค้าที่ไม่คุ้นหน้าอยู่เงียบ ๆ
“น้องชาย ๆ อีกนานหรือไม่ที่ท่านหมอจะมาที่ร้าน” คำถามของหลิ่งเผิงฟังแล้วดูเร่งรีบอย่างมาก
“เอ่อ ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้พาคนป่วยมารักษาหรือขอรับ” อาเหมาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ใช่แล้ว ๆ คุณหนูของข้าป่วยมาเกือบหนึ่งเดือน กินยาเข้าไปหลายเทียบแต่ไม่ยอมฟื้นเสียทีน่ะ” หลิ่งเผิงตอบอาเหมาอย่างร้อนใจ
“ไอหยา ดูจะอาการหนักพอสมควรเลยนะ เช่นนั้นท่านพาคุณหนูเข้าไปด้านในห้องตรวจก่อนเถิด ข้าจะให้ลูกจ้างของร้านไปตามท่านหมอเดี๋ยวนี้ขอรับ” อาเหมาได้ฟังอาการก็เข้าใจท่าทีของบุรุษตรงหน้า
หลิ่งเผิงได้ยินคำตอบที่ทำให้รู้สึกโล่งอกไปได้บ้าง จึงกลับไปรายงานกับเศรษฐีม่ายที่นั่งรอบนรถม้าทันที
“นายท่านขอรับ ผู้ดูแลร้านยาให้พาคุณหนูเข้าไปด้านในห้องตรวจ ประเดี๋ยวจะมีคนไปตามท่านหมอมาให้ขอรับ”
“ดี ๆ ๆ เ้าช่วยพาเม่ยเอ๋อร์ลงจากรถม้าที ข้าจะรอรับฮูหยินแล้วตามเข้าไปทีหลัง”
“ขอรับนายท่าน”
อาเหมายืนรอนำทางหลิ่งเผิงที่อุ้มร่างหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้าของนางซีดเซียวไร้สีเืเข้าไปในร้าน เพื่อรอท่านหมอเจิงมาตรวจอาการอีกครั้ง จากนั้นอาเหมาได้ส่งลูกจ้างสองพี่น้องแยกกันไปสองทาง คือหานตงไปตามท่านหมอเจิง ส่วนหานหนี่ว์ไปเชิญอวี้จิ่นมาที่ร้าน สองพี่น้องได้รับคำสั่งจึงรีบวิ่งออกไปด้วยความเร็ว
เพราะจวนตระกูลเจียงอยู่ไกลกว่าบ้านท่านหมอเจิง หานหนี่ว์ถึงได้รายงานเื่คนป่วยแก่อวี้จิ่นทีหลังพี่ชาย
“แฮ่ก ๆ ๆ พะ พะ พี่ชาย รบกวนรายงานคุณหนูเจียงทีเ้าค่ะ ข้าหานหนี่ว์ลูกจ้างร้านสารพัดยา มีเื่ด่วน้าพบคุณหนูเจียงเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
“เื่ด่วนเช่นนั้นรึเ้าตามข้าเข้ามาเถิด ตอนนี้คุณหนูคงรับสำรับเช้าเรียบร้อยแล้วล่ะ” บ่าวที่เฝ้าประตูรีบพาพาหานหนี่ว์ไปพบอวี้จิ่นทันที
พ่อบ้านเจียงที่รอรับคำสั่งอยู่หน้าห้องโถง เห็นว่ามีบ่าวนำหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามา จึงเอ่ยถามเื่ราวเสียก่อน
“เ้าพาผู้ใดเข้ามารึ?”
“เรียนท่านพ่อบ้าน นางบอกว่าเป็ลูกจ้างที่ร้านสารพัดยา ้าพบคุณหนูเป็การด่วนขอรับ”
“ข้าน้อยหานหนี่ว์เ้าค่ะท่านพ่อบ้าน ยามนี้ที่ร้านมีเื่ด่วนมากจริง ๆ พี่อาเหมาถึงให้ข้าน้อยมารายงานคุณหนูเ้าค่ะ”
“อืม งั้นเดินตามข้ามาก็แล้วกัน” พ่อบ้านเจียงเห็นท่าทางรีบร้อนของหานหนี่ว์ ก็คิดว่าที่นางพูดมาน่าจะเป็เื่จริง
พ่อบ้านเจียงเดินนำหานหนี่ว์เข้าไปในห้องโถง ซึ่งยามนี้จางฮูหยินกำลังพูดคุยกับอวี้จิ่นเื่กระเช้าผักเพื่อสุขภาพ
“เรียนคุณหนู มีคนจากร้านสมุนไพรมาขอพบขอรับ”
“ให้เข้ามาเถิดพ่อบ้านเจียงเผื่อว่าที่ร้านมีเื่ด่วนเ้าค่ะ”
“คารวะจางฮูหยินและคุณหนูเจียงเ้าค่ะ”
“หืม หานหนี่ว์หรอกหรือใยมาพบข้าแต่เช้าเช่นนี้เล่า มีอะไรเกิดขึ้นกับที่ร้านสมุนไพรหรือไม่” อวี้จิ่นเห็นว่าเป็ลูกจ้างของตนจริง พลอยคิดไปว่ามีใครมาก่อกวนที่ร้านอีกกระมัง
“ที่ร้านมีคนป่วยมาจากอำเภออันชิง และอาการของนางคล้ายกับคุณชายน้อยเหลียง พี่อาเหมาจึงให้ข้ามาเชิญคุณหนูไปที่ร้าน เผื่อจะมีวิธีช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้เ้าค่ะ”
“แล้วมีใครไปตามท่านหมอเจิงแล้วใช่ไหม”
“พี่หานตงไปตามท่านหมอเจิงที่บ้านแล้วเ้าค่ะ”
“อืม ประเดียวเ้านั่งรถม้าไปกับข้าก็แล้วกัน ท่านแม่ข้าต้องขอตัวไปจัดการเื่งานแล้ว รบกวนท่านแม่บอกท่านย่าด้วย ว่าวันนี้มิได้ไปคารวะท่านย่าที่เรือนเ้าค่ะ” หากหานหนี่ว์มาถึงช้ากว่านี้คงไม่พบอวี้จิ่น
“จ่ะ ๆ ๆ จิ่นเอ๋อร์รีบไปดูคนป่วยเถิด ส่วนท่านย่าย่อมเข้าใจไม่ตำหนิเ้าหรอกลูก” จางฮูหยินว่าตามใจบุตรสาว ยังไม่เท่าผู้เป็ย่าที่ไม่เคยตำหนิหลานสาวผู้นี้สักครั้ง
“เ้าค่ะท่านแม่”
อวี้จิ่นลุกขึ้นย่อตัวทำความเคารพมารดา จากนั้นเดินนำหานหนี่ว์พร้อมด้วยเฟยอินออกจากห้องโถง ส่วนตงลู่นั้นไปจัดการเตรียมรถม้ารออยู่หน้าจวน พอก้าวเท้าพ้นธรณีประตูก็ขึ้นรถม้าต่อทันที
ด้านในห้องตรวจอาการคนป่วย อาเหมายกน้ำชามาต้อนรับเศรษฐีม่ายและครอบครัว นอกจากนี้ยังพยายามช่วยพูดปลอบใจ ท่านหมอซังที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างกับลูกน้อง ได้ยินคำพูดของอาเหมาก็นึกหมั่นไส้เสียเหลือเกิน จนกระทั่งเห็นท่านหมอเจิงลุกขึ้นยืนพร้อมส่ายหน้าไปมา ท่านหมอซังถึงได้กล่าวขึ้นอย่างดูแคลน
“เฮ้อ...”
“ท่านหมออาการของบุตรสาวข้าเป็อย่างไรบ้าง พอจะมีทางรักษานางหรือไม่ขอรับ ไม่ว่าค่ายาจะแพงแค่ไหนข้ายินดีจ่ายนะท่านหมอ” เศรษฐีม่ายถามท่านหมอเจิงอย่างลนลาน
“หึ ถอนหายใจเช่นนี้จะเป็อย่างไรได้เล่า ข้าว่าที่ผู้คนชื่นชมคงเป็การสร้างเื่ เพื่อเรียกลูกค้ามาซื้อยาเสียมากกว่า” ท่านหมอซังเอ่ยคำพูดอย่างดูถูก
“ไม่ทราบว่าเ้าเป็ญาติฝ่ายไหนของคนป่วยรึ บิดาของคนป่วยถามข้ายังไม่ทันได้ตอบ เ้าก็สอดปากดูถูกชื่อเสียงอันดีงามของที่นี่” ท่านหมอเจิงหันไปต่อว่าท่านหมอซัง ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนป่วย
“สรุปว่าอย่างไรเ้ารักษาคุณหนูม่ายได้หรือไม่เล่า” ท่านหมอซังยังไม่ยอมแพ้ และรู้สึกโล่งอกที่หมอของร้านสมุนไพร ก็ไม่สามารถตรวจพบยาพิษของตน
“ข้ายอมรับว่าตัวข้าเองไม่สามารถรักษาคุณหนูม่ายดะ...”
“ได้ยินหรือยังท่านเศรษฐีม่าย หมอของร้านนี้ยอมรับออกมาเอง ว่าไม่มีความสามารถรักษาคุณหนูม่ายได้” ท่านหมอซังพูดแทรกทันควัน
แต่ชื่อเสียงอันดีงามที่อวี้จิ่นสร้างมากับมือ จะเสื่อมเสียเพราะหมอปากสุนัขนี้ที่พูดเสียงดัง เรียกความสนใจของชาวบ้านที่มาซื้อยา จนเริ่มมีคนหยุดฟังเื่ราวหลายคนได้อย่างไร คนที่ชอบมาก่อกวนที่ร้านยาสมุนไพร ส่วนใหญ่จะเป็คนที่มีความติดตัว สำหรับครั้งนี้ก็เช่นกัน ท่านหมอซังผู้มั่นหน้าในยาพิษของตนนักหนา จะต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสมจากอวี้จิ่นอย่างแน่นอน
