อีกด้านหนึ่งไม่ไกลจากตำแหน่งของกลุ่มตระกูลโบราณ มีร่างของเหล่าเยาวชนกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้เข้าร่วมสำรวจอย่างดุเดือด
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือฉินเหวินเทียนที่มีกระบี่สีเงินและกำลังกวัดแกว่งร่ายรำในสนามรบราวกับเป็ขุนศึกผู้เกรียงไกรที่สามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย
แม้แต่มู่เทียนเฉิงและเย่ซ่งเองต่างก็ได้เผชิญหน้ากับกลุ่มขนาดกลางโดยมีสามคนที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มของสิบคนอย่างไม่ย่อท้อ
แต่สุดท้ายผ่านไปเพียงไม่นานผู้ที่ยืนอยู่คนสุดท้ายคือฉินเหวินเทียนที่หอบหายใจอย่างหนัก ร่างของเขาชโลมไปด้วยเหงื่อและมองเห็นความอ่อนล้าบนใบหน้า รอบกายของเขาคือเหล่าผู้เข้าสำรวจที่หมดสติไปและไร้หนทางต่อสู้อีกต่อไป
มู่เทียนเฉิงรีบเข้ามาดูอาการของฉินเหวินเทียนทันที "เหวินเทียน เ้าเป็อย่างไรบ้าง?"
ฉินเหวินเทียนที่มีสีหน้าซีดขาวพยายามส่ายหน้าเบาๆ "ข้าไม่เป็ไร"
จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยดวงตาเปล่งประกาย "และอีกอย่างข้ามีความรู้สึกว่ากำลังจะพัฒนาอีกครั้ง ข้าจะหาคู่ต่อสู้อีกสักระยะจนกว่าข้าจะทะลวงผ่านเข้าสู่ปราณ์ให้ได้"
ในขณะที่มู่เทียนเฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่จู่ๆหางตาของฉินเหวินเทียนก็ประสบเข้ากับวัตถุบางอย่างที่สะท้อนแสงในระยะไกล เขารีบตรงไปยังวัตถุนั้นอย่างระมัดระวัง
ปรากฏว่าวัตถุนั้นคือตราทองแดงทรงกลมที่มีจั่วแหลมขึ้นไป้าที่มีขนาดพอดีมือ
ฉินเหวินเทียนหยิบวัตถุชิ้นนั้นขึ้นมาก่อนที่จู่ๆจะมีแสงสีม่วงส่องประกายเจิดจ้า แสงสีม่วงนั้นพุ่งเข้าสู่กลางขม่อมของเขาอย่างฉับพลัน
ในวินาทีนั้นดวงตาที่สดใสของฉินเหวินเทียนแปรเปลี่ยนเป็หมองหม่น ก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดลงและหมดสติไปต่อหน้าของมู่เทียนเฉิงและเย่ซ่งที่มีสีหน้าตื่นตระหนก
.
.
.
ไป๋เฉินใช้เวลาลงสู่ชั้นใต้ดินด้วยบันไดและเส้นทางที่มืดมิด จนกระทั่งไปถึงปลายทางที่ซึ่งเป็ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่มีประตูเหล็กบานหนาปิดไว้
เขาไม่รอและค่อยๆเปิดประตูอย่างระมัดระวัง ฉากที่เผยให้เห็นภายในนั้นมีเพียงชั้นวางและมีตำราเก่าแก่มากมายเรียงตามหมวดหมู่
จากนั้นมารเก้าเนตรก็กล่าวขึ้น "ตำราทั้งหมดนี้คือองค์ความรู้ที่ข้าได้รับมาจากนิกายที่ข้าทำลายล้างไปในอดีต แต่มีบางส่วนที่ทวีปนี้ไม่สามารถมาใช้ร่วมกันได้ แต่ยังมีบางอย่างเฉกเช่นทักษะการปรุงโอสถที่ครอบคลุมที่เ้าสามารถนำไปต่อยอดได้"
"ทักษะการปรุงโอสถ?" แม้นจะสงสัยแต่ไป๋เฉินก็สุ่มหยิบตำราเก่าแก่ขึ้นมาหนึ่งเล่มก่อนจะพลิกไปพลิกมาพลางปราดตามองผ่านๆ
ก่อนที่มารเก้าเนตรจะตอบกลับมาว่า "ถูกต้อง การเดินทางย่อมมีาแและอาจจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เ้าไม่มีเวลาเพียงพอในการฟื้นฟูปราณ ดังนั้นตำราความรู้ในที่แห่งนี้จะคอยช่วยเหลือเ้าในตลอดเส้นทางนี้"
ไป๋เฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะหอบเอาตำราโบราณเข้าสู่แหวนมิติก่อนจะถามกลับไป "มีเพียงแค่นี้ใช่หรือไม่?"
"ถูกต้อง แต่หลังจากนี้จะเป็ของจริง เ้าจงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการต่อสู้" เสียงที่จริงจังของมารเก้าเนตรกล่าวเตือน
ริมฝีปากที่เรียบเฉยของไป๋เฉินขดเป็รอยยิ้ม "ไปกันเถอะ ข้าเองก็อยากจะต่อสู้ใจจะขาดแล้ว"
.
.
.
~ ใจกลางอาณาจักรลับ ~
พื้นที่โล่งแจ้งมีกลุ่มคนมากมายยืนเรียงรายรวมกันเป็กลุ่ม ซึ่งตรงหน้าของพวกเขาคือประตูบานใหญ่สี่บานที่มีความสูง 20 ฟุต!
หนึ่งในนั้นคือเซี่ยหยวนไป๋ที่ยืนกอดอกพร้อมกับเฉินตงและซูหวินพร้อมทั้งเจิ้นหลงเหวินที่กำลังนั่งลงเข้าสู่ฌาณราวกับกำลังรักษาอาการาเ็
ทว่านอกเสียจากพวกเขาแล้วยังมีอีกหลายคนที่รออยู่ห่างๆเพราะความหวาดกลัว
จู่ๆกลับมีเงาสีขาวพลันปรากฏขึ้นไม่ไกล นั่นคือร่างของเหยาชิงเฉิงที่มีเืชโลมชุดสีขาวที่เดินออกมาจากมุมๆหนึ่งด้วยสีหน้าหวาดระแวง
เฉินตงรีบวิ่งเข้าไปดูก็เห็นว่าเป็เหยาชิงเฉิงที่คุ้นเคย แต่เมื่อเห็นสภาพอิดโรยของนางแล้วมันเองก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ "นางเซียนน้อยเกิดอะไรขึ้นกับเ้า?"
ทว่าเหยาชิงเฉิงกลับกัดฟันด้วยสีหน้าเดือดดาล "จะเป็ใครไปได้อีกหากไม่ใช่ไป๋เฉิน!"
"ไป๋เฉิน? มันอีกแล้วงั้นหรือ!?" เซี่ยหยวนไป๋ที่บังเอิญได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟัน
แต่ในใจของมันรู้สึกหวั่นไหวอย่างไรชอบกล
ก่อนหน้านี้เฉินตงและเจิ้นหลงเหวินได้เตือนมันมิให้ไปยุ่งกับไป๋เฉินก็จริง แน่นอนว่ามันไม่เชื่อเพราะเฉินตงและเจิ้นหลงเหวินกลับออกมาโดยไม่ได้ต่อสู้ แต่สำหรับเหยาชิงเฉิงนางนั้นมีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่ามันอย่างแน่นอนหากมันไม่มีเกาทัณฑ์เทียนเซี่ยมาด้วย
หากเหยาชิงเฉิงต้องตกอยู่ในสภาพนี้ก็คงไม่มีใครในที่แห่งนี้สามารถต่อกรกับไป๋เฉินได้อย่างนั้นหรือ?
จู่ๆเซี่ยหยวนไป๋ก็มองเห็นบางอย่างที่แปลกไปบนร่างของเหยาชิงเฉิง จนมันอดไม่ได้ที่จะต้องถามไถ่ "นางเซียนน้อย แขนของเ้าเป็อะไร?"
แต่เหยาชิงเฉิงส่ายหน้าเบาๆ ดวงตายังคงเลื่อนลอย "ข้าเองก็ไม่ทราบ"
จากนั้นเหยาชิงเฉิงจึงหยิบขวดหยกออกมาก่อนจะเทโอสถและกลืนลงไปเพื่อฟื้นฟูเืที่แขนให้กลับมาเป็ดังเดิม
"ตึก"
"ตึก"
"ตึก"
แต่จู่ๆกลับมีเสียงฝีเท้าเชื่องช้าดังขึ้นจากระยะไกล ดึงดูดทุกสายตาให้หันขวับไปยังทิศทางนั้นโดยพลัน
ภาพที่ปรากฏคือชายหนุ่มชุดสีขาวที่มีใบหน้าธรรมดาเดินอย่างเรียบง่ายด้วยมือที่ไพล่หลัง เขามองซ้ายมองขวาราวกับว่ากำลังเดินอยู่ในสวนหลังบ้าน
ทุกสายตาจ้องมองไปยังทิศทางนั้น มีก็เพียงแต่เหยาชิงเฉิงที่ตัวสั่นด้วยความกลัว นางรีบลุกขึ้นพรวดและหลบไปอยู่ด้านหลังของเฉินตงอย่างไม่กล้าสบตา
ทว่าทุกสายตาที่จ้องมองนั้นมีได้มองเพียงแค่ตัวของไป๋เฉิน แต่ยังมองไล่ลงมาั้แ่หัวจรดเท้าหมายจะมองดูว่าไป๋เฉินได้สมบัติใดๆมาหรือไม่
"พรึ่บ!"
กระแสลมเย็นๆพัดผ่าน เซี่ยหยวนไป๋ะโมาปิดกั้นเส้นทางข้างหน้าไป๋เฉินพร้อมกับผายมือไปข้างหน้าด้วยแววตาเ็า "ไป๋เฉิน ส่งสมบัติที่เ้าได้รับมาให้ข้าแต่โดยดี"
มิใช่เพียงแค่มันเท่านั้นแต่ลูกสมุนของเซี่ยหยวนไป๋ทั้งสี่คนก็ล้อมรอบไป๋เฉินเฉกเช่นเดียวกัน
ดูเหมือนเซี่ยหยวนไป๋จะวางแผนกับพรรคพวกไว้อยู่แล้วว่าหากไป๋เฉินปรากฏตัวขึ้น มันจะเข้าล้อมไป๋เฉินโดยทันที
มองจากภายนอกก็พอจะรับรู้ได้ว่าเซี่ยหยวนไป๋้าจะข่มขู่ไป๋เฉินต่อหน้าคนอื่นๆเท่านั้น
แต่ไป๋เฉินกลับไม่ได้ใส่ใจก่อนจะมาหยุดลงตรงหน้าของเซี่ยหยวนไป๋และห่างกันเพียงสองเมตรเท่านั้น มุมปากของเขาขดเป็รอยยิ้มลึกลับ "นายน้อยเซี่ย ข้าจะให้ตัวเลือกแก่เ้าสองทาง... เ้า้าสมบัติของข้าหรือ้ากุญแจสู่อาณาจักรลับ?"
เมื่อได้ยินประโยคของไป๋เฉิน ฝูงชนทั้งหลายที่ได้ยินก็หูผึ่ง ไม่เว้นแม้แต่ซูหวินเองก็เช่นกัน
สีหน้าของเซี่ยหยวนไป๋แสดงออกถึงความสับสน "เป็ไปได้ไหมว่ากุญแจอยู่กับเ้า?"
ไป๋เฉินส่ายหน้าเบาๆ "กุญแจไม่ได้อยู่กับข้า แต่ข้ารู้ว่ากุญแจของเหยาชิงเฉิงนั้นอยู่ที่ใคร"
"โอ้? แล้วกุญแจนั้นอยู่กับใคร?" เซี่ยหยวนไป๋ถามอย่างเยาะเย้ย มันรู้ดีว่าไม่มีใครถือครองกุญแจของเหยาชิงเฉิงเพราะมหาอำนาจทั้งสามเองก็ได้ตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว
จู่ๆมุมปากของไป๋เฉินขดเป็รอยยิ้มลึกลับ
ก่อนหน้าที่เขามาจะถึงที่แห่งนี้ มารเก้าเนตรได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการมองว่าผู้ที่ถือครองกุญแจมาว่า
"ใช้เนตรมารมองดูให้รอบๆแล้วเ้าจะรู้ว่าใครเป็ผู้ถือครองกุญแจ หากเ้าเห็นปราณสีเทาวนเวียนรอบๆกายนั่นหมายความว่าคนผู้นั้นไม่มีกุญแจ แต่หากไม่มีพลังงานสีเทาวนเวียนอยู่ คนผู้นั้นคือผู้ถือครองกุญแจ!"
และในยามที่เขาเพิ่งมาถึงและเมื่อเปิดใช้งานเนตรมารก็เป็อย่างที่มารเก้าเนตรว่าไว้ มันมีพลังงานสีเทาคลับคล้ายกับหมอกควันวนเวียนอยู่รอบๆตัวของบุคคลส่วนใหญ่ จนกระทั่งสายตาของเขาปราดมองไปยังรอบๆและจ้องมองดูและเขาพบว่ามีสองคนที่ถือครองกุญแจอยู่ในสถานที่แห่งนี้
เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของฝูงชน ไป๋เฉินหันหลังไปพบเจอกับสามคนที่สวมชุดคลุมสีดำและกำลังชี้ตรงไปยังร่างที่สวมเกราะสีแดงภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของฝูงชน "คนขี้ขโมยผู้นั้น! ข้ารู้ว่าเ้า่ชิงกุญแจอาณาจักรลับจากเหยาชิงเฉิงไป เพราะฉะนั้นจงมอบคืนให้แก่นางเสียเถิด"
และก็เป็ไปอย่างที่คิด เซี่ยหยวนไป๋ เฉินตงและคนอื่นๆต่างก็หน้าถอดสีเมื่อมองไปยังตำแหน่งที่ไป๋เฉินชี้ตรงไป
เพราะพวกมันรู้ดีว่าทิศทางนั้นคือตำแหน่งของหงเหนียงแห่งสำนักวัง์!
ก่อนหน้านี้หลังจากที่ไป๋เฉินรับรู้ว่ากุญแจอยู่กับหงเหนียงหนึ่งดอก ไป๋เฉินก็ได้วางสมมติฐานขึ้นมาโดยทันที
ประการแรก การที่หงเหนียงปิดบังตัวตนเช่นนี้ต้องมีบางอย่างที่พวกนางไม่้าให้คนภายนอกรับรู้
ซึ่งข้อสันนิษฐานของเขาคือหงเหนียง้าสมบัติของจักรพรรดิมารโดยที่ไม่ให้มีผู้ใดรู้ว่ากลุ่มที่คือกลุ่มของสามมหาอำนาจเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
ประการที่สอง หากจะให้เขาคาดเดาโดยสังเขป การที่สามมหาอำนาจร่วมมือกันเช่นนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิหารจักรพรรดิที่ซึ่งไม่ได้ส่งใครออกมาเข้าร่วมสำรวจอาณาจักรลับ
และการชี้เป้าไปยังหงเหนียงนั่นเพื่อให้คนอื่นๆเคลื่อนไหวแทน เพราะเขารู้แน่ชัดว่าตระกูลโบราณที่รู้อยู่แก่ใจว่าคนกลุ่มนั้นคือหงเหนียงจะไม่มีวันเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน!
