ฮวาเหยียนมิได้ขอให้พนักงานเดินมาส่ง นางขึ้นไปที่ชั้นสองด้วยตนเอง อย่างไรเสียนี่ก็มิใช่ครั้งแรกที่นางขึ้นมาบนนี้ นางคุ้นทางคุ้นห้องแล้ว ทันทีที่นางเดินขึ้นมาถึง พลันเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง เขาสวมเสื้อผ้าเนื้อดีสีม่วงอ่อนปักเย็บด้วยด้ายสีเงินลายบุปผาละเอียด ดอกบัวสีขาวขนาดใหญ่ปรากฏบนเนื้อผ้าสีม่วง เข็มขัดเงินรอบเอว และจี้หยกสีเดียวกันที่ห้อยอยู่ข้างเอว ผมดำสนิทยาวสยายถูกครอบด้วยกวานทอง ร่างกายสูงโปร่ง ชุดสีม่วงปลิวไสว เปล่งประกายราวกับจันทราในฤดูใบไม้ร่วง แผดเผาด้วยความสง่างาม มองเพียงแผ่นหลังก็รู้สึกงดงามอย่างหาผู้ใดเปรียบ
ฮวาเหยียนหรี่ตาลง คล้ายมีประกายแห่งความแปลกใจวาบผ่าน...
นางอดไม่ไหว จึงหลุดเป่าปากออกมาหนึ่งเสียง...
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ชายที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างพลันหมุนกายกลับมา
คิ้วตาของฮวาเหยียนเปล่งประกายสว่างวาบ ยามต้องเผชิญหน้ากับดวงตาละเอียดอ่อนของบุรุษผู้นั้น นางพบว่าใบหน้าของเขางดงามยิ่ง องคาพยพทั้งห้าหล่อเหลาเลิศล้ำ ดวงตาสีดำสนิทล้ำลึก มีความเ็าอย่างชัดเจน และปรากฏความหยิ่งผยองอันห่างเหินอยู่ในแววตา
เฮือก
ฮวาเหยียนสะดุ้งใจนผงะ ความชื่นชมและประหลาดใจในแววตาของนางถูกเก็บกลับมาแทบไม่ทัน ใบหน้าของนางถูกแช่แข็งจนนิ่งค้าง นี่มิใช่ตี้หลิงหานผู้เป็ศัตรูของนางหรอกหรือ?
ดวงตาสองคู่สบประสาน ใบหน้าของนางตกตะลึง ส่วนอีกฝ่ายกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง
เมื่อฮวาเหยียนคิดถึงเื่เมื่อครู่ที่นางเป่าปากใส่แผ่นหลังของตี้หลิงหาน พลันอยากจะกัดลิ้นของตนแน่น ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก!
แต่เวลานี้นางมิอาจเปิดเผยท่าทีหวาดกลัวออกไปได้ นางกระแอมไอออกมา ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นไปบนชั้นสองต่อทันที “โอ้ ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร พระองค์ก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือเพคะ?”
ช่างเป็คำทักทายที่น่ากระอักกระอ่วนและแข็งทื่อนัก
ดวงตาที่เฉยชาของตี้หลิงหานขยับไหว คล้ายเขาคิดขึ้นมาได้ว่าเสียงเป่าปากหยอกล้อเมื่อครู่เป็ของผู้ใด จึงได้ยินเขาเปิดปากกล่าวว่า “ไร้ความเป็กุลสตรี”
คำพูดนี้เปี่ยมล้นด้วยความรังเกียจ เป็เหตุให้ฮวาเหยียนเดือดดาลนัก นางสาวเท้ายาวๆ ไปทางตี้หลิงหาน ในใจโมโหแทบตาย นางจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ที่ยืนพิงริมหน้าต่างจะเป็พระเช่นเขา? นางเองก็เกลียดสมองของตนเองที่ถูกแผ่นหลังของเขาล่อลวงเช่นกัน นางลอบด่าตนเองในใจ หรือว่าตนเองจะตาบอดไปแล้ว?
ยามนี้ได้ยินประโยคที่ไม่เย็นไม่ร้อนของตี้หลิงหาน นางพลันรู้สึกว่าแก้มของตนเองร้อนผ่าว จึงรีบโต้กลับทันที “มิใช่เื่ที่พระองค์ต้องมายุ่ง”
ใบหน้าของฮวาเหยียนหยิ่งผยอง นางพ่นลมหายใจเ็า ก่อนจะเดินตรงไปทางเก้าอี้และนั่งลง ตรงหน้ามีถ้วยน้ำชาที่ถูกรินเอาไว้วางอยู่พอดี นางคว้ามันขึ้นมาดื่ม กดข่มความกระอักกระอ่วนในใจตน แต่ผู้ใดจะทราบว่าทันทีที่นางดื่มเข้าไปอึกหนึ่งและยังไม่ทันจะกลืน พลันได้ยินเสียงของตี้หลิงหานที่กล่าวว่า “นั่นเป็แก้วที่เปิ่นกงเพิ่งดื่มไป”
พรูด แค่กๆๆๆ...
ฮวาเหยียนพ่นชาอึกนั้นออกมาทันที นางสำลักจนใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาคลอไปด้วยหยดน้ำ
ท่าทางของตี้หลิงหานเฉยชาไม่แยแส ราวกับว่าเื่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเขา
นั่นทำให้ฮวาเหยียนโกรธจัด นางจ้องเขม็งไปที่ตี้หลิงหานอย่างดุร้าย “ตี้หลิงหาน พระองค์จงใจทำใช่หรือไม่?”
“จงใจอันใด? เปิ่นกงขอให้เ้าดื่มชาถ้วยนั้นหรือ? ถ้วยชามีตั้งมากมาย ไม่รินเองเล่า?”
ใบหน้าของตี้หลิงหานไร้ความรู้สึก เขาถามกลับมาสี่คำ ทิ่มแทงนางจนใบหน้ากลายเป็สีแดงสลับเขียว
ตี้หลิงหานผู้นี้ย่อมมิใช่คนดี ไม่กี่วันก่อนนางเพิ่งช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เพียงหันศีรษะก็ลืมไปหมดเสียแล้ว ทั้งยังประชดประชันนางอีก! ไอ้คนหน้าเนื้อใจเสือ
เมื่อถูกตี้หลิงหานประชดใส่ ฮวาเหยียนย่อมไม่พอใจ ทว่านางกลับเพิกเฉยไม่สนใจเขา ทำเพียงส่งเสียงเย็นว่า “หม่อมฉันชอบดื่มถ้วยนี้ พระองค์ห้ามได้หรือเพคะ?”
ตี้หลิงหานเม้มริมฝีปากแน่น สายตาเ็าจับจ้องมาที่ร่างของนาง “เปิ่นกงไม่ยักรู้ว่าแม่นางมู่ยังมีความยึดติดเช่นนี้อยู่...ก็ใช่ มิเช่นนั้นคงไม่ขโมยแม้แต่ชุดกาน้ำชาและถ้วยชาที่เปิ่นกงใช้เป็ประจำในห้องนอนไป...”
ฮวาเหยียน “...!”
นางต้องอดทน
นางย่อมมองออก ปากของตี้หลิงหานผู้นี้ไม่มีคำพูดดีๆ สักคำ ฮวาเหยียนโมโหจนต้องสะกดกลั้นลมหายใจ ทว่าใบหน้ากลับไม่ปรากฏอารมณ์ใด นางหยัดกายลุกขึ้น เอามือไพล่หลังพลางเดินไปข้างหน้าสองก้าว เข้าใกล้ตี้หลิงหาน คิ้วงามดั่งใบหลิวเลิกขึ้น “ตี้หลิงหาน ทรงพอได้แล้วเพคะ!”
เมื่อเห็นว่าฮวาเหยียนอับอายขายหน้าจนกลายเป็ความโกรธ ในใจของเขาพลันอารมณ์ดี คิ้วตาที่ขมวดแน่นจึงคลายออก “กระบี่ชิงหลงของเปิ่นกงเล่า?”
ฮวาเหยียน “...!”
วันนี้นางมาที่นี่เพื่อขายหน้าโดยเฉพาะ!
เดิมทีนางอยากจะโต้กลับสักสองสามคำ ทว่านางเองก็ไม่มีเหตุผลให้ตอกกลับ และขาดความมั่นใจเล็กน้อย จึงกระแอมไอก่อนกล่าวว่า “หม่อมฉันจะคืนให้ภายในสองสามวันนี้เพคะ”
เมื่อเห็นว่าฮวาเหยียนมิได้เล่นลิ้น ตี้หลิงหานพลันมองหน้าอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ ทว่าพอนางเห็นสายตานี้เข้าก็โมโหขึ้นมาอีกครา จึงจ้องเขม็งกลับมาที่เขาและกล่าวว่า “หม่อมฉันรู้ว่าพระองค์กำลังคิดสิ่งใด พระองค์ทรงคิดว่าเหตุใดหม่อมฉันจึงไม่เล่นลิ้นทว่ากลับยอมรับง่ายๆ ใช่หรือไม่? เฮอะ...ตี้หลิงหาน หม่อมฉันจะบอกให้ว่าพระองค์เป็คนหน้าซื่อใจคด พระองค์ยังมิยอมรับอีก พระองค์จะฟ้องบิดาของหม่อมฉันอยู่แล้ว หม่อมฉันยังกล้าไม่ยอมรับได้อีกหรือเพคะ?”
ฮวาเหยียนเหยียดสายตามองไปที่ตี้หลิงหาน วาจาเต็มไปด้วยถ้อยคำทิ่มแทง
สิ้นเสียงของฮวาเหยียน ตี้หลิงหานไม่เอ่ยปากเป็เวลานาน บรรยากาศความเงียบที่แปลกประหลาดแผ่ปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง ผ่านไปสักพักจึงได้ยินเสียงถอนหายใจจากตี้หลิงหาน “เปิ่นกงแค่คาดไม่ถึง ว่าที่แท้คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่จะเป็คนเช่นนี้”
วาจานี้ น้ำเสียงนี้...
ฮวาเหยียนจ้องมองเขา บุรุษผู้นั้นยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์สาดส่องจากริมหน้าต่าง ร่างของเขาอยู่ห่างจากนาง ฮวาเหยียนฟังน้ำเสียงที่เขากล่าว ไม่ว่าจะฟังอย่างไรล้วนรู้สึกว่ามีความรังเกียจแฝงอยู่
ในใจของฮวาเหยียนมิอาจรับไหว นางลากเท้าเดินไปข้างๆ ตี้หลิงหาน ใบหน้างดงามของนางขมวดเกร็ง ทั้งคิ้วตาเ็าแฝงความหยิ่งผยอง “ย่อมเป็ ‘คนเช่นนี้’ ที่ไม่รู้ว่าช่วยชีวิตของใครไป”
ฮวาเหยียนเน้นเสียงที่คำว่า ‘คนเช่นนี้’
ทว่ากลับเห็นมุมปากของตี้หลิงหานขยับยก คล้ายว่ากำลังคลี่ยิ้มบาง? พริบตาถัดมาพลันได้ยินเขากล่าวว่า “เปิ่นกงแยกบุญคุณความแค้นอย่างชัดเจนเสมอ ทั้งยังเป็ ‘คนเช่นนี้’ อีก บาปบุญคุณโทษก็ย่อมถูกแยกไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน”
น้ำเสียงของเขาเย็นเฉียบ หนาวะเืราวกับน้ำแร่กลางหุบเขา เย็นจนร่างของฮวาเหยียนสั่นเทา ทว่าเขาไม่รอให้ฮวาเหยียนเปิดปาก พลันกล่าวต่อทันทีว่า “เปิ่นกงเข้มงวดในระเบียบวินัยของตนเองมาโดยตลอด อย่างน้อยก็คงไม่เหมือน ‘คนเช่นนี้’ ที่คิดเล็กคิดน้อย โปรดปรานการทำเื่ไก่ขันหมาขโมย [1] ลับหลัง”
ความหมายของตี้หลิงหานนั้นชัดเจนยิ่ง นางลักขโมยทั้งดอกบัวพันปี บังคับจุมพิต ถ่มน้ำลาย หนี้สามล้านตำลึง ลักลอบเข้ามาในจวนไท่จื่อยามวิกาล และไร้ความเคารพต่อเขา ไม่ว่าเื่ใดเขาล้วนจดจำไว้อย่างชัดเจนทั้งสิ้น แค่ช่วยชีวิตเขาไว้หนึ่งครั้ง ขี้คร้านเกินกว่าจะมานั่งซักไซ้ไล่เลียง
ทุกคราที่ฮวาเหยียนฟังตี้หลิงหานกล่าวมาหนึ่งประโยค ไฟในดวงตาของนางก็จะลุกโชนขึ้นมาหนึ่งครั้ง
มารดามันเถิด เหตุใดวันนี้นางถึงต้องดิ้นรนเพื่อมายังหออู๋ิให้ได้เล่า นางมาเพื่อรับข้อกล่าวหาหรือ?
ไก่ขันหมาขโมย?
หมายถึงนางหรือ?
แม้เื่ที่นางทำไม่กี่เื่นั้นจะไร้มาตรฐาน แต่กลับถูกตี้หลิงหานจำกัดความด้วยคำสี่คำนั้น นางยังคงรู้สึกอยากต่อยคนอยู่ดี เข้าใจหรือไม่? ทว่า...
ทั้งร่างของฮวาเหยียนกำลังจะบันดาลโทสะ ทว่าหลังจากพิจารณาถึงพลังในการต่อสู้ของตน จึงค่อยๆ ระงับเพลิงโทสะลงแต่โดยดี สองแขนของนางกอดอก พลางเหลือบตามองตี้หลิงหานอย่างสงสัย “ทำไมหรือเพคะ? องค์รัชทายาทจะทรงคิดบัญชีย้อนหลังกับหม่อมฉันหรือ? มิใช่ว่าพระองค์ตรัสแล้วหรือว่าให้เื่ราวทุกอย่างเป็โมฆะ? ไม่นึกเลยว่าองค์รัชทายาทจะเป็คนพูดกลับไปกลับมา วาจากลับกลอก!”
น้ำเสียงของฮวาเหยียนเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน ทว่าตี้หลิงหานกลับค่อยๆ หันมาสบตากับนางเล็กน้อย “เปิ่นกงพูดจากลับกลอกั้แ่เมื่อใด เพียงอยากกล่าวกับคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ว่า อย่าได้พูดเื่บุญคุณช่วยชีวิตอันใดกับเปิ่นกง ต้องทราบเสียก่อนว่าระหว่างเปิ่นกงกับเ้าได้แลกเปลี่ยนกันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครเป็หนี้ใคร”
เชิงอรรถ
[1] ไก่ขันหมาขโมย 鸡鸣狗盗 (jī míng gǒu dào) หมายถึง พฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อย ความเป็มาคือ ในยุคสมัยจั้นกั๋ว กษัตริย์เมิ่งฉางได้ถูกกษัตริย์ฉินจับกุมตัวไว้ เคราะห์ดีที่มีที่ปรึกษาคนหนึ่งมีความสามารถ ปลอมตัวเป็หมาเข้าไปขโมยเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกขาว ที่เดิมทีได้ถวายให้กับกษัตริย์ฉินไปแล้ว นำกลับมาถวายให้กับสนมที่กษัตริย์ฉินโปรดปรานและให้นางช่วยพูด จึงได้รับการปล่อยตัว และยังอาศัยที่ปรึกษาอีกคน ที่มีความสามารถในการเลียนเสียงไก่ขัน หลอกให้ทหารที่เฝ้าประตูเมืองเปิดประตูให้ จึงได้หนีออกจากเมืองฉินมาได้
