ตะวันตกดิน ดวงจันทร์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า
ย่านเริงรมย์ หอนางโลมมากมายในตรอกมรกตต่างแขวนโคมไฟ แเื่ที่หิวกระหายต่างก็รีบรุดเข้าไปยังหอนางโลมที่คุ้นเคย
“คุณชาย เชิญทางนี้เ้าค่ะ!” เถ้าแก่เนี้ยหลังค่อมโค้งคำนับด้วยรอยยิ้มกว้าง
“บัดซบ คิดถึงอีหนูแทบตายแล้ว!”
หญิงงามแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสันสดใส เผยเรือนร่างเย้ายวนใจ รีบเข้ามาโอบแขนแเื่ และเอาหน้าอกถูไถทันที
แเื่ทุกคนต่างผุดรอยยิ้มแห่งความสุข ไม่ว่าชีวิตปกติจะน่าสังเวชเพียงใด เมื่อได้ยินคำยกยอปอปั้นจากเถ้าแก่เนี้ยและนางโลม ก็ทำให้พวกเขากลับมามีศักดิ์ศรีความเป็ชายอีกครา รู้สึกราวกับอยู่บ้านของตนเอง
ภายในหอนางโลมแต่ละแห่งต่างเต็มไปด้วยเสียงเพลงและเสียงหัวเราะ เป็ภาพแห่งความสุขสันต์
ฝีมือย่อมมีระดับสูงต่ำ หอนางโลมเองก็เช่นกัน
มองไปทั่วทั้งตรอกมรกต หอนางโลมระดับสูงสุดคงต้องยกให้หอจันทร์งาม สาวงามแต่ละคนมีรูปโฉมงดงาม รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น แถมยังมากไปด้วยฝีมือชั้นยอด เป็ที่โปรดปรานของแเื่ยิ่งนัก
ทุกค่ำคืน หน้าประตูหอจันทร์งามจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน กิจการรุ่งเรืองยิ่งนัก
ค่ำคืนนี้ก็เช่นกัน ประตูเพิ่งเปิด โต๊ะทุกตัวภายในหอต่างก็ถูกแเื่จับจองแล้ว ข้างกายแเื่ทุกคนมีนางโลมนั่งอยู่เคียงข้างอย่างน้อยหนึ่งคน ส่วนแเื่กระเป๋าหนักมักจะชอบมีนางโลมประกบซ้ายขวา
พวกเขาดื่มสุรา เล่นทอยลูกเต๋า เรือนร่างแนบชิด ทุกคนล้วนมีเื่ให้ทำในหอจันทร์งาม
ทันใดนั้นก็มีคนะโขึ้นว่า “แขกพิเศษมาแล้ว!”
นางโลมทุกคนราวกับต้องมนตร์สะกด ทิ้งแเื่ที่อยู่ข้างกาย วิ่งกรูกันไปที่ธรณีทันใด
แเื่ทุกคนต่างก็ยืดคอ อยากรู้ว่าแขกพิเศษผู้นี้เป็ใครกันแน่ ถึงขนาดทำให้เหล่าแม่นางงามงดในอ้อมแขนคลั่งไคล้ได้ขนาดนี้
เดิมทีคิดว่าจะเป็ผู้วิเศษสามหัวหกแขน หรือไม่ก็วาณิชผู้มั่งคั่ง แต่ใครจะคิดว่าคนที่ปรากฏตัวที่ประตูจะเป็ภิกษุวัยกลางคนไปได้!
เห็นเพียงศีรษะโล้นเลี่ยน แต่งกายเรียบง่าย ที่คอมีลูกประคำเม็ดขนาดเท่าลูกท้อห้อยอยู่
หากจะเปรียบแเื่คนอื่นว่าเป็ดวงจันทร์ที่ถูกรายล้อมด้วยดวงดารา ภิกษุรูปนี้ก็เปรียบเสมือนได้รับความรักใคร่จากผู้คนนับพัน นางโลมทุกคนต่างก็รุมล้อมเอาอกเอาใจกลัวว่าจะไม่ได้เสวนา
ตามหลักเหตุผลแล้ว ภิกษุรูปนี้ไม่น่าจะเป็ที่นิยมด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ภิกษุมาปรากฏตัวในหอนางโลมเช่นนี้จะเหมาะสมหรือ
ไม่นานแเื่ทุกคนก็เข้าใจเหตุผลที่ภิกษุรูปนี้เป็ที่นิยม ท่านยกยิ้มก่อนจะหยิบถุงผ้าออกมา ด้านในส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
เมื่อภิกษุรูปนั้นชักมือออกมาจากถุงผ้า ในมือเต็มไปด้วยปิ่นปักผมทองคำและเงินอันมีค่า ดวงตาของนางโลมทุกคนต่างก็เป็ประกาย จ้องทรัพย์สมบัติไม่วางตา
ภิกษุรูปนั้นโปรยปิ่นปักผมทองคำและเงินขึ้นไปบนอากาศ แล้วเอ่ยเสียงดังว่า “ทรัพย์สมบัติไร้ค่าสำหรับอาตมา เอาไปเถิด!”
ปิ่นปักผมทองคำและเงินร่วงหล่นลงมาประดุจสายฝน ทุกคนก้มลงแย่งชิงกันราวกับคนบ้า แน่นอนว่านั่นคือเงินทอง
ภิกษุรูปนั้นยังรู้สึกไม่สะใจ จึงโปรยเงินทองต่อไปจนกระทั่งในถุงมิเหลืออะไรอยู่เลยจึงหยุดลง
แเื่คนอื่นๆ ต่างก็ขมวดคิ้ว คิดในใจว่ามีใครบ้างที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นนี้ มีคนผู้หนึ่งไม่พอใจที่สาวงามข้างกายตนผละจากไป จึงดื่มเหล้าอย่างหัวเสีย แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเ็าว่า “ภิกษุมาหอนางโลมเช่นนั้นหรือ ไม่กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะเอารึ”
ถึงแม้จะเสียงสูดจะแ่เบา แต่ภิกษุผู้หูไวก็ยังได้ยิน
ภิกษุกวาดตามองอีกฝ่าย พบว่าอีกฝ่ายหนวดเคราเกลี้ยงเกลา น้ำเสียงแหลมเล็กราวกับสตรี จึงหัวเราะลั่น “เป็อะไรไป ขันทีก็ยังมาหอนางโลมได้เลย ทำไมอาตมาจะมาบ้างไม่ได้เล่า”
อีกฝ่ายลูบคางเรียบเนียนของตน สีหน้าเปลี่ยนไปไม่น่าดู เห็นได้ชัดว่าเ้าตัวก็รู้ตัวดีเช่นกัน
เมื่อคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากภิกษุรูปนี้ ก็มิต่างอะไรจากการปรามาส เขาที่โกรธจนหน้าแดงก่ำชี้นิ้วด่าว่า “เ้า...เ้าผิดศีล!”
“อาตมาผิดศีลหรือ” ภิกษุรูปนั้นประหลาดใจ “อาตมาผิดศีลอะไร”
“เ้าเป็ภิกษุยังมาหอนางโลม! แน่นอนว่าต้องผิดศีล!” อีกฝ่ายกล่าวอย่างโมโห
ภิกษุรูปนั้นถามเถ้าแก่เนี้ยที่อยู่ข้างๆ “บอกตามตรง อาตมามาที่นี่ผิดศีลหรือไม่”
เถ้าแก่เนี้ยโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ทุกครั้งที่ท่านมา ก็มาหาสตรีบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงไม่ถือว่าผิดศีล”
ภิกษุรูปนั้นรีบชี้ไปที่เถ้าแก่เนี้ยแล้วบอกกับอีกฝ่ายว่า “เ้าดูสิ อาตมายังฉันมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด!”
“ไร้สาระ! แก้ตัว!” อีกฝ่ายด่าทอ “ภิกษุมาหอนางโลมก็ถือว่าผิดศีลข้อสามแล้ว!”
“ภิกษุห้ามใช้อาวุธ แต่ไม่ได้ห้ามเื่กามรมณ์” ภิกษุรูปนั้นหัวเราะเบาๆ “ยิ่งไปกว่านั้น หากอาตมาไม่สร้างมนุษย์ ต่อไปใครจะเป็ภิกษุ ใครจะเผยแพร่ธรรมะเล่า”
อีกฝ่ายพูดไม่ออก ชั่วขณะหนึ่งก็นึกไม่ออกว่าจะโต้แย้งอย่างไร จึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความอับอาย
สหายที่อยู่ข้างๆพึมพำ “ห้ามใช้อาวุธ แต่ไม่ห้ามเื่อย่างว่าหรือ”
จากนั้นก็ดึงอีกฝ่ายมาแล้วกระซิบข้างหูด้วยความหวาดกลัว “ท่านจี้ผาน พอเถิด ภิกษุรูปนี้ไม่ธรรมดา”
“ข้าจี้ผานก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน!” จี้ผานยังคงเคืองไม่หาย เขาสะบัดแขนเสื้อพลางกล่าว “สกุลจี้ของข้าเป็เ้าของโรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองดอกไม้ไฟ การซื้อขายสมบัติล้ำค่าล้วนขึ้นอยู่กับพวกเรา!”
“เขาเป็นักพรตนะ!”
“แล้วอย่างไรเล่า ต่อให้เป็ปรมาจารย์จากสำนักเล็กๆ เห็นข้าจี้ผานผู้นี้ก็ยังต้องเกรงใจ! ภิกษุรูปนี้นับเป็อะไรได้เล่า”
“ไม่ใช่แบบนั้น...” สหายลดเสียงต่ำลง กลัวว่าภิกษุรูปนั้นจะได้ยินแล้วทำท่าเชือดคอ
สีหน้าจี้ผานพลันเคร่งขรึม ทำท่าเชือดคอเลียนแบบท่าทางของสหายอย่างระมัดระวัง แล้วถามว่า “เป็...แบบนี้หรือ”
สหายพยักหน้าช้าๆ แล้วเอ่ยว่า “เขาชื่ออู่ไฮ่เป็นักพรตหกดารา หนึ่งใน ‘เจ็ดมหาประลัยกัลป์แห่งสี่แคว้น’ ฉายา ‘นักพรตไร้ข้อห้าม’”
จี้ผานรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย ปากแห้งผาก กลืนน้ำลายแล้วเอ่ยว่า “ที่แท้ก็เป็ถึงระดับเจ็ดมหาประลัย...”
ถึงแม้กิจการของเขาจะใหญ่โต แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เป็แค่มนุษย์ธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายมาด้วยเจตนาร้ายและเป็คนโเี้ของฝ่ายมาร
เมื่อเห็นว่าเื่ยังไม่บานปลาย เถ้าแก่เนี้ยจึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย นางขวางหน้าอู่ไฮ่เอาไว้ “เอาละๆ ทุกคนต่างก็มาหาความสุข อย่าทะเลาะกันเลยเ้าค่ะ”
นางกระซิบข้างหูอู่ไฮ่ว่า “ห้องเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เชิญขึ้นไป้าได้เลยเ้าค่ะ”
อู่ไฮ่ถามด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “เป็แม่นางจื่ออวิ๋น นางโลมอันดับหนึ่งของพวกเ้าหรือ”
เถ้าแก่เนี้ยตอบจริงจัง “ที่จริงแล้วเป็ข้าเองเ้าค่ะ”
อู่ไฮ่ตกตะลึง แต่เมื่อเห็นว่าเถ้าแก่เนี้ยอายุสี่สิบต้นๆ แต่ดูแลตัวเองเป็อย่างดี จึงยังคงมีเสน่ห์เต่งตึง อายุจึงเป็เพียงตัวเลขเท่านั้น คิดแล้วเขาก็หัวเราะร่วน “ก็ได้”
“ล้อเล่นน่า” เถ้าแก่เนี้ยกล่าวต่อ “สตรีบริสุทธิ์ที่ท่าน้าก็หายากจริงๆ ขึ้นไปเถิด”
อู่ไฮ่เดินตามเถ้าแก่เนี้ยไปยังห้องลับ เมื่อเปิดประตูห้องก็เห็นสตรีรูปโฉมงดงามสวมอาภรณ์บางเบานอนอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งเท้าคาง ส่วนอีกข้างหนึ่งคลอเคลียภิกษุพลางเอ่ยเสียงหวานเยิ้ม “มาร่วมสนุกกับบ่าวเถิดนะเ้าคะ”
อู่ไฮ่ดีใจยิ่ง “อาตมามาโปรดสัตว์โลกแล้ว”
ประตูปิดลงดังโครม ไม่นานก็มีเสียงครวญครางรัญจวนก็ดังลอดมาจากห้อง
จนกระทั่งยามดึก แม้แต่แมวที่กำลังติดสัดก็หยุดร้องแล้ว นักพรตไร้ข้อห้าม อู่ไฮ่ก็หลับไปบนเรือนร่างของสตรีด้วยความเหนื่อยล้าเช่นกัน
หลับฝันหวานส่งเสียงกรน
สตรีที่ซบอยู่บนอกของเขาลืมตาขึ้น เมื่อเห็นว่าภิกษุรูปนั้นหลับสนิทแล้ว จึงล้วงมือไปหยิบกริชที่ส่องประกายเย็นเยียบจากใต้เตียง ก่อนจะแทงไปที่ภิกษุรูปนั้นโดยไม่ลังเล!
