เล่มที่ 2 บทที่ 51
วางยวี้เอ๋อร์ในห้องเก็บฟืน ทาน้ำมันที่ฝ่าเท้าจากนั้นออกไปทันที
มู่หรงฉิงมองยวี้เอ๋อร์ผู้ซึ่งได้แต่นอนคว่ำอยู่บนหญ้าแห้งบนพื้นและไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ สีหน้าของนางดูวิตกกังวล “ยวี้เอ๋อร์คนดี ทำให้เ้าต้องเดือดร้อนแล้ว เื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้หลักฐานทั้งหมดชี้ถึงเ้า แม้ข้าจะแก้ตัวให้เ้า แต่ข้าก็ไม่อาจต้านทานต่อความดึงดัน ทำตามใจตนเอง โดยไม่รับฟังข้อเสนอของฮูหยินผู้เฒ่าได้...”
หลังจากได้ยินคำพูดของมู่หรงฉิง คลื่นน้ำตาของยวี้เอ๋อร์จึงซัดสาดเพิ่มมากขึ้น นางอยากจะพูดบอกหลายหน แต่เนื่องจากภาวะขาดน้ำ ซ้ำร้ายยังปราศจากเรี่ยวแรงจึงไม่สามารถเอ่ยออกไปได้แม้แต่คำเดียว
“เ้าพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าได้มอบหมายให้สีเอ๋อร์ไปเอายาที่ห้องยาแล้ว อีกสักพักเมื่อเ้าได้ยา เ้าจะรู้สึกดีขึ้นแล้ว” ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดหางตาโดยพยายามปกปิดความเฉยเมยในดวงตาเอาไว้ ทว่าน้ำเสียงเป็ห่วงระคนวิตกกังวลนั้นฟังดูจริงใจเป็อย่างมาก
แม้นางจะส่งคนไปเอายาแล้ว แต่มู่หรงฉิงเชื่อว่า ด้วยความสามารถของปี้เอ๋อร์ หมอประจำจวนจะต้องปฏิเสธการจ่ายยาอย่างแน่นอน
วันนี้ยวี้เอ๋อร์ทำร้ายนาง แค่เฆี่ยนตีและทำให้สองมือของยวี้เอ๋อร์ใช้การไม่ได้ ย่อมไม่อาจขจัดความโกรธได้
นางตั้งใจแล้วว่าจะใช้ประโยชน์จากยวี้เอ๋อร์ในการเข้าหาแม่รองเฉิน นี่นับว่าเป็โอกาสดีมากไม่ใช่หรือ? ตราบใดที่สีเอ๋อร์ไปที่ห้องหมอเพื่อรับยาและถูกปฏิเสธกลับมา นางก็จะเต็มไปด้วยความแค้นเคืองต่อความไม่เป็ธรรม และไปเอายาด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้น ถ้า ‘พบเจอ’ กับแม่รองเฉินระหว่างทางโดยบังเอิญ มันจะไม่ใช่เื่ที่น่าสนุกหรือ?
บางทีแม่รองเฉินอาจใจดีมากพอที่จะให้ยาแก่นาง เพียงแต่ว่ายานั้นจะเป็ยาที่ดีที่ช่วยชีวิตหรือไม่? หรือเป็ยาพิษร้าย? ประเด็นนี้ต้องขึ้นอยู่กับความ้าของมู่หรงฉิงเป็หลัก
ระหว่างพูดก็เห็นสีเอ๋อร์ที่ถูกส่งไปรับยาสาวเท้าเข้ามาอย่างเร่งรีบ ปรากฏว่าเป็ไปตามที่นางคาดการณ์ไว้จริงๆ สีเอ๋อร์กลับมามือเปล่า ขณะเดียวกันสีหน้าของอีกฝ่ายก็ดูโกรธเคืองมากด้วย “ฮูหยินน้อย บ่าวไร้ประโยชน์ บ่าวเอายามาไม่ได้ เ้าหมอตาสุนัขมองคนต่ำต้อยบอกว่า ยาทั้งหมดในบ้านเป็ยาสำหรับเ้านาย เป็บ่าวใช้ยาไม่ได้ แม้จะน้อยนิดก็ตาม โดยเฉพาะยาดีเพื่อรักษาแผลยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
สีเอ๋อร์โกรธครึ่งหนึ่งพลางมองมู่หรงฉิงอย่างกังวลใจครึ่งหนึ่ง เนื่องจากกลัวว่ามู่หรงฉิงจะพลอยโกรธนาง ที่นางไม่สามารถนำยามาได้
สีเอ๋อร์ไม่สามารถนำยามาได้ซึ่งเป็ผลลัพธ์ที่ได้คาดการณ์มาแล้ว และนั่นก็เป็เหตุผลที่นางส่งสีเอ๋อร์ ไปแทนที่จะเป็ปี้เอ๋อร์ นั่นเป็เพราะปี้เอ๋อร์ไม่ได้สนิทสนมกับยวี้เอ๋อร์มากนัก ถ้าปี้เอ๋อร์บ่นอย่างขุ่นเคืองในเวลานี้ ยวี้เอ๋อร์จะต้องสงสัยอย่างแน่นอน
หากส่งแม่นมฟางไปเอายา ด้วยอุปนิสัยที่เคร่งขรึมและความสุขุมของแม่นมฟาง หลังจากกลับมาแม่นมฟางจะต้องทำหน้าสงบและมาขอโทษอย่างเงียบๆ
ในทางตรงกันข้าม สีเอ๋อร์เป็สาวใช้ของเฉินเทียนหยู และวันนี้มู่หรงฉิงอารมณ์เสียเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับยวี้เอ๋อร์ เพื่อเอาใจมู่หรงฉิง สีเอ๋อร์ย่อมต้องบ่นหมอตาสุนัขที่มองคนต่ำต้อย
สำหรับแม่นมจิ่น หลังจากมู่หรงฉิงค้นพบความผิดปกติของแม่นมจิ่น นางคิดแล้วว่าจะต้องตรวจสอบ ดังนั้นนางจึงไม่สามารถปล่อยให้แม่นมจิ่นออกจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียว
ด้วยสาเหตุที่แม่นมจิ่นรักและเอ็นดูยวี้เอ๋อร์ มู่หรงฉิงจึงปล่อยให้แม่นมจิ่นดูแลยวี้เอ๋อร์ตลอดทาง นางจะต้องรู้ให้กระจ่างว่า แม่นมจิ่นในปัจจุบันยังเป็แม่นมที่นับนางเป็เสมือนลูกสาวแท้ๆ อยู่หรือไม่
เมื่อสีเอ๋อร์พูดจบ มู่หรงฉิงคิดว่าแม่นมจิ่นจะต้องเป็คนแรกที่กัดฟันและก่นด่าหมอที่ไม่มีมโนธรรม ทว่านางไม่คาดคิดเลยว่าแม่นมจิ่นกลับแค่บิดผ้าเช็ดหน้า พยายามเช็ดแผลของยวี้เอ๋อร์ในสภาพน้ำตาคลอเบ้า
ปฏิกิริยาของแม่นมจิ่นทำให้มู่หรงฉิงถึงกับประหลาดใจ แม่นมจิ่นไม่ได้วิตกกังวลถึงอาการาเ็ของยวี้เอ๋อร์? เมื่อได้ยินว่าปี้เอ๋อร์บอกว่าไม่มียา แม่นมจิ่นกลับดูไม่วิตกกังวลเลย เป็ไปได้หรือไม่ว่า พวกนางมียาของตัวเอง?
คิดได้ดังนั้น มู่หรงฉิงก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า ยวี้เอ๋อร์สามารถวางยา ‘ทางเลือก’ ต่อแม่นมทั้งสองคน ทั้งยังรู้ ‘คาถาพิศวาส’ คาดว่านางคงจะเข้าใจทักษะทางการแพทย์มากทีเดียว
เฮอะ! ดูเหมือนว่าพวกนางไม่กลัวเพราะมีของพึ่งพิง ฉะนั้นต่อให้จวนเฉินไม่ให้ยาแก่พวกนาง ถึงอย่างไรก็ไม่ทำให้พวกนางวิตกกังวล
ยวี้เอ๋อร์ดูอ่อนแอมาก และหลังจากได้ยินสีเอ๋อร์บอกว่าไม่สามารถนำยากลับมาได้ นางก็แค่เงยหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาขึ้นมองมู่หรงฉิงอย่างน่าเวทนา
แม่นมจิ่นรับน้ำจากสาวใช้สองคน และเนื่องจากมีคนจำนวนมากเกินไปจึงไม่สะดวกที่จะถอดเสื้อผ้าของยวี้เอ๋อร์เพื่อเช็ดาแบนร่างกาย นางทำได้เพียงบิดผ้าเช็ดตัวและเช็ดใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของยวี้เอ๋อร์
ครั้นมองสังเกตสีหน้าและอากัปกิริยาของทั้งสองคน มู่หรงฉิงมั่นใจว่า ทั้งสองคนรู้ดีว่าตัวเองมียา พวกนางจึงไม่มีความกลัว
หากเป็กรณีนั้น สมควรสร้างปัญหาให้พวกนางเล็กน้อย จะเป็อย่างไร? มู่หรงฉิงอยากจะรู้เหมือนกันว่า ถ้าพวกนางถูกคุ้มกันด้วยคนจำนวนมาก พวกนางจะเสกยาเพื่อรักษาอาการาเ็ได้อย่างไร
มู่หรงฉิงหัวเราะในใจอย่างเ็า แต่ภายนอกนั้นเศร้าโศกอย่างมาก “ยวี้เอ๋อร์ จงอย่าวิตกกังวล ข้าจะไปรับยามาด้วยตัวเอง ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่า แม้แต่ข้า พวกเขาจะไม่ให้เชียวหรือ”
หลังจากนั้นจึงหมุนตัวหันหลังกลับและออกจากห้องเก็บฟืน
เมื่อเดินมาถึงประตูก็เห็นชุ่ยเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหน้า ดวงตาของมู่หรงฉิงถึงกับเป็ประกายก่อนะโใส่ชุ่ยเอ๋อร์ “ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าบอกแล้วว่าจะละเว้นการลงโทษไม่กินไม่ดื่มเป็เวลาสามวัน พวกเ้ายังเฝ้าอะไรอยู่หรือ? ถ้าชอบเฝ้ากันนัก ทุกคนก็มาเฝ้าดูเลยก็ได้”
และพูดกับปี้เอ๋อร์ด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เรียกสาวใช้ในเรือนทุกคนมาที่นี่ ให้ทุกคนมาเฝ้าไว้ แม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็ไม่อนุญาตให้บินเข้าไปในห้องเก็บฟืน”
ปี้เอ๋อร์ได้ยินคำพูดของมู่หรงฉิงก็โล่งใจ จากนั้นดวงตาของนางจึงเป็ประกายในพริบตา นางตอบรับ ก่อนจะเดินด้วยความรวดเร็วดุจสายลมพัดเพื่อไปเรียกสาวใช้ในเรือนทั้งหมดให้มาที่นี่
ระหว่างที่ปี้เอ๋อร์ไปเรียกบรรดาสาวใช้ มู่หรงฉิงหันหลังกลับเข้าไปในห้องเก็บฟืน เดินไปหายวี้เอ๋อร์ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า “เ้าวางใจเถอะ ชุ่ยเอ๋อร์เฝ้าอยู่ที่ประตู นางคงคิดจะฉวยโอกาสขณะที่ข้าไม่ทันตั้งตัวทำไม่ดีต่อเ้า ข้าจะไม่ปล่อยให้นางทำไม่ดีอย่างแน่นอน ข้าจะเรียกสาวใช้ทุกคนในเรือนมาที่นี่ แม้แมลงวันหนึ่งตัวก็บินเข้ามาไม่ได้ เ้าจะได้รับการดูแลจากแม่นมจิ่น ข้าจะให้แม่นมฟางคอยเฝ้าอยู่ที่ประตูเพื่อคอยสังเกตชุ่ยเอ๋อร์ ดูสิว่านางจะเล่นกลอะไรได้”
การพิจารณาของมู่หรงฉิงสามารถกล่าวได้ว่าคิดคำนึงถึงประโยชน์ของยวี้เอ๋อร์ทุกส่วน แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายของยวี้เอ๋อร์กลับแข็งทื่อ ครั้นได้ยินมาว่าหมอประจำจวนไม่ให้ยาแก่ยวี้เอ๋อร์ นางยังคงสามารถนอนคว่ำอย่างอ่อนแรงและนิ่งเฉยได้ แต่หลังจากได้ยินว่า แม้แมลงวันหนึ่งตัวก็ไม่สามารถบินเข้ามาได้ ใบหน้าไร้สีเืของยวี้เอ๋อร์จึงกลายเป็น่าเกลียดมากยิ่งขึ้นในพริบตา
“คุณหนูใหญ่ ไม่จำเป็แล้ว บ่าว...”
“อย่าพูดเลย ข้าเข้าใจ เ้าสามารถดูแลาแของเ้าด้วยความสบายใจ รอเวลาสักวันสองวัน ข้าจะไปขอร้องฮูหยินผู้เฒ่าให้ย้ายเ้ากลับไปที่ห้องนอนเพื่อดูแล” มู่หรงฉิงขัดจังหวะคำพูดของยวี้เอ๋อร์ คำพูดของมู่หรงฉิงเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและมีเหตุผล
“คุณหนูใหญ่ นี่...”
“คุณหนูใหญ่ บ่าวได้เรียกสาวใช้ทุกคนมาที่นี่แล้ว”
ในจังหวะที่แม่นมจิ่นกำลังจะพูด จู่ๆ เสียงของปี้เอ๋อร์ก็ดังมาจากข้างนอก มู่หรงฉิงไม่ได้พูดอะไรมาก นอกจากสั่งกำชับแม่นมจิ่นให้ดูแลยวี้เอ๋อร์อย่างดี ทั้งบอกว่าอาจจะส่งยามาให้ช้าเล็กน้อย จากนั้นก็หันหลังกลับและรีบเดินออกไป
คล้อยหลังมู่หรงฉิง ยวี้เอ๋อร์จึงยกมือขึ้นตบหญ้าแห้ง แต่ด้วยลืมไปว่ามือของนางหักไปแล้ว แม้ว่าบนหญ้าแห้งจะนุ่ม ถึงกระนั้นการฟาดมือบนหญ้าแห้งก็ทำให้นางต้องหายใจหอบอย่างเ็ปถึงกับจะเป็ลม นางได้แต่กัดฟันในปาก มิหนำซ้ำสีหน้ายังน่าเกลียดอย่างมาก
มู่หรงฉิงเดินออกจากห้องเก็บฟืนพลางมองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างเ็า ส่งผลให้พวกบ่าวลดสายตาลงด้วยความกระอักกระอ่วน จากนั้นนางก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “จากนี้ต่อไป พวกเ้ายืดเวลาทำงานของตัวเองออกไปก่อน ขอให้พวกเ้าอยู่เฝ้าที่นี่ให้ดี แม่นมจิ่นอยากได้อะไรพวกเ้าก็ส่งไปให้ ทว่าแมลงวันแม้แต่ตัวเดียวก็อย่าปล่อยให้บินเข้าไป และอย่าปล่อยให้แมลงวันวิ่งออกไปด้วย ถ้ายวี้เอ๋อร์เป็อะไรไป เ้าคงรู้ว่าผลที่ตามมาคืออะไร”
หลังจากนั้นก็เปล่งเสียงฮึอย่างขุ่นเคือง ก่อนปี้เอ๋อร์จะก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อช่วยประคองมู่หรงฉิง “คุณหนูใหญ่อย่าได้โมโหเลย จากการสังเกตของบ่าว ไม่จำเป็ต้องไปขอยารักษาอาการาเ็จากหมอประจำจวน พวกเราออกไปซื้อที่ร้านขายยาด้านนอกจวนก็ได้”
“เ้าพูดถูก ฮูหยินผู้เฒ่าจะได้ไม่พูดว่าพวกเราไม่รู้กาลเทศะ” นางตอบรับ และบ่าวกับนายสองคนก็เดินออกไปทันที
กระทั่งทั้งคู่เดินออกจากลาน ทุกคนถึงได้โล่งใจอย่างมาก ครั้นเห็นชุ่ยเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหน้าประตูโดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด สาวใช้จึงไปรวมตัวกันเบื้องหน้าชุ่ยเอ๋อร์ คนหนึ่งได้เริ่มเปิดปากพูด และอีกคนหนึ่งก็เอ่ยเสริม
“พี่ชุ่ยเอ๋อร์ พี่คิดหรือไม่ว่าฮูหยินน้อยคนนี้ช่างจิตใจดีจริงๆ สาวใช้ชั่วร้ายคนนั้นทำไม่ดีต่อเ้านายแล้ว แต่ฮูหยินน้อยก็ยังคงปกป้องนางอีก” ผู้พูดคือสีเอ๋อร์
สีเอ๋อร์ไม่สามารถเอายามาได้ เดิมทีนางหวั่นกลัวเป็อย่างมาก เมื่อเห็นฮูหยินน้อยออกอาการขุ่นเคือง นางหวั่นกลัวมากจริงๆ แม้ว่าฮูหยินน้อยจะมีหน้าตาสวยงาม แต่ใบหน้ากลับมีแต่ความเฉยเมย กอปรกับดวงตาเยียบเย็นประดุจน้ำแข็งของ ส่งผลให้สีเอ๋อร์รู้สึกหนาวสั่นถึงก้นบึ้งของหัวใจ
ฝ่ายชุ่ยเอ๋อร์พลอยถอนหายใจเบาๆ โดยไม่พูดอะไร เมื่อเห็นว่าชุ่ยเอ๋อร์เงียบนิ่ง เด็กสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงกล่าวสำทับ “ก็ใช่น่ะสิ โชคชะตาของพวกเราไม่ดีนัก ถึงไม่เข้าตาเ้านาย พวกเราเป็ได้แค่บ่าวทำงานหนัก แล้วนับประสาอะไรจะให้เ้านายปกป้องเช่นนั้นล่ะ”
“บางที ยวี้เอ๋อร์คนนั้นอาจจะถูกปรักปรำจริงๆ ก็ได้ ใช่หรือไม่?”
“ใช่ ดูท่าทีไม่ยอมรับของนาง ถ้าไม่ใช่คนที่ฉลาดมากก็คงจะถูกคนวางกับดักแล้วจริงๆ”
“ข้าคิดว่า นางอาจจะถูกคนปรักปรำจริงๆ เ้าไม่เห็นสีหน้าของฮูหยินน้อยเมื่อหลายอึดใจก่อนหรือ ถ้าดวงตาสามารถฆ่าคนได้ จ้าวจื่อซินที่ทำลายมือของยวี้เอ๋อร์คงจะถูกดวงตาดุร้ายของฮูหยินน้อยฆ่าเป็พันครั้งไปแล้ว”
“ก็ใช่น่ะสิ นึกถึงใบหน้าดำมืดของฮูหยินน้อยเมื่อหลายอึดใจก่อน มันน่าช่างกลัวจริงๆ”
ครั้นบ่าวคนหนึ่งเริ่มพูด บ่าวอีกหลายคนก็พูดเสริมซึ่งเสียงการสนทนาค่อนข้างดังมาก ยวี้เอ๋อร์ผู้อยู่ในห้องเก็บฟืนถึงกับกัดฟันกรอด นางแทบอยากจะสับจ้าวจื่อซินให้กลายเป็หมื่นชิ้น
ชุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านนอกห้องเก็บฟืน มองตามทิศทางการจากไปของมู่หรงฉิงด้วยสายตาอันซับซ้อน เมื่อก่อนนางยกเท้าแต่ละครั้งก็พร้อมที่จะช่วยประคองมู่หรงฉิงกลับห้อง แต่นางไม่คาดคิดเลยว่า มู่หรงฉิงจะเมินเฉยต่อการย่างก้าวของนาง นอกจากนั้นยังตำหนินางโดยกล่าวหาว่าพฤติกรรมของนางคือการเฝ้าจับตามองยวี้เอ๋อร์
มิหนำซ้ำยังเรียกสาวใช้ทั้งหมดในเรือนให้มาที่นี่ ในคำพูดนั้นเห็นๆ อยู่ว่ามู่หรงฉิงกำลังบอกสาวใช้ว่านาง้าที่จะทำอะไรไม่ดีต่อยวี้เอ๋อร์ แต่ชุ่ยเอ๋อร์กลับรู้สึกว่า การเคลื่อนไหวของมู่หรงฉิงที่เรียกว่าเป็การปกป้องนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็การเฝ้าระวัง
ส่ายศีรษะพลางพูดพึมพำในใจ เกิดอะไรขึ้น? ถ้าฮูหยินน้อยให้ความสำคัญต่อยวี้เอ๋อร์มากขนาดนั้น ฮูหยินน้อยจะเรียกคนมาเฝ้าจับตามองนางทำไม? เมื่อเทียบกับฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว ความคิดของฮูหยินน้อยก็อยู่ในระดับเดียวกันจริงๆ ซึ่งล้วนทำให้คนคาดเดาไม่ถึงเหมือนกัน
หลังจากถอนหายใจ นางจึงถอนสายตากลับมา และฟังบทสนทนาของเหล่าสาวใช้ซึ่งเกินขอบเขตมากขึ้นเรื่อยๆ นางถึงได้เอ็ดทันที “สิ่งที่ไม่ควรพูดก็อย่าพูดเลย เฝ้าจับตามองประตูให้ดีก็พอแล้ว”
ด้วยการตำหนิของชุ่ยเอ๋อร์ ทุกคนย่อมหุบปากเงียบกริบทันควัน แต่ละคนไปยืนที่ประตูอย่างเชื่อฟัง เนื่องจากกลัวว่าถ้าพวกนางเพิกเฉย แล้วทำให้ยวี้เอ๋อร์ตายไป พวกนางคงไม่อาจรับโทษนั้นได้
ฝ่ายมู่หรงฉิงและปี้เอ๋อร์เมื่อเดินพ้นตัวเรือน ปี้เอ๋อร์ก็เขย่าไหล่ของมู่หรงฉิงอย่างมิอาจอดกลั้นได้อีก เมื่อมองดูอากัปกิริยาของปี้เอ๋อร์ คิดว่าครู่ก่อนนางคงอดทนอย่างยากลำบากมาก
“หลังจากให้บทเรียนเล็กน้อย เ้าก็มีความสุขถึงเพียงนี้เลยหรือ?” พูดสัพยอกปี้เอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มและเสียงของมู่หรงฉิงก็ผ่อนคลายเช่นเดียวกัน
“คุณหนูใหญ่ เมื่อหลายอึดใจก่อน คุณหนูไม่เห็นหรือ? ทันทีที่ยวี้เอ๋อร์ได้ยินว่าให้ผู้คนไปเฝ้าที่ประตู สีหน้าของนางก็เขียวอมฟ้าทันทีทันใด ช่างสนุกจริงๆ”
ปี้เอ๋อร์ช่วยประคองมู่หรงฉิงพลางกระซิบตอบกลับอย่างแ่เบา เวลาเดียวกันก็สอดส่ายสายตามองสภาพแวดล้อมรอบๆ หูฟังทุกทิศทุกทาง เพื่อระวังผู้คนที่อาจได้ยินเสียงสนทนาจากมุมกำแพง
“เห็นแล้ว” พูดด้วยรอยยิ้มเ็า มู่หรงฉิงจำได้ว่า สีเอ๋อร์กลับมาโดยไม่ได้ยาจากหมอประจำจวน นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ฮูหยินผู้เฒ่ารู้ว่ามือของยวี้เอ๋อร์ถูกจ้าวจื่อซินทำลายแล้ว คิดว่าจะต้องมอบหมายงานให้ฟางเอ๋อร์มาหา เพื่อจะงดเว้นจำนวนไม้กระดานที่เหลือ ใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว ฟางเอ๋อร์บอกในระหว่างที่พูดคุยกับบ่าว ฮูหยินผู้เฒ่ามอบหมายให้นางมาส่งข่าว โดยบอกว่าไม่จำเป็ต้องเฆี่ยนจำนวนที่เหลือแล้ว ขณะเดียวกันก็ยกเลิกโทษไม่กินไม่ดื่มเป็เวลาสามวันด้วยเช่นกัน และไม่จำเป็ต้องขังไว้ในห้องเก็บฟืนด้วย” ทั้งสองกำลังสนทนากันระหว่างกำลังเดินขึ้นไปบนสะพานโค้ง
ทั้งคู่เดินมาทางนี้โดยอ้างว่าจะออกนอกจวนไปซื้อยา แน่นอนว่าจะต้องออกจากเรือน
จวนเฉินเป็ที่รู้จักกันดีว่าเป็จวนวาณิชที่ร่ำรวยมั่งคั่ง ลานด้านหลังเรือนคดเคี้ยว กว้างขวางและโอ่อ่ากว่าลานด้านหลังเรือนของจวนกวงลู่ซื่อชิง ผู้มาใหม่ซึ่งเดินอยู่ในลานโดยไม่มีผู้ที่คุ้นเคยคอยนำทาง ย่อมต้องหลงทางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ตอนนี้มู่หรงฉิงอ้างว่าจะออกจากจวน แต่ความจริงแล้วนางไม่ได้อยากออกจากจวนอย่างที่กล่าวอ้าง แค่จะให้เวลากับผู้ที่สนใจจะได้หาโอกาสเข้ามาหานางได้ด้วยตัวเองก็เท่านั้น
ดังนั้นหากสามารถหลงทางได้ย่อมต้องหลงทางให้มากเท่าที่ทำได้ ไม่เช่นนั้นคนที่้าจะเข้าหาพลาดโอกาสนี้ไป มันคงจะน่าเสียดายมาก