ผ่านไปสักพักใหญ่ เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดจึงค่อยๆ เงียบเสียงโห่ร้องลง
เวลานี้ทุกคนต่างมองมาที่ซุนเฟยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้คุ้มกันของกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอส ที่ก่อนหน้านี้แสดงท่าทีเฉยเมยกับพวกเขามาโดยตลอด เพราะพวกผู้คุ้มกันถือว่า ตัวเองมาจากเมืองหลวง เคยเข้าพบขุนนางชั้นสูงมาแล้วมากมาย แล้วนับประสาอะไรที่พวกเขาจะต้องมาใส่ใจกับาาบ้านนอกกันดารคนนี้ด้วย ทว่า ณ ตอนนี้ สายตาของพวกเขาที่มองไปยังซุนเฟยเต็มไปด้วยความเคารพและเทิดทูน นี่เป็ปฏิกิริยาตามธรรมชาติของคนที่อ่อนแอมีต่อคนที่แข็งแกร่ง สำหรับแผ่นดินอาเซรอทที่ยึดถือกฎแห่งป่าแล้ว ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่มีเกียรติ ทุกอย่างขอเพียงหมัดและดาบแข็งแกร่งกว่า เ้าก็มีสิทธิ์ที่จะพูด
หลังจากจัดรูปขบวนกองทัพเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เริ่มออกเดินทางต่อ
ชัยชนะจากการต่อสู้ในครั้งนี้ ทำให้เมฆหมอกแห่งความวิตกกังวลทั้งหลายที่ลอยอยู่เหนือหัวของกองทัพเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสสลายไป ในเมื่อตอนนี้ พวกเขามียอดฝีมือที่สามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินได้อยู่ในกองทัพ แล้วยังจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า? ยังจะมีใครหน้าไหนกล้ามาลอบโจมตีพวกเขาอีก? เว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้ว! ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ซุนเฟยนั่งบนหลังสุนัขั์สีดำด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ พลางสวมกอดสาวงามไว้ในอ้อมแขน
เมื่อเดินผ่านูเาหอคอยคู่ก็จะเข้าสู่พื้นที่ที่มีแต่เนินเขามากมาย สูงบ้างเล็กบ้างแตกต่างกันไป หลุดจากเนินเขาก็จะเป็ที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางของกองทัพต่อจากนี้ก็คงจะเป็ไปอย่างราบรื่น ไม่พบสัตว์อสูรร้ายมารบกวน ไม่พบอุบัติเหตุกลางทาง หากเป็แบบนี้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถเดินทางเข้าสู่อาณาเขตของราชอาณาจักรเซนิทได้
แต่ในตอนที่เดินทางผ่านเนินเขามากมาย ทันใดนั้นซุนเฟยก็หันกลับไปมองทางทิศเหนือ ในตอนนั้นไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ ซุนเฟยก็รู้สึกแปลกๆ ในอกขึ้นมากะทันหัน ราวกับว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่เมืองแซมบอร์ด...
......
ตึงๆๆ!
เสียงสั่นะเืดังกึกก้องไปทั่วทุ่งราบ
กองกำลังทหารม้าจำนวนหนึ่งโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าที่อยู่ห่างไกล พวกเขาควบม้าเข้ามาประหนึ่งกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ธงสีดำกระพืออยู่ในอากาศ ดูเหมือนกับัั์สีดำที่แสนดุร้ายกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหา พื้นธงเป็สีดำสนิท และวาดรูปกะโหลกสีขาวที่มีมีดเปื้อนเืสีแดงเสียบลงบนหัวกะโหลก ช่างเป็ธงที่ดูอุบาทว์ที่สุด
นี่เป็กองกำลังที่ไม่ทราบที่มา ไม่ว่าจะเป็ชุดเกราะสีดำที่พวกมันสวม เกราะบนตัวม้าศึก หมวกเกราะหรือโล่ ต่างไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ สลักไว้เลย เห็นได้ชัดว่าพวกมันเจตนาที่จะปกปิดที่มา
ทหารม้าพวกนี้มีจำนวนทั้งหมดสองพันคน กลิ่นอายฆ่าฟันพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย
ตรงเนินเขาด้านหน้าของพวกเขาปรากฏร่างของบุรุษสองคน หนึ่งดำหนึ่งแดงยืนตระหง่านอยู่บนนั้น หากมองผิวเผิน หลายๆ คนคงนึกว่าพวกเขาเป็ก้อนหินั์ บุรุษทั้งสองคนต่างยืนเผชิญหน้ากับคลื่นกระแสน้ำสีดำอย่างไม่กลัวเกรง และยังรอคอยอยู่อย่างเงียบๆ
เมื่อระยะห่างของทั้งสองฝ่ายเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ข้าคือ ดิดิเย ดร็อกบา อัศวินโกลด์เซนต์ทอรัส อัศวินของาาเมืองแซมบอร์ด กองทัพผู้รุกรานจงฟัง ตอนนี้พวกเ้าได้บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของเมืองแซมบอร์ด ภายในสิบลมหายใจ หากพวกเ้าไม่รีบถอยกลับไปล่ะก็...จะสังหารอย่างไร้ความปรานี!”
ทันใดนั้น บุรุษที่ยืนอยู่บนเนินเขาก็ะโออกมา เสียงของเขาดังกึกก้องประหนึ่งฟ้าผ่า จนสามารถกลบเสียงวิ่งของม้านับพันตัวด้านหน้าได้
ทว่า
ฟิ้ว!
ปฏิกิริยาตอบรับของอีกฝ่ายคือการยิงธนูสวนกลับมา
เสียงลูกธนูฝ่าอากาศดังขึ้นมา ตัวลูกธนูถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวไฟสีแดงเพลิง ราวกับเป็อุกกาบาตกำลังพุ่งเข้ามา
“แย่แล้ว...ดิดิเย ระวัง!” สีหน้าของแลมพาร์ดพลันเปลี่ยนไป
เขาพบว่า ลูกธนูดอกนั้นแฝงคลื่นพลังธาตุไฟที่เข้มข้น เขาร้องะโออกมาอย่างตื่นตระหนก ดูจากเปลวไฟคลื่นพลังที่ห่อหุ้มบนตัวลูกธนูแล้ว ผู้ที่ยิงมันออกมาจะต้องเป็ยอดฝีมือระดับสามดาวขั้นกลางอย่างแน่นอน แลมพาร์ดกลัวว่าดร็อกบาอาจจะได้รับาเ็สาหัส จึงรีบปล่อยหมัดออกไป สายฟ้าสีเงินพุ่งออกมาจากหมัดของเขา ทะยานเข้าไปโจมตีลูกธนูเพลิงนั่นจนเกิดเสียงะเิดังกึกก้องกลางอากาศ ประกายไฟตกลงมาบนทุ่งหญ้าที่อยู่รอบๆ!
“ไอ้พวกลูกหมาสารเลว! บิดาให้เกียรติแล้วไม่รับ ก็อย่าหาว่าบิดาไร้เมตตา!” ดร็อกบาตวาดออกมาด้วยความโมโห
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วดึงขวานั์ที่แขวนไว้บนอานม้าออกมา จากนั้นเขาก็หมุนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหวี่ยงขวานั์ออกไป
หลังจากผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายด้วย 'น้ำยาฮัลค์' ทำให้แขนของเขาสามารถยกก้อนหินหนักๆ ได้ถึงหมื่นจิน (ห้าพันกิโลกรัม) ความเร็วของขวานที่ลอยออกไปยังเร็วมากกว่าลูกธนูเพลิงก่อนหน้านี้เสียอีก
ขวานด้ามนี้ถูกเหวี่ยงไปไกลเกินสองร้อยเมตร
ทหารม้าที่เป็คนยิงธนูก่อนหน้านี้เห็นขวานั์ลอยเข้ามาก็ไม่กล้าต้านรับขวาน เขาโคจรคลื่นพลังในร่างของตัวเองแล้วะโลอยขึ้นไปในอากาศเพื่อหลบการโจมตีนี้ เขาเคลื่อนไหวได้ว่องไวมาก เพียงชั่วพริบตาก็กลับมานั่งบนหลังม้าตามเดิม เห็นได้ชัดว่าเป็ยอดฝีมือ
แต่ผู้โชคร้ายที่อยู่ด้านหลังไม่ได้หลบไวเหมือนกับเขา
คนแรกสุดไม่ทันได้ตอบสนองอะไรก็ถูกขวานั์ที่พุ่งเข้ามาตัดผ่านร่างของตัวเองเป็สองท่อนในพริบตา เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะร้องโหยหวนด้วยซ้ำ! ร่างครึ่งท่อนบนเอนตกลงมาบนพื้นดิน ในขณะที่ท่อนล่างยังคงอยู่บนม้า อารามใทำให้ม้าสะดุ้งโหยง ยกกีบเท้าหน้าย่ำท่อนบนจนเละ แต่ถึงอย่างนั้น ขวานั์ก็ยังคงหมุนไม่หยุด ใบขวานสะท้อนแสงอาทิตย์ส่องสว่างสีเงินวูบวาบ ก่อนที่ทหารม้าอีกหกเจ็ดคนด้านหลังของเขาจะประสบชะตากรรมที่น่าสังเวชไม่ต่างกับสหายคนก่อนหน้านี้ เพียงชั่วพริบตา ในคลื่นกระแสน้ำสีดำก็ปรากฏรอยเืเป็วงกว้าง
“สมควรตาย บุก!!! ฆ่ามัน!” ทหารม้าธาตุไฟที่หลบคนแรกพลันตะเบ็งเสียง เขาชักดาบข้างเอวออกมาในขณะที่ะโอย่างเกรี้ยวโกรธ
คลื่นกระแสน้ำสีดำยิ่งเพิ่มความเร็วในพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ฟิ้วๆๆๆ!
เสียงยิงธนูดังขึ้น ลูกธนูทั้งสี่ดอกที่ห่อหุ้มด้วยคลื่นพลังหลากสีสันก็พุ่งเข้ามา
“ไม่ได้การ อีกฝ่ายมียอดฝีมืออยู่ในทัพด้วย! แค่พวกเราสองคนคงต้านไว้ไม่อยู่แน่ ถอย!”
เมื่อแลมพาร์ดได้ยินเสียงลูกธนูลอยเข้ามา หน้าของเขาก็เปลี่ยนสีทันที ลูกธนูทั้งสี่ดอกนี้ถูกห่อหุ้มด้วยคลื่นพลังที่แข็งแกร่งมาก นั่นหมายความว่า อีกฝ่ายจะต้องมียอดฝีมือระดับสามดาวขึ้นไปถึงสี่คนอยู่ในกองทัพ นี่ยังไม่นับรวมกับทหารราบอีกสองพันกว่าคนนะ ลำพังแค่เขากับดร็อกบาเพียงสองคนคงเอาไม่อยู่แน่ๆ
“ท่านแลมพาร์ด ยังไม่ต้องรีบไป รอข้ามอบของขวัญให้พวกมันอีกสักชิ้นสองชิ้นก่อน ฮ่าๆ...”
ดร็อกบาพูด ขณะที่หยิบขวานั์ที่แขวนบนอานม้าออกมาอีกสามด้าม แล้วเหวี่ยงขวานทั้งหมดออกไป ด้วยพลังที่น่าเกรงขามของเขา ทำให้แรงเหวี่ยงของขวานั์พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ขวานั์ตัดผ่านร่างของพวกมันจนโลหิตสาดกระจายไปทั่ว ประหนึ่งฝนเืกำลังโปรยปราย
“สมควรตาย...”
“ไอ้ชาติชั่ว...”
“ฆ่า!!!”
ยังไม่ทันได้สู้รบกัน ดร็อกบาก็ใช้ขวานผ่าร่างพวกเขาไปแล้วสี่สิบกว่าคน บุรุษที่อยู่ด้านหน้าสุดทั้งสี่คนพลันร้องะโออกมาอย่างโมโห พวกเขาต่างโคจรคลื่นพลังในร่างกายตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เพียงพริบตาเดียว ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็เหลือประมาณหนึ่งร้อยเมตร ห่าลูกศรที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้าก็พุ่งทะยานเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว
“ถอยเร็ว!”
ทั้งสองคนรีบขึ้นหลังเฟลมมิ่ง บีตส์ จากนั้นก็พากันควบม้ากลับเมืองไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วของสัตว์อสูรระดับสี่ย่อมเหนือชั้นกว่าม้าศึกธรรมดาอยู่แล้ว เพียงไม่นานพวกเขาทั้งสองคนก็ทิ้งห่างเหล่าทหารม้าไปไกลโข
ห่างออกไปสามกิโลเมตร
ทหารเมืองแซมบอร์ดร้อยกว่าคนกำลังยืนรออยู่บนเนินเขา ผู้นำของเขาเป็บุรุษผมยาวสีดำ ทั่วร่างสวมชุดเกราะสีดำสนิท ตรงข้างเอวของเขามีดาบสีดำยาวประมาณห้าฟุต กว้างห้านิ้วแขวนอยู่ ใบหน้าของเขานิ่งขรึมและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม เขาคนนี้ก็คือแม่ทัพใหญ่ เกอเทอ บรู๊ค
กำลังเสริมของเมืองแซมบอร์ด อยู่ที่นี่แล้ว!
ถัดจากกองกำลังเสริมร้อยกว่าคนไปห้ากิโลเมตร ก็จะเป็พวกทาสเมืองแซมบอร์ดทั้งหกเจ็ดร้อยคนที่กำลังวิ่งเข้าไปในเมือง ด้วยการช่วยเหลือของเพื่อนร่วมชาติ เพียงคนเหล่านี้เข้าไปในเมืองได้ กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็จะไม่มีห่วงใดๆ และสามารถพึ่งพาจุดยุทธศาสตร์ที่ยากจะโจมตีของเมืองมาใช้ตอบโต้พวกข้าศึกที่ไร้ที่มาที่ไปพวกนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา
“บรู๊ค สถานการณ์เปลี่ยนแปลง พวกมันมียอดฝีมือระดับสูงมาด้วยถึงสี่คน!” แลมพาร์ดและดร็อกบาที่เพิ่งกลับมารีบรายงานสถานการณ์ทั้งหมดให้บรู๊คฟัง
สีหน้าของบรู๊คพลันเปลี่ยนไป แต่ไม่นานก็สงบลง “อย่างไรก็ตาม พวกเราจำเป็ต้องถ่วงเวลาไว้สักพัก จากนั้นค่อยถอนตัวกลับไปที่เมือง” เขาครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะสั่งการลงไป เหล่าทหารต่างก็พากันเตรียมตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่ช้า คลื่นกระแสน้ำสีดำก็เริ่มปรากฏขึ้นมาในสายตาของพวกเขา ด้านหน้าสุดของกองทัพม้า มียอดฝีมือสี่คนนำทัพ ทั้งร่างของพวกเขาเต็มไปด้วยคลื่นพลังที่มีสีสันแตกต่างกันไป เป็ที่สะดุดตาของผู้คนยิ่งนัก
--------------------------------------
