บทที่ 38 สิบสามกระบี่สังหารแห่งชิงเซียว
ยามโพล้เพล้มาเยือน ภายในลานเรือน หลี่ชิงชิวนั่งอยู่ที่โต๊ะพลางแกะถั่วลิสงกิน ถั่วเหล่านี้เป็ผลผลิตที่สำนักชิงเซียวปลูกเอง หลังจากนำไปคั่วจนสุก กลิ่นหอมกรุ่นก็อบอวลไปทั่ว
สวี่หนิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม สีหน้าดูบึ้งตึงไม่สดใส
หลี่ชิงชิวลอบขำในใจ แม่หนูคนนี้ปากบอกว่าไม่มีทางก้าวข้ามเขาได้ ทว่าพอแพ้เข้าจริงๆ กลับดูหงอยเหงาเสียอย่างนั้น
จิตใจมนุษย์หนอ... ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ
เฉิงชางไห่เดินมานั่งลงข้างๆ หลี่ชิงชิวพลางกระซิบว่า "ท่านเ้าสำนัก ท่านมิใช่ให้ทุกคนช่วยกันระดมสมองหาทางหาเงินเข้าสำนักหรอกรึ ให้ข้าไปขโมยทรัพย์สินพวกขุนนางกังฉินเ่าั้มาดีหรือไม่?"
หลี่ชิงชิวเหลือบมองเขาแวบหนึ่งพลางดุว่า "เ้าคิดว่าอย่างไรเล่า? นั่นมันหาเื่ใส่ตัวชัดๆ ทางที่ข้าบอกคือทางสว่าง คือการใช้หยาดเหงื่อแรงกายสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉิงชางไห่ก็ทำหน้ามุ่ย "หากการทำงานสร้างสรรค์มันทำให้รวยได้ ชาวนาก็คงเป็เศรษฐีกันหมดโลกแล้วขอรับ"
"นั่นสิ ขนาดชาวนาเ้ายังเทียบไม่ได้เลย"
เฉิงชางไห่ถูกย้อนจนจุกอก ลุกเดินหนีไปทันที
หลี่ชิงชิวมิได้ใส่ใจ สำนักชิงเซียวไม่จำเป็ต้องเป็สำนักฝ่ายธรรมะตามขนบทางโลก ทว่าก็มิอาจทำเื่ต่ำช้าที่หลบๆ ซ่อนๆ ได้เช่นกัน
เขาหวังจะให้สำนักชิงเซียวกลายเป็สำนักบำเพ็ญเซียนที่ไม่ถูกโลกฆราวาสปั่นหัว แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับความเคารพจากปวงประชา ยามปกติช่วยเหลือผู้กล้า ยามวิกฤตก็สามารถกอบกู้สถานการณ์โลกได้
แน่นอนว่าเป้าหมายนั้นยังห่างไกลนัก ยามนี้สำนักชิงเซียวต้องอยู่รอดให้ได้เสียก่อน
หนึ่งก้านธูปผ่านไป เหล่าศิษย์เริ่มยกอาหารมาตั้งโต๊ะ ในตอนนั้นเองฉินเยี่ยก็กลับมาพร้อมกับแขกคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเจียงกว๋อเทียนแห่งจวนไป๋ตี้นั่นเอง
หลี่ชิงชิวและสวี่หนิงเคยเดินสวนกับทั้งคู่ตอนขึ้นเขามาแล้ว เมื่อเห็นเจียงกว๋อเทียนปรากฏตัว หลี่ชิงชิวมิได้ประหลาดใจ ทว่าภายนอกเขายังคงแสร้งทำท่าทีตื่นเต้นยินดี ลุกขึ้นกล่าวว่า "ท่านอาเจียง ท่านมาได้อย่างไรกัน? เชิญมานั่งพักผ่อนสนทนากันก่อนเถิด"
สวี่หนิงและเหล่าศิษย์รอบข้างหันมองด้วยความสนใจ คนผู้นี้คือท่านอาของเ้าสำนักรึ?
สีหน้าของเจียงกว๋อเทียนดูซับซ้อน มิได้องอาจผ่าเผยเหมือนครั้งก่อนที่มาเยือน ทั้งยังมีท่าทีประหม่าเล็กน้อย
เขาเดินตามฉินเยี่ยมาที่โต๊ะ ฝืนยิ้มกล่าวว่า "หลานหลี่ ไม่ได้เจอกันสองปี สำนักชิงเซียวเปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้เลยจริงๆ หรือว่าท่านปู่ปรมาจารย์ของเ้ากลับมาแล้ว?"
ยังไม่ทันที่หลี่ชิงชิวจะตอบ สวี่หนิงก็อดมิได้ที่จะโพล่งขึ้นมา "หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ หรือท่านจะบอกว่าทั้งหมดนี้มิใช่ความชอบของท่านอาจารย์ของข้ารึ?"
เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ก็มองเจียงกว๋อเทียนด้วยสายตาไม่พอใจ มิใช่ว่าพวกเขามีอคติต่อชิงเซียวเจินเหริน ทว่าพวกเขายังเยาว์วัยและมักถูกคนภายนอกดูิ่เสมอ หลี่ชิงชิวที่เป็เ้าสำนักก็ยังหนุ่มแน่น คำพูดของเจียงกว๋อเทียนดูเหมือนจะดูแคลนความสามารถของหลี่ชิงชิว แล้วพวกเขาจะทนได้อย่างไร?
แม้หลี่ชิงชิวจะมิได้ลงมือสอนวรยุทธด้วยตนเองบ่อยนัก ทว่าเขาปฏิบัติต่อศิษย์ด้วยความเมตตาและเป็กันเอง จึงเป็ที่รักใคร่ของเหล่าศิษย์ยิ่งนัก พวกเขาจะยอมให้คนนอกมาดูิ่เ้าสำนักที่พวกเขาเคารพรักได้อย่างไร?
นี่มิใช่เพียงการดูถูกเ้าสำนัก ทว่าเป็การดูถูกความพยายามของพวกเราทุกคนด้วย! ท่านเ้าสำนักเคยกล่าวไว้ สำนักชิงเซียวมีวันนี้ได้ ศิษย์ทุกคนล้วนมีส่วนร่วม!
เจียงกว๋อเทียนถูกเด็กหญิงย้อนเข้าให้จนหน้าชา ทว่าเขามิได้ถือสาเด็กน้อย เขาถามด้วยความประหลาดใจว่า "ชิงเซียวเจินเหรินยังไม่กลับมางั้นรึ?"
"ขอรับ นับแต่ข้าจำความได้ก็มิเคยพบท่านปู่ปรมาจารย์ท่านนั้นเลย แม้แต่ท่านอาจารย์ของข้าเองก็ยังไม่กลับมา สำนักชิงเซียวมีวันนี้ได้ เพราะความพยายามร่วมกันของพวกเราทุกคนในสำนักขอรับ" หลี่ชิงชิวตอบอย่างสุภาพ เขามิได้โกรธเคือง เพราะในสายตาของเขา ท่าทีของเจียงกว๋อเทียนเป็เครื่องพิสูจน์ว่าการพัฒนาสำนักชิงเซียวนั้นประสบความสำเร็จอย่างยิ่งจนคนนอกต้องตะลึง เขาจึงรู้สึกภาคภูมิใจลึกๆ
เขาเชิญเจียงกว๋อเทียนนั่งลงด้วยความอบอุ่นและเริ่มสนทนาทักทายกันอย่างเป็กันเอง
ฉินเยี่ยมิได้อยู่ร่วมโต๊ะ เขาวางพลองไว้ข้างกำแพงแล้วเริ่มผ่าฟืนเงียบๆ เขาเป็เช่นนี้เสมอ พูดน้อยทว่าทำงานหนัก
หลังจากคุยกับหลี่ชิงชิวได้ไม่กี่คำ เจียงกว๋อเทียนก็เริ่มผ่อนคลายลง เขาเป็คนเถรตรงจึงมิได้ปิดบังเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขารำพึงว่า "เ้าหนูที่ชื่อฉินเยี่ยนั่นร้ายกาจจริงๆ ข้าเองก็ประมาทไปหน่อย ใช้เพียงมือเดียวประลองกับเขา นึกไม่ถึงว่าจะพ่ายแพ้เข้าจริงๆ ได้ยินว่าเขาเป็ลูกศิษย์ของเ้า เ้าสอนเขาอย่างไรกัน?"
เจียงกว๋อเทียนแม้มาจากจวนไป๋ตี้ ทว่ามิใช่ยอดฝีมือชั้นหนึ่ง การที่เขาใช้เพียงมือเดียวแล้วแพ้ให้แก่ฉินเยี่ยผู้ฝึกฝนเพลงพลองสยบมารหมื่นทัพอย่างหนักนั้น หลี่ชิงชิวมิได้ประหลาดใจนัก
ทว่าหากเป็การต่อสู้ตัดสินเป็ตายจริงๆ ฉินเยี่ยย่อมมิใช่คู่มือของเจียงกว๋อเทียนแน่นอน
เพลงพลองสยบมารหมื่นทัพเป็วิชาสำหรับการเข่นฆ่าในสมรภูมิโดยเฉพาะ ทั้งยังมีเคล็ดวิชาลมปราณเฉพาะตัวที่สามารถสำแดงพลังทำลายล้างได้รุนแรงยิ่งนัก
หลี่ชิงชิวส่ายหน้า "ข้าจะไปมีปัญญาขนาดนั้นได้อย่างไรขอรับ ก่อนหน้านี้มียอดฝีมือเหนือโลกท่านหนึ่งมาพำนักอยู่ที่สำนักชั่วคราว และได้ช่วยชี้แนะวิชาให้แก่เขาขอรับ"
"ยอดฝีมือเหนือโลก? ใครกัน?"
เจียงกว๋อเทียนถามด้วยความตกตะลึง ยอดฝีมือระดับนั้นช่องว่างพลังต่างกับยอดฝีมือชั้นหนึ่งราวฟ้ากับดิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับเขา เขาจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
ในยุทธภพมักมีตำนานโชคลาภเช่นนี้เสมอ การได้รับการถ่ายทอดวิชาจากยอดคนจนฝีมือรุดหน้าในเวลาอันสั้น
"ท่านผู้าุโท่านนั้นมิยอมเอ่ยชื่อ พวกเราเองก็มิสะดวกจะซักไซ้ขอรับ" หลี่ชิงชิวตอบอย่างเป็ธรรมชาติ ไร้ซึ่งพิรุธบนใบหน้า
เจียงกว๋อเทียนเดาะลิ้นชื่นชมในวาสนาของฉินเยี่ย และเชื่อว่าวันหน้าเด็กคนนี้ต้องกลายเป็ใหญ่แน่นอน
เขาถามถึงเจียงจ้าวเซี่ยต่อ เขาสงสัยนักว่าเจียงจ้าวเซี่ยสร้างชื่อเสียงอันโด่งดังเช่นนั้นได้อย่างไร เมื่อสองปีก่อนเขารู้สึกว่าเจียงจ้าวเซี่ยดูโอหังนัก นึกไม่ถึงว่าจะมีฝีมือจริง
"ศิษย์พี่สามกำลังเก็บตัวฝึกวิชาอยู่ขอรับ มิได้เห็นหน้ามาหลายวันแล้ว จริงสิท่านอาเจียง ไฉนท่านถึงนึกอยากมาเยี่ยมเยียนพวกเราล่ะขอรับ?" หลี่ชิงชิวอธิบายสั้นๆ ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม
เขามีความรู้สึกที่ดีต่อเจียงกว๋อเทียน อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เคยเคยมอบ 'อาวุธวิเศษ' (มีดสั้น) ให้เขาเล่มหนึ่ง
แม้เขาจะบรรลุขั้นบำรุงปราณระดับที่ 4 แล้ว เขาก็ยังมิอาจทำลายผนึกของอาวุธชิ้นนั้นได้ บ่งบอกว่ามันมิใช่ของธรรมดาแน่นอน ต้องเป็สมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งแน่
เจียงกว๋อเทียนตอบว่า "่นี้แคว้นกูโจวเกิดฏทหาร กองทัพประจำแคว้นและส่วนท้องถิ่นมิอาจต้านทานฏได้ ทั้งยังเสียเมืองสำคัญไปต่อเนื่อง จวนไป๋ตี้ตั้งอยู่ในมณฑล ย่อมต้องยื่นมือเข้าช่วยราชการ ข้าถูกส่งไปช่วยฝึกวรยุทธให้ทหารในเมืองใกล้เคียง พอได้ยินชื่อเสียงของเจียงจ้าวเซี่ยจึงถือโอกาสขึ้นมาดู เห็นพวกเ้าอยู่อย่างสุขสบายข้าก็เบาใจ"
หลี่ชิงชิวสนใจในฏครั้งนี้จึงถามรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งเจียงกว๋อเทียนก็มิได้ปิดบัง
ความจริงมิใช่เพียงแคว้นกูโจวที่เกิดฏ ทว่ารวมถึงอีกสามแคว้นด้วย ทั้งสี่แคว้นนี้กำลังเผชิญกับทุพภิกขภัย มีคนโฉดคอยปั่นหัวราษฎร รวบรวมผู้ลี้ภัยมาเป็ทหาร บุกโจมตีหัวเมืองต่างๆ เมื่อเข้าเมืองได้ก็ทำเื่ชั่วช้า เข่นฆ่าปล้นสะดมและย่ำยีสตรี ผ่านไปสองปีภัยพิบัตินี้กลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ยามนี้ราชสำนักได้ออกประกาศประกาศจับและให้รางวัลนำจับไปทั่วหล้า เพื่อระดมเหล่าผู้กล้าในยุทธภพมาร่วมปราบฏ
"ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราไปร่วมปราบฏกันเถอะขอรับ!" จางยวี่ชุนพลันโพล่งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
ยังไม่ทันที่หลี่ชิงชิวจะปฏิเสธ เจียงกว๋อเทียนก็ตบโต๊ะดังปัง "ไม่ได้! พวกเ้ายังเด็กนัก จงตั้งใจฝึกวิชาอยู่ที่นี่เถอะ ใต้หล้านี้ล่มสลายไม่ได้หรอก องค์เหนือหัวทรงทราบเื่แล้ว อย่างมากเพียงครึ่งปีความวุ่นวายย่อมถูกสงบลงแน่นอน!"
'องค์เหนือหัว' (เซิ่งเหริน) คือคำเรียกขานฮ่องเต้ด้วยความเคารพของขุนนางและราษฎร
หลี่ชิงชิวเองก็มิได้อยากให้เหล่าศิษย์ไปยุ่งเกี่ยว พวกเขายังเยาว์วัยนัก การเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวายเช่นนั้นมิใช่เื่ดีต่อจิตใจ ทั้งยังต้องพัวพันกับทางการอีกด้วย
สำนักชิงเซียวในอนาคตอาจลงเขามาช่วยราษฎรในยามกลียุคได้ ทว่ามิใช่สำนักชิงเซียวในตอนนี้
"ครึ่งปีเชียวรึ? รวดเร็วเพียงนั้นเชียว?" จางยวี่ชุนถามอย่างแปลกใจ
เจียงกว๋อเทียนแค่นเสียง "ย่อมแน่นอน ก่อนหน้านี้เพียงเพราะมีขุนนางกังฉินคอยบดบังพระเนตรพระกรรณ ทว่ายามนี้คนเ่าั้ถูกกำจัดสิ้นแล้ว ราชวงศ์ต้าหลีของเราเพิ่งสถาปนาได้เพียงสามสิบปี ยุคทองที่แท้จริงยังมาไม่ถึง พวกเ้าอดทนฝึกวิชาอีกไม่กี่ปีก็จะได้เสวยสุขแล้ว"
หลี่ชิงชิวนึกไม่ถึงว่าเจียงกว๋อเทียนจะมีความเลื่อมใสในฮ่องเต้องค์ปัจจุบันถึงเพียงนี้
ฉินเยี่ยที่กำลังผ่าฟืนอยู่พลันหันมามองเจียงกว๋อเทียนด้วยสายตาโกรธแค้น เขาเริ่มนึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ลงมือเบาเกินไปจนมิอาจเรียกสติเจียงกว๋อเทียนให้ตื่นจากความงมงายได้
เมื่ออาหารถูกยกมาครบ หลี่ชิงชิวก็เชิญเจียงกว๋อเทียนกินข้าวและให้เขาเล่าเื่ราวในยุทธภพแทนเื่ในราชสำนัก ซึ่งเหล่าศิษย์สนใจเื่ราวความวุ่นวายในยุทธภพมากกว่ามาก
เจียงกว๋อเทียนเริ่มร่ายยาวด้วยความคึกคะนอง
เขาถึงขั้นเอ่ยถึงจอหงวนบู๊หลี่อางด้วย
ว่ากันว่ายามที่หลี่อางไปท้าประลองกับสำนักเทียนเตา เขาได้กล่าววาจาโอหังจนถูกคนสำนักเทียนเตาซัดาเ็สาหัส เื่นี้ทำให้ตระกูลหลี่แห่งหลินชวนโกรธแค้นยิ่งนัก ยามนี้สำนักเทียนเตากำลังถูกกดดันจากทุกสารทิศจนอยู่อย่างลำบากยากเข็ญ
"แพ้ให้แก่เจียงจ้าวเซี่ยจนเสียชื่อเสียงไปครึ่งหนึ่ง แล้วยังมาโดนตระกูลหลี่บีบคั้นอีก สำนักเทียนเตาเกรงว่าคงยากจะรักษาชื่อเสียงหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ไว้ได้แล้ว" เจียงกว๋อเทียนกล่าวอย่างสะใจ
ข่าวนี้ทำให้เหล่าศิษย์ตื่นเต้นยินดี ทว่าเพราะหลี่ชิงชิวกำชับไว้ล่วงหน้า พวกเขาจึงมิได้เอ่ยถึงความแค้นระหว่างเจียงจ้าวเซี่ยและสำนักเทียนเตาออกมา
การมาเยือนของเจียงกว๋อเทียนทำให้สำนักชิงเซียวคึกคักขึ้น วันต่อมาเขาได้พบกับหยางเจวี๋ยติ่ง ทั้งคู่พูดคุยกันถูกคอประหนึ่งสหายที่พลัดพรากมานาน จนเจียงกว๋อเทียนรั้งอยู่ต่ออีกสองวัน
ห้าวันให้หลัง เจียงกว๋อเทียนจึงลาลงเขาไป
เพราะข่าวสารที่เจียงกว๋อเทียนนำมา เหล่าศิษย์สำนักชิงเซียวต่างพากันเห็นคุณค่าของเวลาในการฝึกยุทธบนเขามากขึ้นมหาศาล
วันเวลาผันผ่านไปดุจพลิกหน้ากระดาษ
ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไป ฤดูหนาวมาเยือน เกล็ดหิมะเริ่มโปรยปราย
วันนี้ เจียงจ้าวเซี่ยทะลวงเข้าสู่ ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 4 สำเร็จ หลี่ชิงชิวที่อยู่กึ่งกลางเขาััได้ถึง 'เจตจำนงกระบี่' สายหนึ่ง เขาจึงมุ่งหน้าตามรอยเจตจำนงนั้นไปจนพบเจียงจ้าวเซี่ย
เจียงจ้าวเซี่ยยืนอยู่เหนือผิวน้ำในทะเลสาบกึ่งกลางเขา ผิวน้ำที่มิได้เป็น้ำแข็งกระเพื่อมเป็ระลอกคลื่นตามฝีเท้าของเขาอย่างต่อเนื่อง
เจตจำนงกระบี่คือสิ่งที่อัศจรรย์ยิ่งนัก คล้ายกับรัศมีพลังทว่ากลับมีมวลพลังที่ััได้จริง หลี่ชิงชิวผู้มีลิขิตชะตา 'บ้ากระบี่แต่กำเนิด' ััได้ทันทีว่านี่คือเจตจำนงกระบี่
เจตจำนงกระบี่ของเจียงจ้าวเซี่ยแข็งแกร่งนัก เขาทำให้หลี่ชิงชิวรู้สึกราวกับว่าตัวเขาเองคือกระบี่ล้ำค่าเล่มหนึ่งที่แหลมคมจนพร้อมจะกรีดเฉือนทุกสรรพสิ่ง
ข้าแบ่งเวลาไปฝึกวิชาเข็มิญญาผีบอกคืนชีพ ต่อให้มีลิขิตชะตาเหมือนศิษย์พี่สาม ทว่าความเข้าใจในวิถีกระบี่ของข้ากลับสู้เขาไม่ได้จริงๆ
หลี่ชิงชิวยืนมองจากริมฝั่งพลางคิดเช่นนั้น ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
เจียงจ้าวเซี่ยมิมิได้ก้าวหน้าเพียงตบะ ทว่าวิถีกระบี่ของเขาก็รุดหน้าขึ้นด้วย
ในสภาวะที่ไร้อาจารย์คอยสั่งสอน เจตจำนงกระบี่ของเขาสามารถก่อตัวขึ้นได้เอง ความเข้าใจในวิถีกระบี่ของเขานับว่าเป็อัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาจริงๆ
หิมะโปรยปรายลงมาดุจกลีบดอกไม้ ทว่ายังมิทันจะตกถึงตัวเจียงจ้าวเซี่ยก็มลายกลายเป็ไอสีขาวจางๆ เจียงจ้าวเซี่ยในยามนี้ดูสง่างามราวกับเทพเซียนที่พร้อมจะเหาะเหินเดินอากาศได้ทุกเมื่อ
ทันใดนั้น
เจียงจ้าวเซี่ยยกมือขึ้น ใช้นิ้วแทนกระบี่พุ่งเป้ามาที่หลี่ชิงชิว ปราณกระบี่พวยพุ่งออกจากปลายนิ้วรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
หลี่ชิงชิวตอบสนองอย่างว่องไว มือขวาสะบัดเข็มเงินเล่มหนึ่งออกไปทันที เข็มเงินพุ่งทะยานเข้าปะทะกับปราณกระบี่กลางอากาศจนเข็มแหลกละเอียดและปราณกระบี่สลายไปพร้อมกัน
เจียงจ้าวเซี่ยหรี่ตามองพลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าแยกไม่ออกจริงๆ ว่าพลังของท่านแข็งแกร่งกว่า หรือวิชาเข็มของท่านมันร้ายกาจกว่าปราณกระบี่ของข้ากันแน่"
หลี่ชิงชิวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ "หากข้าตอบสนองช้าไปนิดเดียว เมื่อครู่ข้าคงตายภายใต้ปราณกระบี่ของเ้าไปแล้ว"
"ไม่มีทางขอรับ ปราณกระบี่ของข้าเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว ควบคุมได้ดั่งใจนึก ต่อให้มันพุ่งไปถึงหน้าท่าน ข้าก็สั่งให้มันหยุดนิ่งได้ทันที" น้ำเสียงของเจียงจ้าวเซี่ยแฝงไปด้วยความทะนงตน
หลี่ชิงชิวยกยิ้มมุมปาก ถามว่า "ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้เ้าพร้อมจะไปล้างแค้นแล้วรึยัง?"
เจียงจ้าวเซี่ยจ้องมองเขาเขม็ง เนิ่นนานผ่านไปจึงกล่าวว่า "ในกลุ่มยอดฝีมือสำนักเทียนเตาที่รุมล้อมข้า มีกลุ่มนักดาบกลุ่มหนึ่งที่มีวรยุทธสูงส่งและประสานงานกันได้ไร้ที่ติ ทำให้ข้าต้องลำบากไม่น้อย ข้าจึงเตรียมจะคัดเลือกศิษย์ในสำนักมาสิบสามคน เพื่อถ่ายทอดวิถีกระบี่ให้พวกเขาด้วยตนเอง วันหน้าข้าจะนำทัพพวกเขาไปกวาดล้างศัตรูทุกคนที่คิดร้ายต่อสำนักชิงเซียว"
"ข้าตั้งชื่อไว้แล้ว... จะเรียกพวกเขาว่า 'สิบสามกระบี่สังหารแห่งชิงเซียว'"
