ิหยวนเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เฉาอู๋จิ่วแล้วต้มยาอีกสามชาม ยานี้เขาเพิ่งเคยอ่านในตำรา ไม่เคยเห็นผู้ใดใช้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือไม่ ได้แต่เฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ โชคดีที่ยานี้ได้ผลจริง รุ่งเช้าวันถัดมา ใบหน้าของเฉาอู๋จิ่วเริ่มมีเืฝาด ริมฝีปากที่ซีดเซียวก็กลับมาเป็ปกติ สามารถพยุงตัวลุกขึ้นนั่งได้แล้ว
“โอ้ย...” เฉาอู๋จิ่วยังขยับตัวไม่ทันไร ก็รู้สึกเ็ปจนเหงื่อเย็นไหลออกมา ตามที่ิหยวนเตือนไว้จริงๆ หากฝืนมากเกินไปอาจเป็อันตรายได้
หม่านสือชีวิตก “หรือไม่ก็ช่างเถิด ข้าไปแทนเ้าเอง ข้าจะกราบทูลไปว่าเ้าโศกเศร้าเกินเหตุจนล้มป่วย”
“พูดเื่ไร้สาระ เ้าเคยเห็นคนพึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ป่วยกะทันหันด้วยความโศกเศร้าหรือ?” เฉาอู๋จิ่วกัดฟันลุกขึ้นยืนหลังตรงราวกับหุ่น ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย เพื่ออดทนต่อความเ็ปจากาแ หม่านสือชีช่วยเขาเปลี่ยนเป็ชุดขุนนางอย่างระมัดระวัง ยิ่งสวมเสื้อผ้าหลายชั้น เหงื่อก็ยิ่งไหลออกมา
พอมาถึงหน้าประตู เฉาอู๋จิ่วก็ตบบ่าหม่านสือชีเป็เชิงบอกให้อีกฝ่ายปล่อยมือ จากนั้นจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ พยุงร่างกายเดินออกไป
รถม้าเตรียมพร้อมแล้ว หม่านสือชีะโขึ้นรถม้าก่อนจะเปิดม่านให้เขา
เฉาอู๋จิ่วไม่ได้ขยับตัว “ขี่ม้า”
“เ้าไม่รักชีวิตตัวเองแล้วหรือ?!”
“ข้าต้องให้ทุกคนเห็นว่าข้าปลอดภัยดี”
เฉาอู๋จิ่วเอ่ยเสียงเรียบ สะบัดแขนเสื้อ ปลดเชือกล่ามม้า จากนั้นจึงขึ้นขี่ม้า สะบัดแส้ ควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว
ท่วงท่าของเขาดูเป็ธรรมชาติ ราวกับไม่เป็ไร
หม่านสือชีผู้ไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาว ถึงกับน้ำตาคลอ เขารีบขึ้นควบม้าตามเฉาอู๋จิ่วไป
……
ิหยวนมองตามพวกเขาไปไกล ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากทำงานหนักมาทั้งคืน ทำให้เขารู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ตอนเดินเข้าประตูไปก็เซจนเกือบล้ม โชคดีที่มีคนมาช่วยพยุงเขาไว้ได้ทัน
พอตั้งสติได้จึงพบว่า เป็หยางจวินกับิเยี่ยที่ยืนอยู่ข้างกาย ทั้งสองคนช่วยพยุงเขาไว้
ิหยวนปล่อยมือออกจากแขนของหยางจวิน หันไปยิ้มให้ิเยี่ย "เ้าของห้องจากไปแล้ว พวกเราอยู่ที่นี่ ช่างดูเหมือนยึดครองรังนกพิราบเสียจริง"
หยางจวินได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง
ิเยี่ยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า “ในที่สุดข้าก็ได้พักผ่อนเสียที”
หยางจวินมองิเยี่ย แล้วหันไปมองิหยวน “เ้าไม่ไปจวนจ้าวอ๋องสักหน่อยหรือ?”
ิหยวนไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจ “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็ใคร?”
“กระบี่จื่ออวิ๋นที่ทูต์มอบให้เ้า เป็ของล้ำค่า มีชื่อเสียงโด่งดัง” อีกทั้งวันนั้นเว่ยเสี่ยนถอดหน้ากากออก เผยใบหน้าที่แท้จริง หยางจวินไม่ใช่คนตาบอด ย่อมรู้ว่าเขาเป็ใคร
“จริงด้วยสิ ข้าควรไปสักครา”
“ข้าไปกับเ้าด้วยก็แล้วกัน” หากถูกขัดขวาง เขาสามารถช่วยพูดให้ได้
ิเยี่ยเบ้ปาก “แล้วข้าเล่า?”
“เ้าอยู่เฝ้าบ้าน เผื่อเกิดเื่ใดขึ้นอีก”
“ก็ได้...”
“บ่นอะไรของเ้า?”
“เปล่า ข้าเชื่อฟังพวกเ้าทั้งสองก็แล้วกัน” ิเยี่ยตอบอย่างเกินจริง ทำท่าทางล้อเลียน
ิหยวนกับหยางจวินจูงม้าออกไปด้วยกัน ในเมืองเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน พวกเขาไม่ใช่เฉาอู๋จิ่ว ไม่จำเป็ต้องควบม้าเร็ว จึงเดินเล่นชมทิวทัศน์สองข้างทาง เดินไปเดินมาก็ชะลอฝีเท้าลง สุดท้ายจึงลงจากหลังม้า เดินเล่นไปเรื่อยๆ
ิหยวนหยุดเดินทันใด “ท่านป๋อน้อย เ้ามีน้องสาวจริงๆ หรือ?”
หยางจวินไม่ได้หันไปมองอีกฝ่าย “แน่นอนสิ ข้าจะแต่งเื่โกหกเ้าเพื่อเหตุใด?”
“เช่นนั้นวันนั้นที่เ้ากลับไปมือเปล่า น้องสาวท่านไม่โกรธหรือ?”
หยางจวินค่อนข้างประหลาดใจ หลังจากงานเลี้ยงในวันนั้น ิหยวนก็ทำตัวเ็าใส่เขาเสมอมา ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยถึงเื่นี้ “โกรธสิ นางโวยวายใหญ่โต บอกว่าข้าผิดสัญญา ตอนข้าจะจากมา นางยังไม่ยอมมาส่งเลย”
“อย่างนั้นหรือ น่าสงสารนัก” ไม่รู้ว่าิหยวนกำลังหมายถึงใครกันแน่
“สุดท้ายพอข้าเดินออกมา นางก็วิ่งตามออกมา ร้องไห้ บอกให้ข้าดูแลตัวเองดีๆ” น้ำเสียงของหยางจวินเต็มไปด้วยความสุข แววตาอ่อนโยนราวกับกำลังตามใจคนที่รัก ใบหน้าหล่อเหลาดูสดใส ิหยวนเกือบจะยิ้มออกมา เมื่อนึกถึงพี่สาวและน้องสาวของตน
“ท่านปู่...”
เสียงร้องไห้และกรีดร้องดังมาแต่ไกล ทำให้พวกเขาต้องหยุดคุย เมื่อหันไปมองจึงพบว่ามีคนมุงดูบางอย่างอยู่
ิหยวนกับหยางจวินไม่ได้หันมองอีกฝ่าย ต่างพากันเดินเข้าไปในวงล้อม
“ท่านเ้าหน้าที่! ไว้ชีวิตข้าด้วยขอรับ! ขอผลัดผ่อนอีกสองวันเถิด! อีกไม่กี่วันข้าก็หาเงินมาจ่ายท่านได้แล้ว!”
-----
