บทที่ 7 เงินตรา บารมี และการจากลาความอัปยศ
แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมขอบฟ้ากรุงปักกิ่งเป็สีส้มแก่สลับม่วงเข้ม บรรยากาศหน้าโรงพยาบาลรัฐบาลยังคงขวักไขว่ไปด้วยผู้คน ทว่าท่ามกลางฝูงชนที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ร่างของเด็กสาวคนหนึ่งที่เดินลงมาจากแท็กซี่กลับดึงดูดสายตาของผู้คนอย่างประหลาด หลินชิงเซียนในตอนนี้ไม่ได้มีกลิ่นอายของเด็กสาวมัธยมปลายผู้อ่อนแออีกต่อไป ท่วงท่าการเดินที่มั่นคง สง่างาม และดวงตาที่คมกล้าดุจหงส์เพลิง ทำให้นางดูเหมือนชนชั้นสูงที่กำลังเดินเข้าสู่สรวง์ มากกว่าจะเดินเข้าสู่โรงพยาบาลที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ
ภายในโถงจ่ายเงินที่เนืองแน่น เว่ยหลานนั่งกุมกระเป๋าผ้าใบเก่าสีซีดไว้แน่นที่หน้าอก ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล แม้ลูกสาวจะหายเป็ปลิดทิ้งราวปาฏิหาริย์ แต่ตัวเลขในใบแจ้งหนี้ยังคงเป็ของจริงที่นางต้องเผชิญ
“หมายเลข 214 คุณเว่ยหลาน เชิญที่ช่องชำระเงินค่ะ!” เสียงพยาบาลประกาศผ่านลำโพง
เว่ยหลานสะดุ้งตัวโยน นางรีบเดินไปที่เคาน์เตอร์ด้วยท่าทางประหม่า มือที่หยาบกร้านสั่นเทาขณะยื่นเศษธนบัตรและใบเสร็จมัดจำสองหมื่นหยวนที่เถ้าแก่หวงช่วยไว้
“เอ่อ ค่ายาที่สั่งเพิ่มกับค่าห้องพักฟื้น ทั้งหมดเท่าไหร่คะ?” นางถามด้วยเสียงแ่เบา
พยาบาลสาวที่หน้าเคาน์เตอร์มองเว่ยหลานด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ด
“ค่ารักษาเบื้องต้น ค่าห้องฉุกเฉิน ยาพิเศษที่แพทย์สั่ง และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ยอดรวมคือสามหมื่นสองพันหยวนค่ะ หักเงินมัดจำสองหมื่นแล้ว คุณต้องชำระเพิ่มอีกหนึ่งหมื่นสองพันหยวนค่ะ”
“หนึ่งหมื่นสองพัน!” เว่ยหลานอุทานด้วยความใ
“แต่ แต่คุณหมอหวังบอกว่าค่ายาไม่น่าจะแพงขนาดนี้”
“นั่นคือการประเมินเบื้องต้นค่ะคุณแม่ ยาที่คุณหนูหลินสั่งเพิ่มเป็ยาบำรุงประสาทและสารสกัดเข้มข้นซึ่งอยู่นอกบัญชียาหลัก ราคามันสูงอยู่แล้วค่ะ” พยาบาลตอบพลางเคาะปากกาอย่างหมดความอดทน
“จะจ่ายด้วยบัตรหรือเงินสดดีคะ? ถ้าไม่จ่ายตอนนี้ เราไม่สามารถทำเื่ออกจากโรงพยาบาลให้ได้นะคะ”
เว่ยหลานหน้าซีดเผือด ในกระเป๋าของนางมีเงินเหลือเพียงเจ็ดร้อยหยวนเท่านั้น นางเริ่มลนลาน น้ำตาคลอเบ้า
“คุณคะ ขอฉันติดไว้ก่อนได้ไหม? หรือฉันจะเอาบัตรประชาชนวางไว้ ฉันจะรีบหามาจ่าย”
“ไม่ได้ค่ะ เป็ระเบียบของโรงพยาบาล” พยาบาลสาวเริ่มขมวดคิ้ว
“ถ้าไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องรอให้ฝ่ายสังคมสงเคราะห์มาประเมิน ซึ่งอาจจะต้องรออีกสามสี่วันนะคะ”
ในขณะที่เว่ยหลานกำลังจะทรุดตัวลงด้วยความอับจนหนทาง มือเรียวบางที่ขาวเนียนดุจหยกสลักก็วางลงบนไหล่ของนางอย่างมั่นคง
“เงินส่วนที่เหลือ ฉันจ่ายเองค่ะ”
เสียงที่ราบเรียบทว่าทรงพลังดังขึ้นข้างหู เว่ยหลานหันไปมองด้วยความตกตะลึง เห็นหลินชิงเซียนยืนอยู่ข้างกายพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูมั่นใจ นางชูบัตรธนาคารสีดำทองใบใหม่เอี่ยมที่เพิ่งได้รับจากศาสตราจารย์มู่ส่งให้พยาบาล
พยาบาลสาวชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นลักษณะของบัตร
“บัตรนี้ คุณแน่ใจนะว่ามีเงิน?”
ชิงเซียนไม่ตอบ แต่ั์ตาหงส์ของนางที่จ้องมองไปทำให้พยาบาลคนนั้นรู้สึก เหมือนถูกกดดันด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น พยาบาลรีบรับบัตรไปรูดเครื่องทันที
ติ๊ด!
เสียงสัญญาณอนุมัติการชำระเงินดังขึ้น พร้อมกับสลิปที่พิมพ์ออกมาอย่างรวดเร็ว พยาบาลเบิกตากว้างเมื่อเห็นยอดเงินคงเหลือที่โชว์ในระบบชั่วครู่ มันมีเลขศูนย์ยาวเฟื้อยจนนางนับไม่ถ้วน!
“เรียบร้อย เรียบร้อยแล้วค่ะคุณหนู” ท่าทีของพยาบาลเปลี่ยนไปเป็นอบน้อมทันที “นี่คือใบเสร็จและเอกสารออกจากโรงพยาบาลค่ะ”
เว่ยหลานมองลูกสาวอย่างไม่เชื่อสายตา
“ชิงเซียน ลูก ลูกไปเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนี้? แล้วบัตรนี่มัน”
“แม่คะ เื่มันยาว เดี๋ยวหนูจะเล่าให้ฟังบนรถนะคะ” ชิงเซียนประคองแม่ของนางเดินออกมา
“ตอนนี้เราไปเก็บของ แล้วออกจากที่นี่กันเถอะค่ะ หนูจองที่พักใหม่ไว้ให้แม่แล้ว”
“ที่พักใหม่? แต่ห้องเช่าเรา”
“เราจะไม่อยู่ที่รูหนูที่คอยซ้ำเติมความทุกข์ของเราอีกแล้วค่ะ” ชิงเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่มีใครกล้าค้าน
ห้องเช่าหมายเลข 402 ชุมชนแออัด
สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับของน้ำครำและเสียงด่าทอของเพื่อนบ้านยังคงเหมือนเดิม เมื่อทั้งสองกลับมาถึงเพื่อเก็บของใช้จำเป็ ชาวบ้านในสลัมที่เคยนินทาเว่ยหลานต่างพากันโผล่หน้าออกมาดูด้วยความสอดรู้สอดเห็น
“อ้าว! นั่นมันสองแม่ลูกดวงซวยนี่นา ฟื้นแล้วเหรอเนี่ย?” เสียงของนางจาง แม่ค้าเขียงหมูปากจัดดังขึ้น
“เห็นว่าถูกรถชนปางตาย สงสัยจะไปทำแท้งมามากกว่าล่ะมั้ง ถึงได้หายเร็วนัก!”
เสียงหัวเราะเยาะดังประสานขึ้นจากกลุ่มแม่บ้านที่ยืนแทะเมล็ดแตงโมอยู่หน้าซอย
เว่ยหลานก้มหน้าต่ำ ร่างกายสั่นเทาด้วยความอับอายที่สั่งสมมานานนับสิบปี แต่นางรู้สึกถึงแรงบีบเบา ๆ ที่มือจากลูกสาว
ชิงเซียนหยุดเดิน นางหันไปมองนางจางและกลุ่มแม่บ้านเ่าั้ด้วยสายตาที่เย็นเยียบจนคนเ่าั้ถึงกับสะดุ้ง
“ในปากของพวกท่านมีแต่สิ่งโสมมยิ่งกว่าน้ำครำในซอยนี้เสียอีก” ชิงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ดังกังวานไปทั่วตรอก
“แม่ของฉันอดทนกับพวกท่านมานานเกินไปแล้ว แต่นับจากวินาทีนี้เป็ต้นไป ใครที่กล้าดูิ่แม่ของฉันแม้แต่คำเดียว ฉันจะทำให้ลิ้นของมันต้องแข็งทื่อไปตลอดชีวิต!”
“นังเด็กนี่! แกกล้าดียังไงมาแช่งฉัน!” นางจางถลึงตาเข้าใส่ เตรียมจะเดินเข้ามาหาเื่
ชิงเซียนเพียงแต่สะบัดปลายนิ้วเบา ๆ ในอากาศ พลังปราณที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าสู่จุดชีพจรที่ลำคอของนางจางอย่างแม่นยำ
“อึก อะ เอื้อ” จู่ ๆ นางจางก็อ้าปากค้าง เสียงที่กำลังจะด่าหายเข้าไปในลำคอ นางพยายามจะเปล่งเสียงแต่กลับมีเพียงเสียงอึกอักเหมือนคนเป็ใบ้ ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความใกลัว
“แม่จาง! เป็อะไรไปน่ะ!” เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ พากันถอยกรูดเมื่อเห็นท่าทางประหลาดของนางจาง
ชิงเซียนไม่สนใจ นางพาแม่เดินเข้าห้องพักไปอย่างสงบ ทิ้งความตื่นตระหนกไว้เื้ั
ภายในห้องแคบ ๆ ชิงเซียนกวาดสายตามองความทรงจำที่ขมขื่น นางบอกให้แม่หยิบเพียงรูปถ่ายและเอกสารสำคัญเท่านั้น ส่วนเสื้อผ้าเก่า ๆ และของใช้ที่ผุพัง นางไม่ให้นำไปแม้แต่ชิ้นเดียว
“ชิงเซียน เราจะไปไหนกันลูก? แม่ยังงงไปหมดแล้ว” เว่ยหลานถามขณะมองลูกสาวที่กำลังเก็บรูปภาพใส่กระเป๋า
“เราจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่คู่ควรกับแม่ค่ะ”
เมื่อทั้งสองเดินออกมาหน้าซอย รถลีมูซีนสีดำคันหรูที่ศาสตราจารย์มู่ส่งมารับก็จอดรออยู่แล้ว ท่ามกลางสายตาตะลึงพรึงเพริดของชาวสลัมที่แทบไม่เคยเห็นรถราคาหลักล้านแล่นเข้ามาในที่แห่งนี้
พนักงานขับรถในชุดสูทรีบลงมาเปิดประตูให้
“เชิญครับคุณหนูหลิน คุณผู้หญิง”
เว่ยหลานเดินขึ้นรถด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป เบาะหนังแท้ที่นุ่มนวลและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ภายในรถช่างต่างกับกลิ่นอับในห้องเช่าราวฟ้ากับดิน
ขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป ชิงเซียนมองผ่านกระจกหลังเห็นนางจางที่ยังคงกุมลำคอและดิ้นพล่านอยู่หน้าซอย นางขยับยิ้มเ็า
‘นั่นคือบทเรียนเบื้องต้นสำหรับคนที่กล้าแตะต้องแม่ของฉัน’
วิลล่าส่วนตัว เขตชานเมืองปักกิ่ง
รถลีมูซีนเลี้ยวเข้าสู่เขตพื้นที่สีเขียวที่เงียบสงบและเป็ส่วนตัว จนกระทั่งหยุดลงหน้าวิลล่าสไตล์โมเดิร์นสองชั้นที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ พื้นที่รอบบ้านกว้างขวางและถูกล้อมรอบด้วยสวนสมุนไพรที่ศาสตราจารย์มู่เคยจัดทำไว้เบื้องต้น
“ที่นี่คือบ้านใหม่ของเราค่ะแม่” ชิงเซียนบอกพลางจูงมือแม่ลงจากรถ
เว่ยหลานมองบ้านหลังใหญ่โตที่มีกระจกใสบานกว้างมองเห็นวิวทิวเขา นางน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง
“ชิงเซียน นี่มันแพงมากนะลูก เรามีเงินจ่ายเขาจริง ๆ เหรอ?”
“แม่ไม่ต้องห่วงเื่เงินค่ะ ตอนนี้หนูมีเงินในบัญชีสิบล้านหยวน และที่ดินผืนนี้รวมถึงบ้านหลังนี้ก็เป็ชื่อของหนูแล้ว”
ชิงเซียนพาแม่เข้าไปข้างใน บ้านถูกตกแต่งไว้อย่างครบครัน แอร์คอนดิชันเนอร์เย็นฉ่ำที่แม่เคยฝันถึงถูกเปิดเตรียมไว้รออยู่แล้ว นางพาแม่ไปที่ห้องนอนใหญ่ที่มีเตียงนุ่มหนาและผ้าห่มไหมอย่างดี
“คืนนี้เราจะอยู่ที่นี่ หนูจะไปเตรียมยาให้แม่ทานก่อน”
ในห้องครัวที่กว้างขวางและทันสมัย ชิงเซียนหยิบหม้อดินเผาใบใหม่ที่ซื้อมาออกมา นางนำสมุนไพรหายากบางส่วนที่ได้รับมาจากร้านศาลาสมบัติ์ และยาที่หมอหวังจัดมาให้ตามที่เธอบอกออกมา กับน้ำพุิญญาจากมิติโอสถนิรันดร์มาผสมกัน
กลิ่นหอมละมุนของตัวยาที่ไม่ได้ฉุนเฉียวเหมือนยาแผนปัจจุบันเริ่มอบอวลไปทั่วบ้าน มันเป็กลิ่นที่ทำให้จิตใจสงบและร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ชิงเซียนใช้พลังปราณควบคุมอุณหภูมิของไฟให้คงที่ ต้มเคี่ยวจนยากลายเป็ของเหลวสีทองใส
นางยกถ้วยยาไปให้แม่ที่กำลังนั่งพักอยู่บนโซฟา
“ดื่มนี่นะคะแม่ มันจะช่วยชำระล้างสารพิษในร่างกายและรักษาอาการปอดอักเสบเรื้อรังของแม่ให้หายขาด”
เว่ยหลานรับถ้วยยามาดื่มอย่างว่าง่าย ทันทีที่ของเหลวไหลลงสู่ลำคอ นางรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่กระจายไปทั่วร่าง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน ไม่ซิ นานหลายสิบปีดูเหมือนจะละลายหายไปในพริบตา ผิวพรรณที่เคยแห้งกร้านเริ่มกลับมามีเืฝาด ความเ็ปที่ขาจากเส้นเืขอดก็ทุเลาลงจนน่าอัศจรรย์
“ชิงเซียน ยานี่มัน แม่รู้สึกว่าร่างกายมันเบาสบายมากเลย เหมือนได้เกิดใหม่เลยลูก” เว่ยหลานบอกด้วยความทึ่ง
“นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นค่ะแม่ ต่อไปหนูจะทำให้แม่เป็ผู้หญิงที่งดงามและแข็งแรงที่สุด”
หลังจากทานอาหารเสร็จรีบร้อย นางก็ส่งแม่เข้านอนแล้ว หลินชิงเซียนก็เดินออกมาที่ระเบียงชั้นสอง นางมองไปที่ดวงจันทร์บนฟากฟ้า นึกถึงยอดเขา ชิงอวิ๋นที่นางเคยจากมา
‘ในโลกนี้ แม้พลังปราณจะเบาบาง แต่มันก็ยังพอมีวิธีบ่มเพาะ ฉันต้องรีบฟื้นฟูพลังเพื่อปกป้องแม่และจัดการกับตระกูลหลิน’
นางหยิบแผ่นศิลานิลกาฬที่ได้มาออกมาพินิจพิเคราะห์ ภายใต้เนตรัจักรพรรดิ นางมองเห็นรอยจารึกที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในเนื้อเหล็ก มันไม่ใช่แค่ตำราสมุนไพร แต่มันคือ เคล็ดวิชากลั่นิญญาหมื่นลี้ ซึ่งเป็วิชาที่ใช้ในการดึงเอาพลังงานจากสิ่งมีชีวิตรอบตัวมากลั่นเป็โอสถ
‘วิชานี้ในแดนเซียนถือเป็วิชาต้องห้ามเพราะมันโหดร้ายเกินไป แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยมลภาวะและพลังงานขยะเช่นนี้ หากฉันดัดแปลงมันเพื่อดูดซับสารพิษจากอากาศและดินมาเปลี่ยนเป็พลังงาน มันจะเป็ผลดีต่อทั้งการบ่มเพาะของฉันและต่อโลกใบนี้!’
หลินชิงเซียนนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นไม้ระเบียง เริ่มต้นการบ่มเพาะพลังอย่างจริงจังเป็คืนแรก รอบกายของนางเริ่มปรากฏกระแสลมหมุนวนจาง ๆ ใบไม้ในสวนสั่นไหวราวกับกำลังเต้นระบำตอบรับการมาถึงของราชินีแห่งโอสถ
ในคืนนั้นเอง ณ คฤหาสน์ตระกูลหลินที่โอ่อ่ากลางกรุงปักกิ่ง
หลินเชี่ยวอวิ๋นที่ใบหน้ายังมีรอยผื่นแดงจากการะเิของหิน นั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนโซฟาหรู โดยมีกัวฟงคอยปลอบอยู่ข้าง ๆ
“คุณปู่คะ! นังชิงเซียนมันทำร้ายหนู! มันโกงเงินสิบล้านจากศาสตราจารย์มู่มาด้วย!” นางกรีดร้องใส่ชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักที่ดูน่าเกรงขาม
ท่านผู้าุโหลินขมวดคิ้ว แววตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด
“หลินชิงเซียนงั้นหรือ? เด็กที่ฉันเคยไล่ออกไปพร้อมกับแม่แพศยานั่นน่ะนะ? สองวันก่อนที่ถูกรถชน มันตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง?”
“มันยังไม่ตายค่ะคุณปู่! แถมตอนนี้มันยังดูประหลาดไปมาก ท่าทางอวดดีจนน่าหมั่นไส้!”
ท่านปู่หลินเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ
“สิบล้านหยวนไม่ใช่เงินน้อย ๆ และถ้ามันมีความสัมพันธ์กับศาสตราจารย์มู่จริง เราจะปล่อยมันไว้ไม่ได้ กัวฟง ไปสืบมาให้แน่ชัดว่าตอนนี้พวกมันพักอยู่ที่ไหน”
“ครับท่านปู่ ผมจะจัดการเื่นี้เอง” กัวฟงตอบด้วยความดีใจที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านปู่หลิน แววตาของเขาที่เต็มไปด้วยความริษยาและแค้นเคือง
