ชั่วขณะหนึ่งระหว่างคนทั้งสองก็พลันไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมา ในห้องเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ซ่งหานเจียงมองความแน่วแน่ในสายตาของซย่านีออก ในนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับการเปลี่ยนใจเลยสักนิด
ในที่สุดซย่านีก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ดูสิ คุณไม่รู้อะไรเลย ไม่เคยรู้อะไรเลยว่าตอนอยู่ที่บ้านของคุณภรรยาและลูกๆ ของคุณต้องเจอกับอะไรบ้าง การใช้ชีวิตคู่ของพวกเรายังจำเป็ต้องมีอยู่อีกงั้นหรือ?”
ซย่านีแทบจะพูดว่า การแต่งงานในครั้งนี้ ต่อให้มีคุณหรือไม่มีคุณอยู่มันก็ไม่ต่างกันหรอก
“แต่ว่าลูกๆ เล่าจะทำอย่างไรกับพวกเขา?” ซ่งหานเจียงเอ่ยปากถามอย่างยากลำบาก
ซย่านีตอบ “พวกเราจะยังไม่บอกเื่หย่ากับลูกๆ ส่วนคุณก็มาที่นี่ทุกสุดสัปดาห์ก็แล้วกันเพื่อกินข้าวกับลูกๆ ถึงอย่างไรคุณก็ทำแบบนี้มาตลอดอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”
คำพูดย้อนถามประโยคนี้ ทำให้ซ่งหานเจียงพลันตระหนักได้ทันทีเลยว่าตนเองนั้นเป็พ่อที่ไร้ความรับผิดชอบมากแค่ไหน ใน่เวลาสองปีมานี้เขาแทบจะทุ่มเทแรงกายแรงใจและเวลาทั้งหมดให้กับการศึกษาเล่าเรียน แม้แต่ใน่วันหยุดสุดสัปดาห์หรือ่ปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน เขาก็ใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ที่สถานศึกษาระหว่างที่ลูกๆ กำลังเติบโตขึ้นนั้น เขาแทบจะไม่เคยได้ทำอะไรเลย ตลอดเวลามานี้มีแค่ซย่านีเพียงคนเดียวที่คอยดูแลลูกๆ อยู่ข้างๆ
“ใช่ คุณพูดถูก” ชายหนุ่มพูดอย่างขมขื่น “ผมไม่ใช่พ่อที่ดี”
คิ้วแสนงดงามของซ่งหานเจียงขมวดกันจนเป็ปม หางตาตกลงเล็กน้อย แสงสว่างในดวงตาก็เริ่มหม่นแสงลง เขาพยายามอย่างหนักที่จะยกมุมปากขึ้น เพื่อเป็รอยยิ้มแต่ในไม่ช้ามันก็หายไปอีกครั้ง
หน้าตาดีนี่ช่างได้เปรียบจริงๆ ทุกครั้งที่ซย่านีเห็นเขาทำสีหน้าเช่นนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจอ่อนขึ้นมา
“คุณจดจ่ออยู่กับการเรียนมากเกินไป” ซย่านีถอนหายใจแล้วตบหลังซ่งหานเจียง “ฉันรู้ หากมิใช่เพราะต้องไปเป็ยุวปัญญาชนที่ชนบท ป่านนี้คุณคงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแล้ว คุณคงได้เข้าไปเป็นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันวิจัยสักแห่ง หลังจากที่ล่าช้าไปหลายสิบปีคุณก็ได้ใช้เวลาทั้งวันทั้งคืน เพื่อชดเชยเวลาที่คุณสูญเสียไปแล้วนี่”
ซ่งหานเจียงพูดไม่ออก “ผม...”
ซย่านียิ้ม “ครั้งก่อนที่ฉันได้พบกับอาจารย์แม่ของคุณ ท่านยังบอกกับฉันว่า คุณเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในประเทศของเรา วันข้างหน้าคุณจะต้องสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน ฉันคงไม่อาจแย่งชิงอัจฉริยะคนเก่งมาจากประเทศชาติได้หรอกใช่ไหม?”
ซ่งหานเจียงยิ้มอย่างขมขื่นอีกครั้งพร้อมกับส่ายหน้า “ซย่านี คุณอย่าเยาะเย้ยผมเลย นักวิทยาศาสตร์อะไรกันผมยังเป็แค่นักศึกษาธรรมดาๆ คนหนึ่งก็เท่านั้นเอง”
ซย่านีเม้มริมฝีปากแล้วกล่าวว่า “ฉันไม่ได้เยาะเย้ยคุณนะคะ ฉันแค่บอกความจริงกับคุณ” เธอหยุดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อว่า “หลังจากที่พวกเราหย่ากันแล้ว คุณก็สามารถมุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับการศึกษาได้ ส่วนพวกเด็กๆ น่ะ ฉันสามารถดูแลพวกเขาได้ คุณวางใจเถอะฉันสัญญาว่าจะเลี้ยงดูลูกๆ เป็อย่างดี”
ซ่งหานเจียงเชื่อในสิ่งที่ซย่านีพูด ในฐานะที่เป็พ่อแม่ของลูกทั้งสามคนแล้ว ซย่านีนับว่าทำหน้าที่ได้ดีกว่าเขามากนัก แต่ว่า...
“คุณอยากเลี้ยงลูกสามคนด้วยตัวคนเดียวงั้นหรือ? คุณยังต้องทำธุรกิจเพื่อหาเงินอีกแล้วยังต้องดูแลลูกๆ ด้วย ผมเกรงว่าคุณจะจัดการคนเดียวไม่ไหว...”
ซย่านีเลิกคิ้วขึ้นพลางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “คุณคงไม่ได้กำลังจะพยายามแย่งลูกกับฉันหรอกนะ?” เธอหัวเราะเย้ยหยันหนึ่งที จากนั้นน้ำเสียงก็ฟังดูแข็งกร้าวขึ้นมา “ซ่งหานเจียง ฉันไม่้าอะไรทั้งนั้นแต่ลูกๆ ทั้งสามคนจะต้องอยู่กับฉัน คุณเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ปกติคุณต้องไปเรียนที่สถานศึกษาทุกวัน ย่อมไม่มีเวลาดูแลลูกๆ ดังนั้นสุดท้ายแล้วพวกเด็กๆ ก็จะต้องตกอยู่ในกำมือแม่คุณอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้แม่คุณทำอะไรกับพวกเด็กๆ บ้าง คุณรู้หรือไม่ หากคุณไม่รู้ก็ลองกลับไปถามคนเขาดูเถอะ อย่างไรฉันก็ไม่มีทางยกลูกให้คุณแน่ นอกเสียจาก...” หญิงสาวหยุดคำพูดลงแล้วค่อยเอ่ยต่อว่า “นอกเสียจากคุณจะไม่อยู่ที่มหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้วมาอยู่ที่บ้านแทน วันหยุดพักก็ต้องกลับบ้านมาใช้เวลากับพวกเด็กๆ แบบนี้คุณทำได้ไหม?”
ซ่งหานเจียงส่ายหน้ารัว “ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น”
สิ่งที่ซย่านีย้อนถามทำให้ซ่งหานเจียงรู้สึกละอายใจมากขึ้นไปอีก เขาเองก็รู้ว่าตนเองทำไม่ได้และเขาก็ไม่กล้าแย่งลูกไปจากซย่านีด้วย เขาเพียงแต่เป็ห่วงซย่านีเท่านั้น
“ที่บอกว่าคุณคนเดียวคงจัดการไม่ไหว ผมหมายความว่า บางทีคุณอาจหาคนที่ไว้ใจได้คอยช่วยดูแลพวกเด็กๆ หรือ...หรือบางทีอาจรอให้ซิงซิงโตกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วคุณค่อยไปทำธุรกิจ ใน่สองปีนี้ผมจะลองคิดหาวิธีดู ไม่ว่าอย่างไรผมจะไม่ปล่อยให้พวกคุณแม่ลูกต้องอดยากอย่างแน่นอน”
ซย่านีอยากจะบอกว่ากับซ่งหานเจียงว่า ฉันไม่จำเป็ต้องพึ่งคุณหรอก แต่คำพูดประโยคนี้กลับติดอยู่ที่ริมฝีปากของเธอ จู่ๆ เธอก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “คุณยอมตกลงเื่หย่าแล้วหรือ?”
ความตื่นเต้นดีใจที่สะท้อนในแววตาของซย่านีทิ่มแทงซ่งหานเจียงเข้าอย่างจัง ริมฝีปากของเขาสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาเบาๆ ชายหนุ่มกล่าวตอบว่า “ใช่ ผมตกลงแล้ว”
จู่ๆ ก้อนหินในใจของซย่านีก็จมลงสู่ก้นบึ้งหัวใจ เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก “ขอบคุณนะ”
ซ่งหานเจียงตอบเพียงว่า “…ด้วยความยินดี”
‘ขอบคุณนะ ด้วยความยินดี’
ซ่งหานเจียงพลันนึกขึ้นมาได้ในทันที ตอนที่เสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์ยังเป็เด็ก น่าจะสักประมาณขวบครึ่งนี่แหละ เขาเคยสอนลูกสาวพูดว่า ‘หากคนอื่นช่วยเหลือลูกหรือให้ของขวัญกับลูก ลูกต้องพูดว่า ‘ขอบคุณ’ นะ แล้วหากมีคนบอกว่าขอบคุณลูกก็ต้องตอบกลับไปว่า ‘ด้วยความยินดี’ นะ
ที่แท้สำหรับซย่านีแล้ว การที่เขายอมตกลงหย่าถือเป็เื่ที่ควรค่าแก่การกล่าวขอบคุณหรอกหรือนี่
หากซย่านีบอกว่าเขาและพ่อแม่ของเขาเป็ภาระของเธอ เช่นนั้นการปล่อยเธอไปก็ถือว่าเป็เื่ที่ถูกต้องแล้ว
ซ่งหานเจียงฝืนพยายามจัดระเบียบอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง แล้วชายหนุ่มก็ยกปากกาขึ้นมาพลิกไปที่การบ้านหน้าสุดท้ายของซย่านีและพูดว่า “พวกเรามาทำโจทย์ข้อต่อไปกันดีไหม? แม้ว่าในอนาคตพวกเราจะหย่ากันแล้ว และไม่ได้เป็สามีภรรยากันอีกต่อไปแต่ผมก็ยังหวังว่าการเรียนรู้ของคุณจะไม่ถดถอยลงไปนะ”
ซย่านียิ้มพลางตอบว่า “ได้” เธอไม่ได้พูดส่งเดชเื่ที่ว่าเป้าหมายของเธอคือการสอบติดมหาวิทยาลัย เธอ้าเป็แบบอย่างให้กับลูกๆ ด้วยการพากเพียรและได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจริงๆ
จากนั้นซ่งหานเจียงก็ให้โจทย์บวกเลขสามหลักแก่ซย่านี “วิธีการบวกเลขสามหลักก็เหมือนกับการคำนวณเลขสองหลักนั่นแหละ คุณลองทำโจทย์ข้อนี้ดูก่อนนะ”
ซย่านีรับปากกาจากซ่งหานเจียงมาแล้ว เธอดูมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง เธอกับซ่งหานเจียงน่าจะเป็คู่แต่งงานเพียงคู่เดียวในโลกที่ ‘สามี’ ยังคงสอนหนังสือให้ ‘ภรรยา’ ต่อ หลังจากที่พวกเขาเพิ่งพูดคุยเื่หย่ากันเสร็จล่ะมั้ง?
ซ่งหานเจียงไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลกประหลาดตรงไหน เขายังคงเร่งเธอต่อ “รีบทำเร็วเข้า...หรือว่าทำไม่ได้?”
“ฉันทำได้!” ซย่านีไม่อาจปล่อยให้ซ่งหานเจียงดูถูกเธอได้ เธอรีบขีดๆ เขียนๆ ทดตัวเลขตามแนวตั้งลงบนสมุดการบ้าน จากนั้นก็เขียนคำตอบออกมา
ซ่งหานเจียงพยักหน้าอย่างพอใจและกล่าวว่า “รอจนคุณเชี่ยวชาญแล้ว คุณก็จะไม่ต้องทดตัวเลขเป็แนวตั้งแบบนี้อีก เดี๋ยวผมจะให้โจทย์การลบเลขกับคุณสักข้อแล้วคุณก็ลองทำดูนะ”
เมื่อซย่านีเห็นโจทย์เลขตรงหน้า ปฏิกิริยาแรกของเธอก็คือการทดเลขเป็แนวั้แ่พอคิดถึงสิ่งที่ซ่งหานเจียงพูดไปเมื่อครู่นี้ เธอก็หยิบปากกาขึ้นมาแล้วคำนวณการลบในใจ หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเธอก็เขียนคำตอบลงบนสมุดการบ้านอย่างจริงจัง
ซ่งหานเจียงหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาดูแล้วกล่าวว่า “ดีมาก ถูกต้องหมดเลย”
จากนั้นเขาก็ให้โจทย์การบวกและการลบแบบผสมกับซย่านี แม้ซย่านีจะทำโจทย์ค่อนข้างช้าไปหน่อย แต่โดยพื้นฐานแล้วเธอก็คำนวณถูกต้อง
หลังจากเห็นสายตามั่นใจของซ่งหานเจียงแล้ว ซย่านีก็รู้สึกภูมิใจเหลือเกิน พอเธอคิดว่าการเรียนการสอนในค่ำคืนนี้จะจบลงในไม่ช้า จู่ๆ ซ่งหานเจียงก็พูดขึ้นมาว่า “พวกเรามาเรียนการคูณกันต่อเลยดีไหม?”
