บทที่ 97 ลู่หนานโอ้อวดความลับ
พลังยุทธ์ในตอนนี้ของลู่อวี่ หากใช้วิธีการหลบหนีด้วยกระบี่ก็ไม่ได้ช้าไปกว่าการบินด้วยเรือแสงตัดเมฆา์ของตระกูลลู่มากนัก เพราะพลังยุทธ์มีไม่มากพอ จึงไม่สามารถตั้งหลักอยู่ได้นาน นอกจากนี้กระบี่และอาวุธวิเศษระดับสองที่ลู่อวี่ใช้นั้น เขาก็ยังไม่ได้ฝึกฝน และหลอมรวมให้เป็กระบี่บินประจำกายของเขาเอง ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้กระบี่หลบหนีตอนนี้ไม่ใช่เพียงไม่ดีเท่านั้น แต่ยังต้องใช้พลังมากขึ้นอีก ดังนั้นก่อนที่ลู่อวี่จะพบกระบี่บินที่เหมาะสมกับตัวเอง วิชากระบี่บินจึงเป็เพียงตัวเสริมเท่านั้น หากไม่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เขาก็ไม่มีทางใช้มันแน่นอน จึงจำเป็ต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาหลบหนีหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
วิชาหลบหนีที่ลู่อวี่ใช้ก่อนหน้านี้เป็วิชาหลบหนีหนึ่งที่สืบทอดมาจากตระกูลลู่ มีนามว่า “เคล็ดวิชาหลบหนีเคลื่อนย้ายเล็ก” แม้ว่าจะไม่ใช่วิชาหลบหนีที่ดีนักในสายตาของลู่อวี่ แต่ก็มีชื่อเสียงมากในเทียนตูเช่นกัน เพียงแต่ว่าวิชาหลบหนีนี้ใช้ง่าย เมื่อนำมาใช้ในการต่อสู้แต่หากใช้สำหรับการบินระยะไกลมันก็ยากไม่น้อย โดยเฉพาะการใช้หลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด วิชาหลบหนีนี้เหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
แม้ว่าลู่อวี่จะมีตู้เสวียนเฉิงค่อยปกป้องอยู่ข้างกาย แต่เขาไม่อาจเอาความเป็ความตายของตัวเองฝากฝังไว้กับผู้อื่นทั้งหมด หาก้าหลอมเหล็กก็ต้องเข้มแข็ง นี่คือความจริงที่เป็ที่ยอมรับกันทุกที่ นี่ก็เป็สาเหตุที่ว่าลู่อวี่ว่างเมื่อไรก็จะเริ่มต้นฝึกฝนพลังวิเศษต่างๆ ทันที
เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปสี่เดือนกว่าแล้ว การฝึกฝนของลู่อวี่เป็ไปตามแผนที่วางไว้ แต่วันนี้จู่ๆ ลู่อวี่ก็รู้สึกถึงแรงสั่นะเืของพลังปราณในร่างกาย มันมีสัญญาณเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เขากลั้นความดีใจไม่แทบไม่อยู่ จึงเรียกลู่หนานและจีชิงรั่วเข้ามาสั่งกำชับ หลังจากนั้นก็เข้าศีลภาวนาทันที
ครึ่งเดือนต่อมา ลู่อวี่ได้ละจากการจำศีลออกมา พลังยุทธ์ของเขานั้นบรรลุขั้นเข้าสู่่ปลายของขั้นฟันฝ่าแล้ว
ในสายตาของลู่อวี่ พลังยุทธ์ของตัวเองก็เพียงบรรลุขั้นขึ้นมาขั้นเล็กๆ เท่านั้น มันไม่ใช่เื่น่ายินดีอะไรมากมายนัก แต่สำหรับหัวหน้าตระกูลลู่แห่งเห่ยหยวนแล้ว เื่นี้มันก็ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองอย่างแน่นอน
ดังนั้น หลังจากที่ลู่อวี่เพิ่งออกมาจากการจำศีลได้ไม่นาน ลู่หยวนจือก็ดีอกดีใจวิ่งเข้ามาหลังรู้ข่าว บอกว่าจะจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ให้
ลู่อวี่เองก็ไม่มีทางเลือก แม้จะรู้ว่าเป็ความตั้งใจดีของลู่หยวนจือ ตัวเขาเองสามารถบรรลุมาถึง่ปลายขั้นฟันฝ่า ในขณะที่อายุกำลังจะยี่สิบปี ถือว่าเป็อัจฉริยะแนวหน้าที่โดดเด่นในหมู่คนอายุรุ่นคราวเดียวกันแล้ว แต่ในสายตาของลู่อวี่แล้วมันก็เพียงไม่เลวเลยเท่านั้น เพราะขั้นพลังยุทธ์และการสะสมประสบการณ์ของเขาที่มีมาแต่เดิมตอนก่อนพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้า หากไม่มีเหตุการณ์ที่เป็่ต่อสำคัญซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือทุ่มเทพลังงานทั้งหมดให้กับการฝึกฝนจริงๆ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็น่าจะเข้าสู่ขั้นตงซวนแล้ว
“ไม่ต้องแล้ว มันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนัก พวกเรารวมตัวกันเฉลิมฉลองกันสักหน่อยก็พอเถิด อีกอย่างข้าก็ไม่ชอบงานครื้นเครงอะไรพวกนี้ด้วย” ลู่อวี่ถือโอกาสปฏิเสธคำแนะนำของลู่หยวนจือ
ลู่หยวนจือเห็นเช่นนี้ก็ไม่ดันทุรังต่อ เพราะครั้งนี้ลู่อวี่ก็เพียงบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขั้นเล็กๆ เท่านั้น หากบรรลุขั้นจากขั้นฟันฝ่าไปถึงขั้นตงซวนสิถึงจะสมควรได้รับการเฉลิมฉลอง เช่นเดียวกับผู้เฒ่าห้าลู่หงิของตระกูลลู่
ในเมื่อลู่อวี่บอกว่าเขาสามารถเฉลิมฉลองอย่างเรียบง่ายได้ ลู่หยวนจือจึงกล่าวคำอำลา พร้อมกับออกไปเตรียมการ
แม้ว่าตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจะเป็ตระกูลใหญ่ที่ไม่มีใครเหมือนในเป่ยหยวน แต่นั่นเฉพาะเพียงที่เป่ยหยวนเท่านั้น หากเป็สถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองกว่านี้ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนก็เทียบอะไรไม่ได้กับตระกูลเ่าั้ ไม่ว่าในแง่ของความยิ่งใหญ่หรือพื้นเพตระกูล ยิ่งไม่ต้องไปเทียบกับตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดเลย
เื่เฉลิมฉลองที่จะจัดขึ้นเพื่อให้กับนายน้อยตระกูลลู่ แม้ลู่หยวนจือจะลงทุนลงแรงเต็มที่ แต่ของที่หาออกมาให้ได้ก็มีไม่เยอะนัก
ต้องรู้ว่าการจัดกิจกรรมจำพวกงานเลี้ยงที่นักพรตจัดนั้นแตกต่างไปจากคนธรรมดาโดยสิ้นเชิง เพียงความประณีตในการกินดื่มคนธรรมดาก็เทียบไม่ได้แล้ว ไม่ใช่จะหาเพียงพ่อครัวเก่งๆ คนสองคน หรือจะจัดหาวัตถุดิบดีๆ มาทำอาหารเลิศรสมื้อหนึ่งแล้วก็จบไปอย่างแน่นอน
สุราที่ดื่มต้องเป็สุราวิเศษซึ่งจะต้องมีพลังปราณเป็ส่วนผสมจำนวนมาก วัตถุดิบที่ใช้ต้องเป็วัตถุดิบอย่างผลไม้วิเศษที่มาจากูเาวิเศษทั้งหมด กระทั่งสุราวิเศษที่มีชื่อเสียงบางรายการก็ต้องสามารถสร้างปาฏิหาริย์ต่างๆ ให้ เช่น เพิ่มความเร็วในการฝึกฝน เพิ่งความแข็งแกร่ง หรือจะขัดเกลาพลังปราณในร่างกายใน่ระยะเวลาสั้นๆ
แน่นอนว่าผลลัพธ์ยิ่งดี วัตถุดิบที่ใช้ก็จะยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น เื่ราคาไม่ต้องพูดถึงกันเลย โดยส่วนมากแล้วมีค่าแต่หามายาก เพราะผู้ที่สามารถกลั่นสุราประเภทนี้ออกมาได้ก็ไม่ขาดแคลนเงินทองอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นใครจะสามารถจัดหาวัตถุดิบที่ราคาสูงมากขนาดนี้เพื่อมากลั่นสุราได้
ส่วนเื่อาหารการกินยิ่งต้องลงรายละเอียดมากกว่านั้น จะขึ้นอยู่กับขั้นพลังยุทธ์ที่ต่างกันของแขก การเตรียมอาหารก็จะแตกต่างกันไม่น้อย สำหรับผู้ที่มีพลังยุทธ์ต่ำเนื่องจากการฝึกฝนพลังปราณ และใช้กับร่างกายหนัก จำเป็ต้องเสริมอาหารแต่ละต่างๆ ไม่ว่าจะเป็เนื้อสัตว์หรือผลไม้ก็จำเป็ต้องมีพลังปราณเป็ส่วนผสม ส่วนผู้ที่มีระดับพลังยุทธ์สูง้าส่วนผสมของพลังปราณในอาหารไม่มากนัก แต่กลับ้าในเื่ของรสชาติหรือรสชาติพิเศษบางอย่างเฉพาะ
หากเป็เช่นนี้ เพียงภูมิหลังและเส้นสายที่ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนมี หลังจากจัดเตรียมงานเลี้ยงแล้วเสร็จ ลู่หยวนจือถึงกับหน้าแดงเมื่อมองดูอาหารรวมถึงสุราที่น่าสมเพชบนโต๊ะนั้น มันหามาไม่ได้แล้วจริงๆ เวลานี้เองที่เขาเข้าใจเหตุผลแล้วว่าเหตุใดนายน้อยถึงไม่ให้เขาจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต
เพียงแต่ลู่อวี่ไม่ได้คิดถึงเื่นี้เลย เขาเองก็ไม่ชอบงานครื้นเครงอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่แสดงอาการไม่พอใจอะไรจนกระทั่งมาเข้าร่วมงานเลี้ยงภายในเล็กๆ นี้
สำหรับลู่อวี่แล้ว มีสุราอาหารวิเศษอะไรบ้างที่ไม่เคยลิ้มรสมาก่อน เหตุผลที่เขาตกลงตามข้อเสนอของลู่หยวนจือ เพียงเพราะไม่อยากทำลายความตั้งใจของลู่หยวนจือเท่านั้น นอกจากนี้เขาก็วางแผนที่จะตั้งใจฝึกฝนอยู่ที่เป่ยหยวนสักพัก คิดว่าคงจะอยู่ที่นี่ไปอีกนานสักระยะหนึ่ง ก็ไม่มีอะไรเสียหายหากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนในตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนไว้
ในงานเลี้ยง ลู่อวี่มักจะนั่งในที่นั่งหลัก แม้ว่าเขาจะเป็แขก แต่มีสถานะที่สูงส่งนัก นอกจากนี้ยังมีจอมเทพขั้นเกิดเทพเ้าอีกคนอยู่ในงานด้วย แม้แต่ปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่เฉินเสวียนก็มีสถานะไม่ต่ำเลยเช่นเดียวกัน ลู่หยวนจือก็เลยจำใจนั่งอยู่ในตำแหน่งที่สี่
โชคดีที่ครั้งนี้เป็เพียงงานเลี้ยงเฉลิมฉลองภายในตระกูล ก็เลยไม่มีคนนอกอยู่ด้วย ทุกคนก็เลยไม่มีใครถือสา
ลู่หนานและจีชิงรั่วกำลังนั่งพูดพึมพำอยู่ทางด้านขวาของลู่อวี่ ทำให้บรรยากาศงานเลี้ยงในครั้งนี้ผ่อนคลายมากขึ้น
“หลายวันมานี้ไม่มีปัญหาในการยึดทรัพย์สินของตระกูลจางใช่หรือไม่?” ลู่อวี่เอ่ยปากถามขึ้นมาลอยๆ ไม่ใช่ว่าเขาใส่ใจเื่นี้ แต่เห็นแล้วว่าลู่หยวนจือค่อนข้างจะสงวนท่าทีเวลาอยู่ต่อหน้าเขากับตู้เสวียนเฉิง ดังนั้นจึงหาเื่ชวนคุยด้วย
“อืม เป็ไปอย่างราบรื่นมาก มีนายน้อยและผู้เฒ่าตู้อยู่ที่นี่ด้วย ตระกูลเจียงก็จากไปแล้ว ตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจางมีหรือจะกล้าก่อปัญหา?” เมื่อลู่หยวนจือได้ยินที่ลู่อวี่พูดออกมาเวลานี้ ความกังวลใจที่มีก็หายไปทันที
ครั้งนี้เพราะลู่อวี่ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนถึงชนะการต่อสู้กับตระกูลจางอย่างราบคาบ ตระกูลจางไม่เพียงเสียหายอย่างหนัก แต่พลังปราณกำเนิดก็ได้รับาเ็หนักด้วย อีกทั้งยังทำให้ผู้เฒ่าท่านหนึ่งของตระกูลเจียงได้รับาเ็สาหัสอีก มันทำให้ตระกูลจางตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที
หากตามของชดเชยที่ลู่อวี่้า ตระกูลจางไม่มีความสามารถที่จะหาหินวิเศษหรือทรัพย์สินอื่น ๆ มาชดเชยให้ได้อยู่แล้ว สุดท้ายประมุขตระกูล รวมถึงผู้เฒ่าหลายท่านได้ปรึกษาหารือกัน ได้ข้อสรุปว่าตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนได้รับการสนับสนุนอีกทั้งยังช่วยเหลือจากตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น พวกเขาไม่มีทางที่จะพัฒนาต่อไปได้เลยในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ อยู่ที่นี่ต่อไปก็จะตกอยู่ใต้การบีบบังคับของตระกูลลู่ สู้ไปจากที่นี่ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ประมุขตระกูลก็มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนแล้ว แม้ว่าจะไม่สามารถเปรียบเทียบกับตระกูลใหญ่เ่าั้ได้ แต่ก็ยังสามารถหาสถานที่ที่เหมาะสมในการลงหลักปักฐานอยู่นอกเทียนตูได้ง่ายกว่ามาก
เช่นนี้คงไม่สามารถรักษากิจการของที่นี่ไว้ได้ ดังนั้นก็เลยชดเชยคืนให้กับตระกูลลู่ แม้แต่ทรัพย์สินที่เกินมาบางอย่างก็ลดราคาขายให้กับตระกูลลู่ไปเสีย ในเื่นี้ไม่เพียงแต่จำใจ แต่ก็ปรารถนาที่จะปรองดองกับตระกูลลู่ด้วย
ด้วยเหตุผลนี้ ตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนจึงเข้าทรัพย์สินของตระกูลจางในเป่ยหยวนไว้เกือบทั้งหมด อำนาจ รวมถึงพื้นที่จึงเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า แล้วจะไม่ให้ลู่หยวนจือดีใจได้อย่างไร? แม้แต่งานเลี้ยงเฉลิมฉลองครั้งนี้ ซึ่งหลักๆ แล้วก็เพื่อเป็การแสดงความขอบคุณต่อลู่อวี่
“พี่ชาย ข้าจะบอกความลับให้พี่ฟังเื่หนึ่ง!” ลู่หนานคุยกับจีชิงรั่วอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าพี่ชายและตู้เสวียนเฉิงพูดกันไม่หยุดและไม่สนใจนาง จึงไม่พอใจมาก วันนี้นางได้รับข่าวลับที่สำคัญมากมาเื่หนึ่ง และเก็บมันไว้ในใจนานแล้ว กำลังรอโอกาสที่จะเอาเื่นี้ไปโอ้อวดกับพี่ชาย เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่า หากตัวเองไม่เข้าไปพูดด้วย คงไม่มีโอกาสแล้ว
เพื่อคว้าโอกาสนี้โอ้อวดกับพี่ชายคนเดียวเท่านั้น นางถึงกับลงแรงทั้งคำพูดและเวลาไปไม่น้อย หากยื้อเวลานานเกินไป แล้วพี่ชายรู้ข่าวก่อน เช่นนั้นเป้าหมายของนางก็จะไม่สมหวังเลยแม้แต่นิดเดียว
“ความลับอะไรหรือ?” เมื่อเห็นลู่หนานทำท่าลับๆ ล่อๆ ลู่อวี่ก็อมยิ้มถาม น้องสาวผู้นี้ถึงแม้จะไม่ใช่น้องสาวในไส้ แต่เขาก็ทำราวกับว่านางเป็น้องสาวในไส้มาตลอด ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วเขาก็จะอดทนเป็อย่างมาก
ลู่หนานตาโตเหลือบมองลู่หยวนจือที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล กะพริบตาถี่ๆ ั์ตาฉายแววข่มขู่จากนั้นก็พูดกับลู่อวี่ว่า “มันเป็ความลับที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พี่ชายต้องตกลงพาข้าไปด้วย ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่บอก!” พูดมาถึงประโยคสุดท้าย เห็นได้ชัดน้ำเสียงมีแววออดอ้อนปนอยู่ บวกกับน้ำเสียงที่ดูหนักแน่นผิดปกติ
แม้ว่าลู่อวี่จะดูเหมือนอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี แต่แท้จริงแล้วเป็ผู้ที่มีชีวิตอยู่มานานกว่าสองร้อยกว่าปีแล้ว มองเพียงครู่เดียวก็รู้ปัญหาทันที เขาไม่แม้แต่จะมองลู่หยวนจือเลยด้วยซ้ำ เพียงอุทานออกมาเบาๆ พูดด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “เกรงว่าเื่นี้คงจะทำไม่ได้ ความลับอะไรเ้ายังไม่บอกมาเลย แล้วจะให้พี่ชายตกปากรับคำเ้าได้อย่างไร! อีกอย่างความลับนี้คงไม่ได้มีเพียงเ้าผู้เดียวเท่านั้นที่รู้หรอก!”
ขณะที่พูดลู่อวี่ก็เหลือบมองจีชิงรั่วที่นั่งอยู่ข้างๆ ลู่หนาน ด้วยท่าทีที่ไม่สามารถทำอะไรเ้าได้ แต่ลูกศิษย์ของข้ายังพอมีช่องทางอยู่
ลู่หนานทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ จากนั้นก็หันไปมองจีชิงรั่วด้วยสายตาข่มขู่แล้วถึงพูดว่า “พี่ชายจะมากวนประสาทเช่นนี้ไม่ได้นะ ข้าก็เพียงอยากออกไปดูโลกภายนอกกับท่านเท่านั้น ไม่ได้ยากอะไรเลย อีกอย่างยังมีปู่ตู้อยู่ด้วย แล้วท่านจะกลัวอะไร!” พูดจบก็เริ่มคว้าแขนของลู่อวี่มาเขย่า
“เช่นนั้นเ้าพูดมาก่อนว่าคือความลับอะไร ให้พี่ชายของเ้าตัดสินใจเอง อย่ามาเล่นลูกไม้!” ลู่อวี่ไม่มีทางยอมให้แม้แต่น้อยนิด เขารู้จักน้องสาวผู้นี้ของเขาดีว่าเป็คนรักสนุก อีกทั้งยังกล้าหาญมากด้วย หากไม่ดูแลให้ดี ก็เกิดอันตรายง่ายมาก
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทีของลู่อวี่ ลู่หนานก็เบะปากทันที และพูดโดยความไม่พอใจ “เชอะ ข้าบากบั่นมาบอกความลับกับท่าน เพียงคำขอร้องเล็กนิดเดียวเองก็ให้ไม่ได้!” พูดมันพูดได้ แต่เมื่อเห็นลู่อวี่ยังคงแสดงทีท่าไม่คล้อยตาม จึงพูดออกมาอย่างไม่พอใจว่า “ข้าได้ข่าวมาว่า มีการค้นพบถ้ำนักพรตโบราณแห่งหนึ่งในสถานที่ลึกในที่ราบทางเหนือ ข้างในน่าจะมีสมบัติอยู่ ข้าเพียงอยากจะไปดูด้วย ได้หรือไม่!”
เมื่อได้ยินคำนี้ ไม่เพียงแต่ลู่อวี่ แม้แต่ตู้เสวียนเฉิงก็เหมือนจะแปลกใจเช่นกัน
