บทที่ 192 ศึกเดือด
จินชื่ออวิ๋นเห็นว่า “ลูกแก้วตะวันผลาญ” ไม่ทำให้เขาผิดหวัง จึงรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง แต่การควบคุมไฟแท้สุริยันนั้นต้องใช้พลังปราณจำนวนมหาศาล แม้ว่าวังเทพอัคคีจะมีชื่อเสียงในเื่การควบคุมไฟ แต่ไฟแท้สุริยันก็ยังเกินขีดความสามารถของเขาไปเล็กน้อย การควบคุมยังคงเป็ไปได้ด้วยอำนาจแห่งลูกแก้วตะวันผลาญ หากเป็การควบคุมไฟแท้สุริยันโดยตรง แม้แต่จินชื่ออวิ๋นผู้มีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้ายังไม่กล้าท้าทายโชคชะตา
เมื่อเห็นราชันหน้าผีรีบเก็บเพลิงิญญามรกต จินชื่ออวิ๋นก็เก็บไฟแท้สุริยันที่ปล่อยออกมาจากลูกแก้วตะวันผลาญเช่นกัน เพียงชั่วครู่ พลังปราณของเขาก็ลดลงไปถึงหนึ่งในสาม
เผชิญหน้ากับการต่อสู้ที่ตัดสินความเป็ตาย จินชื่ออวิ๋นไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย เขาหยิบโอสถฟื้นฟูพลังปราณออกมาอย่างระมัดระวังแล้วนำเข้าปาก โอสถที่สามารถฟื้นฟูพลังปราณของนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าได้นั้นไม่ใช่ของราคาถูก หากไม่ใช่เพราะตำหนักมหาเทพแจกจ่ายเป็กิจวัตรแล้ว ในเวลานี้ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใด ก็คงไม่ยอมกินโอสถเม็ดนี้
ราชันหน้าผีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหลังจากเก็บเพลิงิญญามรกตแล้ว เมื่อเห็นจินชื่ออวิ๋นเริ่มกินโอสถทันทีก็เกือบจะอดใจปรามาสอีกฝ่ายไม่ไหว การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ยังไม่ได้ทำอะไรมากนักแต่ฝั่งเทียนตูกลับกินโอสถแล้ว เช่นนี้แล้ว ผู้อื่นจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรเล่า?
แม้จะคิดเช่นนั้นในใจ แต่มือของเขาก็ไม่ได้ขยับช้าลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นการกระทำของจินชื่ออวิ๋น เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้การต่อสู้ยืดเยื้อออกไปเพื่อหาโอกาสโจมตีอีกฝ่าย ก็มีแต่จะเป็ผลเสียต่อตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดคือต้องปิดฉากการต่อสู้อย่างฉับไวและเด็ดขาด
“ร่างแยกเงา” ราชันหน้าผีะโอย่างเกรี้ยวกราด ร่างกายสั่นสะท้าน เงาสีดำสามสายพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาทันที จากนั้นก็กระจายตัวในอากาศ ก่อนจะหายเข้าไปในความว่างเปล่า
เมื่อจินชื่ออวิ๋นเห็นดังนั้นก็ระมัดระวังมากขึ้น ลูกแก้วตะวันผลาญของเขามีความสามารถพิเศษในการสะกดเคล็ดวิชาชั่วร้ายทุกแขนง แต่ราชันหน้าผีก็ยังเลือกใช้วิธีการเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด
เขาจึงปล่อยพลังจากลูกแก้วตะวันผลาญอีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนกระบี่บินของเขาให้กลายเป็แสงสีเขียวพุ่งเข้าไปฟาดฟันราชันหน้าผี!
ทันใดนั้น รอบๆ ลูกแก้วตะวันผลาญก็เกิดระลอกคลื่นของมิติ เงาร่างสามสายพุ่งออกมาจากมิติเ่าั้ ร่างหนึ่งพุ่งหมัดเข้าใส่เกราะป้องกันที่สร้างขึ้นจากลูกแก้วตะวันผลาญ
คราแรกคิดว่าสิ่งที่พุ่งออกมาคือเงาสีดำสามร่างจากร่างกายของราชันหน้าผี ทว่าเมื่อมองดูใกล้ๆ แล้ว กลับไม่ใช่เงาสีดำแต่อย่างใด แต่เป็ร่างแยกที่เหมือนกับร่างจริงของราชันหน้าผีทุกประการ สิ่งที่ทำให้จินชื่ออวิ๋นตกตะลึงยิ่งกว่านั้น คือพลังโจมตีของร่างแยกทั้งสามร่างนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าร่างจริงของราชันหน้าผีแม้แต่น้อย
“ตูม!” เกิดเสียงดังสนั่น เกราะป้องกันรอบตัวของจินชื่ออวิ๋นถูกทำลายลงทันที ร่างของเขากระเด็นออกไปไกลหลายร้อยจั้งจากแรงปะทะที่รุนแรง ร่างกายยังคงกลิ้งไปมาอยู่กลางอากาศ เืไหลทะลักออกจากปากอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าได้รับาเ็สาหัส
ส่วนราชันหน้าผีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก กระบี่เล่มนี้ของจินชื่ออวิ๋นไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น เดิมทีราชันหน้าผีเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาผี วิธีการซ่อนตัวและการหลบหนีนั้นเหนือกว่าจินชื่ออวิ๋นมาก แต่กระบี่เล่มนี้ของจินชื่ออวิ๋นกลับมีชื่อเรียกว่า “กระบี่แสงไล่ล่าิญญา” แม้จะไม่ใช่วิชายิ่งใหญ่ แต่เป็วิชากระบี่สังหารสามกระบวนท่าที่ประมุขรุ่นที่สองของวังเทพอัคคีสร้างขึ้น แม้แต่สำนักกระบี่ทลายฟ้าซึ่งขึ้นชื่อเื่การใช้กระบี่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยกย่องวิชากระบี่สังหารสามกระบวนท่านี้
“กระบี่แสงไล่ล่าิญญา” นี้ค่อนข้างคล้ายกับเพลิงิญญามรกตของราชันหน้าผี เพียงแต่มีพลังรุนแรงกว่า กระบี่เล่มนี้ไม่ได้ทำร้ายร่างกายแต่จะโจมตีจิติญญาโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกำหนดเป้าหมายแล้วจะไม่ปล่อยให้รอดไปเด็ดขาด ความเร็วในการเคลื่อนไหวประเดี๋ยวช้าประเดี๋ยวเร็วจนทำให้ศัตรูสับสน เมื่อลงมือแล้วจะไม่หยุดจนกว่าอีกฝ่ายจะดับสิ้น ทำให้หลบเลี่ยงได้ยากยิ่งนัก
ดังนั้น ราชันหน้าผีจึงถูกกระบี่เล่มนี้กำหนดเป้าหมายโดยไม่ทันตั้งตัว เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมทิ้งพลังิญญาส่วนหนึ่งไปเพื่อหลบหนี แม้ว่าในยามนี้จะรู้สึกเ็ปแสนสาหัส แต่ความเกลียดชังที่พลุ่งพล่านและโอกาสทองที่สามารถทำร้ายคู่ต่อสู้ได้เช่นนี้ เขาจะยอมปล่อยไปได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงอดทนต่อความเ็ปแสนสาหัสในจิติญญา ตั้งใจที่จะสังหารนักพรตจากเทียนตูที่ได้รับาเ็สาหัสอยู่ตรงหน้า
จินชื่ออวิ๋นถูกโจมตีโดยร่างแยกทั้งสามที่มีขั้นพลังยุทธ์เทียบเท่ากับราชันหน้าผี ทำให้เขาได้รับาเ็สาหัส เมื่อเห็นว่าราชันหน้าผีใช้วิธีลึกลับทำลาย “กระบี่แสงไล่ล่าิญญา” ของเขาได้ก็รู้สึกใเช่นกัน แต่ในเวลานี้เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังจะพุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง ยามที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เขาจึงรีบหยิบโอสถวิเศษเม็ดหนึ่งออกมาแล้วกลืนลงไป
แม้จะกินอย่างว่องไว แต่จินชื่ออวิ๋นกลับรู้สึกเสียดายยิ่งนัก เพราะมันคือโอสถรักษาชีวิตขั้นห้า “ยายืดอายุไป่เฉ่า” ที่ตำหนักตันหลิงซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ของตำหนักมหาเทพเป็ฝ่ายแจกจ่ายให้กับนักพรตขั้นเกิดเทพเ้า แม้แต่เขาที่เป็นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าก็ยังได้รับมันเพียงเดือนละเม็ดเท่านั้น หาก้ามากกว่านี้ต้องใช้ความดีความชอบมาแลก เขาตระหนักดีว่าโอสถขั้นห้าร้อยส่วนต้องมาจากฝีมือของลู่อวี่ นายน้อยตระกูลลู่ผู้ซึ่งเป็ผู้ดูแลตำหนักตันหลิงคนปัจจุบัน
ไม่ต้องสงสัยในประสิทธิภาพของโอสถขั้นห้า เกือบจะทันทีที่กลืนลงไป อาการาเ็ภายในก็ถูกควบคุมไว้ได้และได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว หากในเวลานี้นักพรตผู้อื่นช่วยประสานพลังปราณให้อีกแรง อย่างมากที่สุดเพียงหนึ่งชั่วยามก็จะหายเป็ปกติ
ราชันหน้าผีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นว่าคนที่ตนเองทำร้ายจนาเ็สาหัส เพียงกินโอสถเม็ดเดียวก็ดูเหมือนจะหายเป็ปกติราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เขาต้องหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน ใบหน้าพลันบึ้งตึงอย่างยิ่ง คิดในใจอย่างขุ่นเคืองว่า “เหตุใดนักพรตจากเทียนตูเหล่านี้ถึงมีโอสถติดตัวมากมายนัก เื่นี้ต้องสืบให้กระจ่างชัด ไม่เช่นนั้นการจะต่อสู้กับนักพรตจากเทียนตูคงไม่อาจประมาทได้อีกต่อไป ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นักพรตจากดินแดนมารต่างสูญสลายไปหลายร้อยคนแล้ว แต่นักพรตจากเทียนตูกลับไม่ลดจำนวนลง กลับกันแล้ว ยังเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นอีก นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!”
เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก หันหลังกลับแล้วเผ่นหนีออกไป ในเวลานี้หน้าตาหรือศักดิ์ศรีล้วนไม่มีสิ่งใดสำคัญอีกต่อไปแล้ว จินชื่ออวิ๋นก็ไม่ได้ไล่ตามไป เพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้
อีกด้านหนึ่งของสนามรบ ดวงตาของนักพรตจากดินแดนมารแต่ละคนแดงก่ำ แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนว่าพวกเขากำลังได้เปรียบ จากการกดดันนักพรตเทียนตูให้โงหัวแทบไม่ขึ้น แต่การต่อสู้ครั้งนี้นักพรตจากดินแดนมารต่างก็รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นว่านักพรตฝ่ายตรงข้ามเผยช่องโหว่ให้เห็น เขาจึงใช้ท่าไม้ตาย “สายฟ้าแห่งความมืด” โจมตีจนอีกฝ่ายาเ็สาหัส แต่เขายังไม่ทันได้พุ่งเข้าไปสังหารอีกฝ่าย ก็เห็นคนสารเลวผู้นั้นหยิบบางสิ่งออกมาแล้วยัดเข้าปากไป จากนั้นเพียงพริบตาเดียวก็กลับมามีพละกำลัง ซ้ำยังแข็งแกร่งราวกับพยัคฆ์ัอีกครั้ง ทำเอานักพรตจากดินแดนมารโกรธจนแทบอยากจะแหงนหน้าคำรามออกมาดังๆ เพื่อระบายความคับแค้นใจ
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็ระยะๆ ทั่วทั้งสนามรบ แม้จะมีนักพรตบางส่วนที่ไม่ทันระวังตัวและไม่ทันได้กินโอสถจนต้องจบชีวิตลง แต่ส่วนใหญ่นักพรตล้วนผ่านการฝึกฝนจากการต่อสู้มานับร้อยครั้งจนชำนาญ และสามารถกินโอสถได้อย่างรวดเร็วระหว่างการต่อสู้
สิ่งที่ทำให้นักพรตดินแดนมารทั้งเหลือเชื่อและรู้สึกโมโห คือนักพรตเทียนตูหลายคนเพิ่งจะาเ็สาหัสจากน้ำมือพวกเขาไปเมื่อไม่กี่วันก่อน บางคนแขนขาขาด กลายเป็คนพิการ ทว่าเพียงไม่กี่วันต่อมา พวกเขากลับมาะโโลดเต้นต่อหน้าต่อตาตนได้อย่างไร
แม้ว่านักพรตจะมีเคล็ดวิชาและโอสถมหัศจรรย์มากมาย แต่ไม่ว่าจะเป็เคล็ดวิชาลับหรือโอสถ ก็หาใช่ผักข้างทางที่จะหาซื้อกันได้ง่ายๆ ไม่ นักพรตเทียนตูมีจำนวนมากเช่นนี้ หากจะรักษาให้ครบทุกคน แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ขั้น์ ก็คงรับไม่ไหว ยิ่งเื่โอสถมหัศจรรย์ล้วนไม่ต้องพูดถึง
ดินแดนมารเองก็มีนักปรุงโอสถเช่นกัน แม้จะมีไม่มาก แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน มีจอมยุทธ์ระดับสูงคนหนึ่งจับนักปรุงโอสถของเทียนตูมาได้หลายคน ในจำนวนนั้นมีนักปรุงโอสถขั้นห้าอยู่ด้วย แต่สามารถปรุงโอสถได้เพียงสองชนิดเท่านั้น ทว่าจนถึงตอนนี้ กลับยังไม่สามารถปรุงโอสถคุณภาพขั้นห้าได้สำเร็จแม้แต่เตาเดียว เทียนตูแม้จะมีนักปรุงโอสถมากกว่าดินแดนมาร แต่ก็น่าจะไม่เพียงพอต่อความ้าของคนจำนวนมากเช่นนี้
“ฮ่าๆ เ้าพวกกระต่ายน้อยดินแดนมาร ข้ามีโอสถวิเศษเต็มไปหมด วันนี้บิดาจะอยู่เล่นสนุกกับพวกเ้าให้หนำใจ ไม่ตายไม่เลิกรา!” นักพรตเทียนตูผู้หนึ่งที่กำลังฮึกเหิม ควบคุมอาวุธวิเศษปะทะกับนักพรตดินแดนมารอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน การมีโอสถอยู่ในมือ แม้จะเป็เพียงส่วนเสริมและมีส่วนช่วยไม่มาก แต่ก็เพียงพอสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้ วันนี้ต้องฆ่าไอ้สารเลวตรงหน้าให้ได้ เมื่อสามวันก่อนในการต่อสู้ประจันหน้ากัน เขาโดนคนผู้นี้ใช้กลโกงตัดขาขาด ซ้ำยังโดนแทงหน้าอกจนเป็ช่องโหว่อีก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ตอนนี้คงตายไปแล้ว
ไม่คิดว่าวันนี้จะถูกโจมตีโดยไม่ทันได้ตั้งตัวอีกครั้ง หากเขาไม่ว่องไวพอ คงโดนคนสารเลวผู้นี้เล่นงานเข้าให้แล้ว ด้วยความแค้นเก่าและใหม่ผสมปนเปกัน ทำให้นักพรตเทียนตูผู้นี้ทุ่มแรงกายทั้งหมดที่มี จนพลิกสถานการณ์กลับมาเหนือกว่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เขารู้สึกฮึกเหิมและสะใจเป็อย่างยิ่ง
ในตอนนั้นเอง นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าสองคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่บนท้องฟ้าก็ได้ผลแพ้ชนะ ปรากฏว่านักพรตดินแดนมารเป็ฝ่ายพ่ายแพ้และล่าถอยไป นักพรตเทียนตูเห็นดังนั้นก็ยิ่งฮึกเหิม ยิ่งมีโอสถช่วยเสริมกำลังใจ พวกเขาจึงพุ่งเข้ารุมนักพรตดินแดนมารอย่างไม่คิดชีวิต รอเวลาที่ผู้ยิ่งใหญ่ขั้นเกิดเทพเ้ามาถึง เหล่านักพรตจากดินแดนมารจะไม่มีใครหนีรอดไปได้ ย่อมถือเป็ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และพวกเขาก็จะได้โอสถเป็รางวัลตอบแทน
ทว่านักพรตดินแดนมารไม่ได้โง่เขลา ในสถานการณ์เช่นนี้หากไม่สู้ก็ตาย แล้วจะไม่มีโอกาสต่อสู้ได้อีกต่อไป บนท้องฟ้าเหนือหุบเขาแห่งหนึ่งจึงบังเกิดการต่อสู้ดุเดือดยิ่งกว่าเดิม มีนักพรตถูกสังหารหรือกระอักเืร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าเป็ระยะ
ในที่สุด นักพรตดินแดนมารก็ต้องล่าถอยอย่างน่าสังเวช หลังจากสูญเสียกำลังพลไปเกือบครึ่ง ทางด้านนักพรตเทียนตูเองต่างก็ไล่ตามไปด้วยความฮึกเหิม
“ช้าก่อน นักพรตดินแดนมารไม่ใช่ผู้ที่ชอบอวดอ้างอำนาจหรือ? เหตุใดถึงต้องวิ่งหนี กลับมาสู้กับพวกข้าตัวต่อตัวบัดเดี๋ยวนี้!”
“คนสารเลวผู้นั้นจงหยุด เมื่อครู่นี้ไม่ใช่ว่ากำลังลวนลามข้าอยู่หรือ เหตุใดถึงเผ่นหนีไปเร็วเช่นนี้เล่า หยุดนะ ข้าจะยอมเสียเปรียบให้เ้าสักหน่อยก็ได้ ถือเสียว่าทำทาน” มีเสียงนักพรตหญิงห้าวหาญะโไล่หลังมา ทำเอานักพรตเทียนตูที่กำลังไล่ตามนักพรตดินแดนมารหลุดสีหน้าแปลกประหลาด
“ท่านสหายนักพรตเบื้องหน้าโปรดหยุดก่อน ข้ามีของดีจะมอบให้ ทำนายดวงชะตาเพียงพันตำลึงทองเท่านั้น” ชายชราผอมแห้งหน้าตาธรรมดาๆ ผู้หนึ่งที่สะพายธงสีดำหนึ่งไว้บนบ่าะโไล่หลังมา
เสียงะโโหวกเหวกของนักพรตเทียนตูดังมากระทบหูของนักพรตดินแดนมารที่กำลังเผ่นหนีสุดชีวิต ทำเอาพวกเขาโมโหจนควันออกหู แต่ไม่มีผู้ใดกล้าชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย เพราะหากช้ากว่านี้ก็เท่ากับต้องตาย จะรอให้คนเ่าั้ตามมาท้าสู้หรือ? ช่างเป็ฝันกลางวันที่เกินจริงยิ่งนัก!
“บ้าเอ๊ย น่าโมโหชะมัด ตาแก่สารเลวที่มาจากสำนักเทียนเต๋าผู้นั้น ครั้งก่อนข้าเล่นงานจนมันเละเทะไปแล้วแท้ๆ แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน มันกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้ดังเดิม โอสถใดจะมีพลังวิเศษเช่นนั้น? แล้วต่อไปจะสู้กันอย่างไรเล่า”
“เพียงเท่านั้นยังน้อยไป คู่ต่อสู้ของข้ามันน่าโมโหยิ่งกว่า าเ็เพียงนิด โดนขีดข่วนเพียงหน่อยก็กินโอสถแล้ว มันมาจากตระกูลนักปรุงโอสถหรืออย่างไร ถึงได้มีโอสถมากมายเช่นนั้นให้กินโดยไม่บันยะบันยัง ข้ามาอยู่ที่เทียนตูนานเช่นนี้ เพิ่งเคยได้กินโอฟื้นฟูพลังขั้นเจ็ดเพียงไม่กี่เม็ด ไม่ต้องกล่าวถึงโอสถรักษาอาการาเ็ ยังไม่เคยได้กินสักเม็ด หากเป็เช่นนี้คงเรียกว่าการต่อสู้ไม่ได้แล้ว มันคือการแข่งขันว่าผู้ใดมีโอสถวิเศษมากกว่าชัดๆ!”
“ช่างเถิด รีบหนีกันก่อนดีกว่า คนสารเลวเ่าั้กำลังไล่ตามมาติดๆ เื่เช่นนี้ควรกลับไปรายงานเบื้องบน ประเดี๋ยวคนที่อยู่เบื้องบนคงหาวิธีจัดการได้”
