“พรืด!” ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “พูดอะไรไร้สาระ ท่านแม่ทัพผู้ไร้เทียมทานมีอยู่คนเดียว แต่พ่อครัวนั้นมีมากมาย ท่านควรจะขี่ม้าถือหอกเพื่อปกป้องความสงบสุขของแผ่นดินต่อไปเถอะ”
กงจื้อิจู่ๆ ก็ก้มลงประทับริมฝีปากบนริมฝีปากสีชมพูของนางแล้วตอบว่า “ตกลง”
ติงเหว่ยหน้าขึ้นสีแดงอีกครั้ง และะโออกมาด้วยความโมโหว่า “ข้ากำลังพูดเื่จริงจังอยู่นะ!”
“เ้าก็พูดมาสิ ข้าฟังอยู่” กงจื้อิกลับไม่ยอมปล่อยนางลง แถมแขนทั้งสองข้างของเขายังโอบนางไว้ในอ้อมแขนอย่างแแ่
ติงเหว่ยจนปัญญา นางจึงหาที่นั่งให้สบายขึ้น แล้วหยิบกระดาษกับพู่กันมาเขียนข้อความสองบรรทัด ก่อนจะลงลายมือชื่อของนางและพับมันใส่ลงไปในกระเป๋าเงินของกงจื้อิ
“เงินเหล่านี้ถือว่าเป็การลงทุนของท่าน ต่อไปธุรกิจของข้าจะให้ส่วนแบ่งกำไรท่านสองส่วน”
กงจื้อิฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เขาปลดกระเป๋าออกมาส่งให้นางอีกครั้งพร้อมพูดว่า “ข้าต้องเดินทางไปทุกที่ คงไม่ดีแน่ถ้าทำสัญญาสำคัญนี้หายไป เ้าช่วยเก็บไว้ให้ข้าดีกว่า อนาคตอันเกอเอ๋อร์เติบโตขึ้นแล้ว เงินนี้ก็เก็บไว้ให้เขาใช้แต่งภรรยา”
“ตกลง” ติงเหว่ยยิ้มกว้างรีบเก็บกระเป๋าเงินไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย จับจิ้งจอกขาวด้วยมือเปล่า ได้ต้นทุนเป็พันตำลึงโดยไม่ต้องลงทุนเอง ถือเป็เื่ที่คุ้มค่ามากที่สุด แถมกำไรยังจะส่งต่อให้ลูกชายอีกด้วย นี่เป็การทำธุรกิจที่ดีที่สุดเลย
ทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนานเหมือนเด็กๆ สักพักก็พิงกันอยู่ข้างกองไฟ เปลวไฟที่ลุกโชติ่ทำให้ร่างกายอบอุ่น แต่ความหวานในใจนั้นอบอุ่นยิ่งกว่า
ติงเหว่ยนึกขึ้นได้ก็พูดว่า “หากข้าเปิดร้าน ถ้ามีแต่สตรีดูแลคงไม่ค่อยเหมาะสม พี่น้องในกระโจมทหาราเ็เ่าั้ หากใครเต็มใจจะช่วยงาน ข้าจะจัดการให้พวกเขาไปทำงานกับข้า ดีหรือไม่?”
กงจื้อิคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “เดิมทีข้าตั้งใจจะหาทางจัดการให้พวกเขาหลังาจบ หากเ้าสามารถจัดการได้ก่อนก็ถือว่าเป็เื่ดี หากมีอะไรไม่ดีต่อไปก็ค่อยปรับปรุงได้”
“เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย” ติงเหว่ยยิ้ม “พรุ่งนี้ข้าจะให้อวิ๋นอิ่งไปถามทีละคน ข้า้าคนมากมายเพราะครั้งนี้ข้าจะทำร้านค้าแบบเครือข่าย”
“เครือข่าย? นั่นคืออะไร?” กงจื้อิไม่เคยลังเลที่จะถามคำถาม โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับติงเหว่ย นางมักจะมีแนวความคิดที่ทำให้เขาประหลาดใจเสมอ
ติงเหว่ยเองก็ไม่ปิดบังอะไร นางนั่งพิงไหล่เขาแล้วอธิบายอย่างกระตือรือร้น “เครือข่ายคือการเชื่อมร้านค้าเข้าด้วยกันในการดำเนินกิจการ แน่นอนว่าไม่ใช่การอยู่ใกล้กัน แต่เป็การช่วยกันทำธุรกิจ เช่น เราสามารถเตรียมบัตรเล็กๆ ในร้านย่างเนื้อ หากใช้จ่ายไปห้าตำลึงก็สามารถไปแลกขนมตั้นเกาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหนึ่งจิน หรือสามารถกินปิงเกาได้สองถ้วยจากร้านเตี่ยนซินโดยไม่ต้องเสียเงิน และหากใช้จ่ายในห้าร้านจนถึงจำนวนที่กำหนด ก็ยังได้รับของขวัญพิเศษอีกด้วย สรุปง่ายๆ คือใช้จ่ายในร้านหนึ่งก็ได้รับสิทธิประโยชน์ในอีกห้าร้าน และลูกค้าคงไม่ถือบัตรไปเอาแค่ขนมตั้นเกาหนึ่งจินจากร้านขนมหวานแน่ อาจต้องสั่งขนมเพิ่มเติมเช่นปิ่งกันหนึ่งจิน หรือหนิวเซอปิ่ง [1] หนึ่งจิน และร้านขนมหวานก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้น”
กงจื้อิพยักหน้าขณะที่ฟัง มันเป็วิธีที่แปลกใหม่และน่าสนใจ เขากำลังจะถามเพิ่มเติม แต่เสียงจากภายนอกกระโจมก็ดังขึ้นก่อน “รายงานท่านแม่ทัพใหญ่ ที่หน้าค่ายทหารมีชายคนหนึ่งถูกจับตัวไว้ เขาอ้างว่าเป็พี่รองของแม่นางติง”
“อะไรนะ?” ไม่ทันที่กงจื้อิจะตอบ ติงเหว่ยก็รีบะโลงจากตักของเขา ความเร่งรีบทำให้นางลืมไปว่าขาของนางยังเจ็บอยู่ เมื่อลงน้ำหนักเต็มที่ก็ทำให้นางร้องออกมาด้วยความเ็ป
กงจื้อิรีบพยุงนางให้กลับมานั่งลง และก้มตัวลงเพื่อจะตรวจดูอาการาเ็ แต่ติงเหว่ยกลับรีบดันเขาออกไป “ไม่ต้องห่วงข้าหรอก รีบไปดูเถอะว่าคือพี่ชายของข้าจริงหรือไม่? เขามาถึงที่นี่ได้ยังไง หรือว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้าน?”
กงจื้อิไม่อาจทำอะไรได้ เขาจึงเงยหน้าขึ้นและสั่งเสียงดังไปข้างนอกว่า “พาตัวเขาไปให้อวิ๋นอิ่งดู ถ้าไม่ผิดตัวแล้วค่อยพามาหาข้า”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ” ทหารรักษาการณ์ข้างนอกตอบรับก่อนจะไปจัดการตามคำสั่ง
ติงเหว่ยที่นั่งอยู่นั้นไม่สามารถหยุดความกังวลได้ นางจ้องไปยังทางเข้าของกระโจมด้วยความกังวลอย่างชัดเจน
กงจื้อิเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เขาจับมือนางและพูดว่า “ไม่ต้องกังวล ข้าจัดการให้ครอบครัวเ้าอยู่ในที่ที่ปลอดภัย มีการคุ้มครองจากองครักษ์เงา หากมีปัญหาที่บ้านเ้าจะได้รับข่าวก่อนแล้ว”
“จริงหรือ?” ติงเหว่ยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น
ไม่นานเสียงของอวิ๋นอิ่งก็ดังขึ้นนอกกระโจม “เรียนแม่นาง เป็พี่ชายสกุลติงอย่างแน่นอน”
“เร็วเข้า! ให้พี่รองของข้าเข้ามา” ติงเหว่ยลุกขึ้นและพยายามเดินไปที่ประตูกระโจม แต่น่าเสียดายที่ขาที่ได้รับาเ็กลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง ทำให้นางเดินสะดุดและเซไปเซมา
หลังจากเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อย พี่รองสกุลติงในชุดผ้าหยาบสีเทาที่มีฝุ่นเกาะเต็มตัวก็เดินอ้อมฉากบังตาเข้ามา เขาเห็นน้องสาวที่ไม่ได้เจอกันนานกำลังเดินโซเซเหมือนแพะที่ขาเจ็บในบ้าน ทำให้เขารู้สึกะเืใจอย่างมาก เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และจับแขนนางไว้แน่น “น้องสาว เ้าเป็อะไรไป? เ้าต้องทุกข์ทรมานและลำบากอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยที่จู่ๆ ได้เจอคนในครอบครัว ความทรมานและความยากลำบากใน่เวลาที่ผ่านมาก็ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้นางน้ำตาไหลพรากลงมาโดยไม่ทันได้พูดอะไร
“พี่รองๆ ท่านพ่อท่านแม่สบายดีหรือไม่? แล้วพวกพี่สะใภ้ล่ะ? แล้วต้าเป่ากับฝูเอ๋อร์ล่ะ…”
“สบายดีๆ” พี่รองเ็ปใจเป็ที่สุด เขาพยักหน้าหลายครั้งติดๆ กันไม่หยุด “ทุกคนสบายกันดี ท่านพ่อท่านแม่ก็แข็งแรงดี เพียงแต่พวกเขาเป็ห่วงเ้า”
กงจื้อิมองเห็นพี่น้องทั้งสองร้องไห้ด้วยกันอย่างหนัก ใบหน้าของเขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม สกุลติงทิ้งลูกสาวไว้ให้เขาดูแล และเขาได้สัญญาว่าจะดูแลนางอย่างดี แต่ด้วยโชคชะตาที่พลิกผันทำให้ติงเหว่ยต้องเผชิญกับอันตรายถึงสองครั้ง แม้สกุลติงจะไม่สามารถลงโทษเขาได้ แต่เขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
“อะแฮ่มๆ” เขากระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง และส่งสัญญาณด้วยสายตาให้อวิ๋นอิ่ง
อวิ๋นอิ่งเข้าใจและแอบหัวเราะในใจ ความจริงแล้วนางก็ไม่ค่อยได้เห็นนายน้อยของนางแสดงท่าทีเขินอายเช่นนี้มาก่อน นางอยากจะแกล้งทำเป็ไม่รู้เื่สักพัก แต่เมื่อได้รับคำสั่งจากนายน้อย นางก็ไม่กล้าขัด จึงเดินเข้าไปพยุงติงเหว่ยและพูดเกลี้ยกล่อมว่า “นายหญิง ขาของท่านยังเจ็บอยู่ อย่าร้องไห้อีกเลย อีกอย่าง คุณชายรองเดินทางมาไกลคงยังไม่ได้กินอะไร มิสู้เชิญคุณชายรองนั่งลงพูดคุยเสียก่อน บ่าวจะไปเตรียมอาหารสักหน่อย แล้วท่านค่อยนั่งกินอาหารกับคุณชายรอง”
“ดี เ้ารีบไปเถอะ” ติงเหว่ยเมื่อร้องไห้ออกมาแล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก นางมองพี่ชายของนางอย่างละเอียด พบว่าเขาทั้งดำและผอมลง ใบหน้ายังมีรอยหนาวจัด เห็นได้ชัดว่าเขาต้องเผชิญกับความลำบากมากมายระหว่างทาง จึงรีบสั่งด้วยความเป็ห่วง “ให้พี่หลิวต้มบะหมี่น้ำแกงกระดูกเพิ่ม แล้วก็ทำกับข้าวสักสองอย่าง หากว่ายังมีแป้งปิ่งก็อุ่นแล้วยกมาให้ด้วย”
“เ้าค่ะ นายหญิงโปรดวางใจ”
อวิ๋นอิ่งช่วยประคองติงเหว่ยให้นั่งลง แล้วรีบออกไปจัดการทันที
พี่รองสกุลติงไม่รู้ว่าเป็เพราะดีใจที่ได้เจอน้องสาวมาก หรือจงใจลืมไปกันแน่ เขาไม่ได้ทำความเคารพต่อกงจื้อิ และนั่งลงข้างน้องสาวพร้อมถามอีกครั้ง “ขาเ้าาเ็มากแค่ไหน จะมีผลกระทบระยะยาวหรือไม่?”
ติงเหว่ยรีบส่ายหน้า “พี่รองอย่ากังวลไปเลย ท่านอาจารย์ได้ตรวจดูแล้ว ทุกวันข้าก็ทายาอย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าจะไม่เป็อุปสรรคในการเดินอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ดี” พี่รองสกุลติงเห็นน้องสาวดูไม่เหมือนคนที่กำลังโกหก เขาจึงถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก
เมื่อครอบครัวสกุลติงย้ายไปอยู่ที่บ้านใหม่ หลินลิ่วได้จัดเตรียมบ้านใหญ่ที่งดงามเอาไว้ให้ รวมถึงที่ดินยี่สิบหมู่ และร้านค้าอีกสองร้าน ทุกอย่างแทบจะเหมือนในอำเภอชิงผิง หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ
ทั้งครอบครัวต่างก็ยังทำงานหนักเหมือนเดิม เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นก็เริ่มงาน พอพระอาทิตย์ตกก็พักผ่อน ชีวิตสงบสุข เหมือนกับว่าไม่มีาเกิดขึ้น เหมือนกับว่าโลกสงบสุข แต่ความจริงทุกคนในครอบครัวต่างก็ห่วงใยติงเหว่ยอย่างมาก กลัวว่าติงเหว่ยจะต้องทนทุกข์โดยไม่มีใครบอก หรือกลัวว่าอันเกอเอ๋อร์จะป่วยหนักขึ้นมา แม่นางหลี่ว์ถึงกับขอภาพเทวรูปท่านย่าเทวาูเามาบูชาเป็ประจำเช้าเย็น
พี่ใหญ่กับภรรยายังคงขายอาหารอยู่ ส่วนพี่ชายคนรองกับภรรยาก็ยังคงเปิดร้านขายเครื่องไม้ แม้ว่าจะไม่ถึงกับร่ำรวยมาก แต่ธุรกิจก็เจริญรุ่งเรือง และยังไม่มีพวกอันธพาลมารบกวนร้านเลย
ทุกคนในครอบครัวต่างรู้ดีว่านี่เป็เพราะสกุลอวิ๋นคอยช่วยเหลืออยู่เื้ั ดังนั้นจึงวางใจเื่ของลูกสาวและหลานชายมากขึ้น
แต่เมื่อเดือนที่แล้ว มีคาราวานพ่อค้าได้นำข่าวการสู้รบที่ดุเดือดมาแจ้ง พี่รองได้ยินว่าทหารตายมากมาย แม้แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ก็เกือบถูกสังหารในขณะพยายามช่วยครอบครัวของเขา เขาจึงไม่อาจอยู่เฉยได้ แม้จะไม่กล้าบอกกับครอบครัวอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็อ้างเหตุผลว่าต้องไปซื้อต้นไม้ และเดินทางขึ้นเหนือไปกับกองคาราวาน
ตลอดทางมานี้เขาได้พบเจอโจรูเา ต้องทนกับความหนาวเหน็บ บางคืนที่หลับไปก็ฝันเห็นน้องสาวที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเื ทำให้เขาตื่นขึ้นมาในทันทีและนอนไม่หลับอีก
เขาเดินทางไปที่เฉียนโจวก่อนแต่ไม่เจอใครเลย จึงรีบเดินทางต่อไปที่ลี่สุ่ย สุดท้ายก็ได้พบกับน้องสาวทำให้เขาโล่งใจเป็อย่างมาก…
ติงเหว่ยถึงแม้จะไม่ได้ถามถึงรายละเอียดการเดินทางของพี่ชาย แต่ก็เดาได้ว่าน่าจะลำบากมาก ทำให้นางรู้สึกสงสารและอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “พี่รอง ครั้งหน้าได้ยินข่าวอะไรมาก็อย่าเก็บไปใส่ใจเลย หากมีเื่อะไร ข้าจะเขียนจดหมายกลับไป ข้ากับอันเกอเอ๋อร์อยู่ในค่ายทหาร ไม่มีทางที่จะมีเื่อันตรายเกิดขึ้นได้ อีกอย่างท่านอ้างว่าจะไปหาซื้อต้นไม้ แต่ไม่กลับบ้านตั้งหลายวัน เกรงว่าที่บ้านเราคงวุ่นวายไปหมดแล้ว”
พี่รองสกุลติงเพียงยิ้มไม่พูดอะไร ตอนนี้เขาเองก็รู้สึกว่าตัวเองทำเื่บุ่มบ่ามไปสักหน่อย
กงจื้อิที่ถูกทิ้งไว้ข้างๆ ในที่สุดก็หาโอกาสแทรกบทสนทนาได้ จึงกล่าวว่า “ข้าจะให้คนส่งข่าวกลับไปให้ ครอบครัวของเ้าจะได้รับข่าวภายในสามวัน ไม่ต้องกังวล”
“จริงหรือ?” ติงเหว่ยพอได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจขึ้นมาก แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพี่รองของนางยังไม่ได้ทำความเคารพกงจื้อิ ตอนนี้เขาก็เพียงแต่ก้มหน้าดื่มชาไม่พูดอะไร นางจึงรีบหาทางออกโดยกล่าวว่า “พี่รองไม่ได้เจออันเกอเอ๋อร์มานานแล้ว ข้าจะให้คนไปอุ้มเขามา”
พี่รองเมื่อนึกถึงหลานชายก็รู้สึกดีใจ แต่ก็กลัวว่าจะรบกวนเวลานอนของหลาน จึงบอกว่า “อันเกอเอ๋อร์คงจะหลับแล้ว รอพรุ่งนี้ค่อยดูก็ได้”
“เ้าเด็กคนนี้กินแล้วก็นอนทั้งวัน ช้าออกไปสักครึ่งชั่วยามก็ไม่เป็ไร”
เมื่อพูดจบนางก็เรียกจวี๋เกิ่งที่เฝ้าอยู่หน้าประตูให้ไปแจ้งข่าวที่กระโจมข้างๆ ไม่นานนักเฉิงเหนียงจื่อก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่กำลังงัวเงียอยู่เดินเข้ามา
เ้าเด็กอ้วนหลับไปจนหน้าแดงก่ำ ตัวกลมๆ ของเขาถูกห่อด้วยผ้าบางสีแดงสด ไม่ว่าจะดูยังไงก็น่ารักอยู่ดี
เมื่อเด็กน้อยเห็นท่านพ่อของเขา เขาก็พยายามจะลงจากอ้อมแขน และวิ่งไปกอดขาท่านพ่อทันที
กงจื้อิก้มลงอุ้มลูกขึ้นมา เขายิ้มพร้อมกับยกขึ้นลงเบาๆ แล้วจึงพูดว่า “ตอนที่พี่รองออกเดินทางไป อันเกอเอ๋อร์ยังเดินไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาวิ่งไปทั่วแล้ว”
พี่รองสกุลติงมองดูพ่อลูกหน้าตาเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียวกัน เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เมื่อได้ยินคำว่า “พี่ชาย” จากปากของกงจื้อิ ความโกรธและความไม่พอใจในใจเขาก็ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง จึงตอบกลับว่า “นั่นนะสิ เด็กๆ โตเร็วมาก แค่พริบตาเดียวก็โตขึ้นแล้ว”
กงจื้อิยื่นลูกชายตัวอ้วนไปข้างหน้า เ้าเด็กอ้วนไม่รู้สึกกลัวคนแปลกหน้าเลย เขายกมือขึ้นกอดคอของท่านลุงไว้ทันที ร่างนุ่มนิ่มของหลานชายก็ทำให้ความไม่พอใจที่เหลือของพี่รองสกุลติงหายไปจนหมดสิ้น
-----------------------------------------
[1] หนิวเซอปิ่ง 牛舌饼 หมายถึง ขนมคุกกี้ยาวๆ คล้ายรูปทรงของลิ้นวัว
