บทที่ 11
แอปเปิลในยุคโบราณ
ซ่งหยวนหลบวูบตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว ก่อนจะหันกลับไปมองผู้มาเยือนด้วยสายตาระแวดระวัง
"เ้าเองรึ?" พอเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง พลางค้นหาข้อมูลในหัวจนพบว่าเป็คนที่เขารู้จัก
อีกฝ่ายหน้าตาแหลมเล็กเหมือนหนู แถมยังชอบหดคอเดิน ดูท่าทางลุกลี้ลุกลนชอบกล ชาวบ้านจึงพากันเรียกเขาว่า "โสว่โหว" (ลิงผอม)
เขาเป็หนึ่งในเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวที่เ้าของร่างเดิมรู้จักหลังจากเข้าแก๊งอันธพาล
"ลูกพี่ซ่ง มาทำลับๆ ล่อๆ อะไรแถวนี้" โสว่โหวขยับเข้ามาทักทายอย่างสนิทสนมโดยไม่ถือตัว
ดวงตาของเขาคอยแต่จะเหลือบมองเข้าไปในตะกร้าสะพายหลังไม่หยุด "ในตะกร้ามีอะไรดีๆ รึเปล่า ขอดูหน่อยสิ"
ซ่งหยวนขมวดคิ้วตั้งท่าจะเบี่ยงตัวหนี แต่โสว่โหวกลับมือไวคว้าผ้ากระสอบที่คลุมตะกร้าไว้ออกอย่างรวดเร็ว
พอเห็นเนื้อสัตว์อัดแน่นอยู่เต็มตะกร้า โสว่โหวก็ใจนสบถออกมา "เชี้ย! เนื้อเยอะขนาดนี้ ลูกพี่ซ่ง ท่านไปรวยมาจากไหนเนี่ย?!"
"อย่าพูดจาเลอะเทอะ" ซ่งหยวนตีหน้าดุ น้ำเสียงแข็งกร้าว "นี่เป็ของคนอื่นเขา ข้าแค่รับจ้างขนออกมาขายให้เท่านั้น"
โสว่โหวจ้องเนื้อในตะกร้าตาเป็มันจนละสายตาไม่ได้ เขาเอ่ยประจบยิ้มๆ "ลูกพี่ซ่ง แบ่งให้ข้าสักหน่อยสิ"
ซ่งหยวนแบมือออก "ได้สิ เนื้อหมูจินละ 20 อีแปะ เ้าจะรับกี่จินดีล่ะ"
พอได้ยินว่าต้องเสียเงิน มุมปากโสว่โหวก็กระตุกวูบ "โธ่พี่ ่นี้ข้าขัดสนนิดหน่อย แปะไว้คราวหน้าได้ไหม"
ซ่งหยวนส่ายหัว ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย "ไม่มีเงินก็ไม่ต้องคุย"
กับคนประเภทให้เกียรติแล้วไม่รับแบบนี้ ย่อมไม่ต้องเกรงใจ
สีหน้าของโสว่โหวเปลี่ยนไปทันที รอยยิ้มจางลงเล็กน้อย "พี่พูดแบบนี้ก็เกินไปหน่อยนะ พวกเราคบกันมาตั้งกี่ปี แค่เนื้อชิ้นเดียวท่านยังขี้เหนียว ไม่เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์พูดช่วยท่านต่อหน้าลูกพี่อินเลย"
นกแก้ว? (อินเกอ)
ซ่งหยวนครุ่นคิดครู่หนึ่งถึงนึกออกว่าอีกฝ่ายหมายถึง "ลูกพี่อิน"
ลูกพี่อินคือหัวหน้าแก๊งที่เ้าของร่างเดิมสังกัดอยู่
ทุกครั้งที่นึกถึงชื่อแก๊งที่เ้าของร่างเดิมเข้าสวามิภักดิ์ ซ่งหยวนก็รู้สึกระเหี่ยใจจนแทบไม่อยากจะมอง
เพราะชื่อแก๊งนั้นคือ "เมี่ยป้า"
์... นี่มันกลุ่มวัยรุ่นเบียวชัดๆ
เมื่อเห็นซ่งหยวนทำสีหน้าพิลึก โสว่โหวก็นึกว่าข่มขวัญเขาได้แล้ว จึงเอ่ยอย่างวางอำนาจต่อว่า "ลูกพี่ซ่ง ท่านมาถึงตัวเมืองแล้ว ยังไม่ได้ไปคารวะลูกพี่อินเลยใช่ไหมล่ะ"
"เดี๋ยวข้าจะไปหาลูกพี่อินเอง ตอนนี้ข้ามีธุระ ขอตัวก่อน" ซ่งหยวนคิดในใจว่า เดี๋ยวเขาจะไปหาเ้าลูกพี่อินนั่นเพื่อขอลาออกจากแก๊งให้จบๆ ไป
พูดเสร็จเขาก็ไม่สนใจท่าทีของโสว่โหว รีบก้าวเดินจากไปทันที
ย่านการค้าในเมืองช่างคึกคักและเสียงดังอื้ออึง ตลอดทางมีเสียงพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ะโขายของไม่ขาดสาย
นี่เป็ครั้งแรกที่ซ่งหยวนได้เห็นตลาดในยุคโบราณกับตาตัวเอง มันดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าในละครเสียอีก
เขามองสำรวจด้วยความสนใจ แต่เสียดายที่ในตัวไม่มีเงิน ไม่อย่างนั้นคงได้เดินเที่ยวจนทั่วก่อนกลับแน่
อดทนไว้ อดทนไว้
อย่าลืมว่าเ้ายังมีเนื้อเต็มตะกร้าที่ต้องขายให้หมด ซ่งหยวนเตือนตัวเองเบาๆ
เขายอมตัดใจละสายตาจากบรรยากาศรอบตัว เร่งฝีเท้าตรงไปยังเหลารับรองที่ใหญ่ที่สุดในเมือง—"เหลาเซียงเฟิง"
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ถนนจี๋เซียง อาคารสูงสามชั้นก็ปรากฏสู่สายตา สีน้ำมันชาดที่ทาไว้ยังคงดูสดใสแม้จะผ่านแดดฝนมานาน ป้ายทองชื่อร้านที่แขวนอยู่บนตึกสูงทอประกายล้อแสงแดดดูสง่างาม
ซ่งหยวนรำพึงในใจ สมกับที่เป็เหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองจริงๆ ช่างโอ่อ่าอลังการนัก
่นี้เป็เวลาเร่งด่วนของมื้ออาหาร แเื่เดินเข้าออกเหลาอาหารไม่ขาดสาย เด็กรับใช้หน้าประตูคอยต้อนรับลูกค้าประจำอย่างขยันขันแข็ง
พอซ่งหยวนก้าวเท้าเข้าประตู ก็มีคนเดินเข้ามาทักทาย "จะรับประทานอะไรดีขอรับ?"
"ข้ามาหาผู้จัดการของพวกเ้า" ซ่งหยวนบอก
"ท่านผู้จัดการกำลังยุ่งอยู่ขอรับ" เด็กรับใช้พินิจเขาวูบหนึ่ง เห็นสวมชุดผ้ากระสอบเก่าๆ รองเท้าหญ้าดูซอมซ่อท่าทางยากจน จึงเอ่ยอย่างรำคาญใจ "มีธุระอะไรบอกข้าก็ได้ เหมือนกันนั่นแหละ"
ซ่งหยวนกวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่เห็นใครที่มีท่าทางเหมือนคนดูแลร้าน เขาจึงหาโต๊ะว่างตัวหนึ่งที่ไม่มีคนนั่งแล้ววางตะกร้าลง มันหนักจนไหล่เขาเจ็บไปหมด
เขาหันไปมองเด็กรับใช้ "เื่ที่ข้าจะคุยกับผู้จัดการ เ้าตัดสินใจแทนไม่ได้หรอก"
เด็กรับใช้ได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเยาะ "อย่างเ้านี่นะคิดจะพบผู้จัดการของเรา ถ้าไม่มีปัญญากินข้าวก็ไสหัวไป อย่ามาเกะกะการทำงานของข้า"
ซ่งหยวนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าพล็อตเื่ "เด็กรับใช้ดูถูกคน" ที่เห็นบ่อยๆ ในละครจะเกิดขึ้นกับเขาจริงๆ
ปกติพระเอกเขาทำอย่างไรกันนะ? ควักปึกธนบัตรออกมาฟาดหน้าเด็กรับใช้รึ?
ซ่งหยวนนึกขำในใจ เขาโบกมือเรียกเด็กรับใช้คนนั้นพลางทำท่าทางลับลมคมใน "มานี่สิ จะให้ดูของดี"
เด็กรับใช้ทำหน้าสงสัย พึมพำเบาๆ "ของดีอะไรกัน?"
ปากก็บอกว่ารำคาญแต่ร่างกายกลับขยับเข้าไปหาอย่างซื่อสัตย์ จนกระทั่งซ่งหยวนเปิดผ้ากระสอบที่คลุมตะกร้าออก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความใ
"นี่... นี่... นี่มัน..." เด็กรับใช้ถึงกับพูดตะกุกตะกัก "นี่มัน 'ไน่จื่อ' (ลูกไหน/แอปเปิลโบราณ) รึ?!"
สิ่งที่เขาเรียกว่า "ไน่จื่อ" ความจริงก็คือแอปเปิลที่คนยุคปัจจุบันรู้จักกันดี แต่ไน่จื่อในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเป็ "ซากั่ว"พันธุ์พื้นเมืองที่รสััจะนุ่มๆ ฝาดๆ
ทว่าแอปเปิลที่ซ่งหยวนนำออกมานั้น ทั้งใหญ่ทั้งแดงก่ำ ดูเหมือนแอปเปิลสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามาเมื่อไม่กี่ปีล่วงมานี้ และปลูกเฉพาะในมณฑลหลินตงทางภาคเหนือเท่านั้น
แอปเปิลชนิดนี้รสชาติหวานกรอบ แต่เปลือกบางและบอบบางมาก ไม่สะดวกต่อการขนส่งระยะไกล ดังนั้นจึงมีไว้สำหรับพวกขุนนางผู้สูงศักดิ์ทางภาคเหนือได้ลิ้มรสเท่านั้น ส่วนทางใต้เข้านั้นอย่าว่าแต่จะได้กินเลย คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ
"เป็อย่างไรบ้าง" ซ่งหยวนถือแอปเปิลแกว่งไปมาตรงหน้าเขาอย่างโอ้อวด "ตอนนี้ข้าพอจะมีคุณสมบัติพบผู้จัดการของพวกเ้าได้หรือยัง"
"มีขอรับ มีแน่นอน" เด็กรับใช้เปลี่ยนสีหน้ามายิ้มประจบสอพลอทันที "ข้าจะไปเชิญท่านผู้จัดการมาเดี๋ยวนี้เลย ท่านรอนิ่งๆ ตรงนี้ก่อนนะขอรับ อย่าเพิ่งไปไหนเชียว"
เขารีบไปเชิญผู้จัดการร้านมาทันที ก่อนไปก็ไม่ลืมเรียกเด็กรับใช้คนอื่นมาดูแล "มู่โถว เ้ามาช่วยรินน้ำชาให้แขกผู้ทรงเกียรติท่านนี้หน่อย"
เด็กรับใช้ที่ชื่อมู่โถวเป็คนร่างสูง เขาเดินมารินน้ำชาให้เงียบๆ แล้วก็ไปต้อนรับแขกคนอื่นต่อ
รอไม่นานนัก ชายวัยกลางคนที่มีเคราแพะก็เดินลงมาจากชั้นสองด้วยท่าทางเร่งรีบ
เมื่อพบซ่งหยวน เขาก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ตัวข้าแซ่หลี่ เป็ผู้จัดการของร้านนี้ขอรับ"
ผู้จัดการแสร้งทำเป็โกรธแล้วถลึงตาใส่เด็กรับใช้ "ทำงานภาษาอะไร ไม่รู้จักเชิญแขกผู้ทรงเกียรติขึ้นไปนั่งที่ห้องส่วนตัว"
จากนั้นเขาก็หันมาพูดกับซ่งหยวน "ห้องส่วนตัว้าเงียบสงบ พวกเราขึ้นไปคุยรายละเอียดกัน้าดีไหมขอรับ"
ซ่งหยวนแบกตะกร้าขึ้นหลังอย่างหนักอึ้ง "ได้ ไปกันเถอะ"
เด็กรับใช้รีบยื่นมือมาอย่างกะตือรือร้น "ข้าช่วยถือให้เองขอรับ"
ซ่งหยวนก็ไม่เกรงใจ ส่งตะกร้าให้เขาไปทันที
เด็กรับใช้ไม่คิดว่าตะกร้าจะหนักขนาดนี้จนเกือบจะหน้าทิ่มพื้น พอดีมู่โถวเดินผ่านมาเห็นเข้าจึงช่วยพยุงไว้อีกแรง ทั้งสองคนจึงช่วยกันหามตะกร้าขึ้นชั้นบนไป
ผู้จัดการเดินนำทาง "เชิญทางนี้ขอรับ"
พอเข้าสู่ห้องส่วนตัวบนชั้นสองและปิดประตูลง เสียงอื้ออึงจากภายนอกก็ถูกตัดขาดหายไปทันที
ทันทีที่นั่งลง ผู้จัดการก็ยกกาขึ้นรินน้ำชาให้เขา พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "มิทราบว่าแขกผู้ทรงเกียรติมีนามว่ากระไรขอรับ"
ซ่งหยวนยังไม่ชินกับการพูดจาเป็ทางการ แบบนี้จนถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ เขาแสร้งกระแอมไอสองทีแล้วบอกว่า "ข้าแซ่ซ่ง"
ผู้จัดการวางกาน้ำชาลงแล้วลูบเคราเบาๆ
สายตาของเขาดูเหมือนจะกวาดมองไปที่ตะกร้าของแขกอย่างไม่ตั้งใจ ภายนอกดูสงบนิ่งเป็ที่สุด "ไม่ทราบว่าพอจะให้ข้าได้ยลโฉม 'ไน่จื่อ' ที่ท่านนำมาได้หรือไม่ขอรับ"
ทว่า น้ำเสียงที่เร่งรีบนั้นกลับเปิดเผยความกระวนกระวายในใจของเขาออกมาโดยไม่ตั้งใจ
ซ่งหยวนหยิบแอปเปิลลูกใหญ่ออกมาจากตะกร้า ส่งให้ผู้จัดการ
ผู้จัดการประคองแอปเปิลไว้อย่างทะนุถนอม ทันทีที่ััถึงมือ เขาก็ได้กลิ่นหอมหวานอันเป็เอกลักษณ์ของแอปเปิลลอยออกมา เขาจึงก้มลงสูดดมอย่างแรงครั้งหนึ่ง
ใช่แล้ว... รสััแบบนี้เลย
เมื่อหลายปีก่อน เขาเคยติดตามเ้านายไปเยี่ยมบ้านใหญ่ที่ภาคเหนือ ตอนนั้นเ้าบ้านได้นำ 'ไน่จื่อ' ออกมาต้อนรับ ซึ่งในตอนนั้นแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเพียงชิ้นเล็กๆ เท่านั้น
แต่รสชาติที่หวานฉ่ำกรอบอร่อยในครั้งนั้น ผู้จัดการหลี่ไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต
"ข้าขอลิ้มลองได้หรือไม่ขอรับ?" ผู้จัดการหลี่ถามอย่างหยั่งเชิง
ซ่งหยวนชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว "หนึ่งตำลึงเงิน"
เมื่อได้ยินราคา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของผู้จัดการหลี่ก็แสดงความเสียดายเงินออกมาเล็กน้อย เขาเร่งคำนวณในใจ แอปเปิลทางภาคเหนือนั้นถือเป็ของหายากที่มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ ถึงจะแพงแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นลูกละหนึ่งตำลึง
อย่างไรก็ตาม จากภาคเหนือลงมาภาคใต้นั้นต้องรอนแรมมาไกลมาก แต่แอปเปิลลูกนี้ยังดูสดใหม่ราวกับเพิ่งเด็ดลงมาจากต้น คาดว่าคงต้องใช้แรงงานและทรัพยากรมหาศาล ราคาที่พุ่งขึ้นมาเท่าตัวจึงไม่ใช่เื่ที่ยอมรับไม่ได้
"เป็ธรรมดาอยู่แล้วขอรับ" ผู้จัดการหลี่ยิ้มตอบ
ซ่งหยวนกะพริบตาปริบๆ พยายามซ่อนความประหลาดใจไว้บนใบหน้า เขาแค่ลองตั้งราคาดูเล่นๆ ไม่คิดว่าผู้จัดการหลี่จะตกลงทันทีโดยไม่ต่อราคาสักคำ
ซี้ด... แอปเปิลลูกละหนึ่งตำลึง
ผู้จัดการหลี่หยิบมีดเล็กขึ้นมา ค่อยๆ ฝานแอปเปิลออก ทันทีที่คมมีดกรีดผ่านเปลือก กลิ่นหอมหวานปานน้ำผึ้งก็โชยเข้าจมูก
เขาไม่แม้แต่จะปอกเปลือกทิ้ง รีบตัดเป็ชิ้นเล็กๆ ส่งเข้าปากทันทีด้วยความกระหาย
พอกัดลงไป เนื้อแอปเปิลที่ทั้งสดกรอบและหวานฉ่ำก็ะเิรสชาติออกมาในช่องปาก
น้ำหวานไหลผ่านปลายลิ้น กลิ่นหอมอันเข้มข้นเข้ายึดพื้นที่ต่อมรับรสในพริบตา ทั่วทั้งปากอบอวลไปด้วยความหอมหวานของไน่จื่อชั้นเลิศ
ผ่านไปหกปี ในที่สุดเขาก็ได้ลิ้มรสชาติของไน่จื่ออีกครั้ง
ดวงตาของผู้จัดการหลี่เริ่มรื้นไปด้วยน้ำตา เขาถามว่า "ในมือท่านยังมีไน่จื่อเหลืออยู่อีกเท่าใดขอรับ"
"เหลืออีกแค่สามลูก" ซ่งหยวนชี้ไปที่แอปเปิลในมือเขา "อ้อ ท่านกินไปลูกหนึ่งแล้ว สรุปคือเหลือแค่สองลูก"
ผู้จัดการยิ้มอย่างเขินๆ แต่ยังคงดูสง่างาม ก่อนจะเอ่ยอย่างใจปล้ำว่า "ที่เหลืออีกสองลูก ข้ารับไว้ทั้งหมดเองขอรับ!"
