บทที่ 137 ถึงที่สุดแล้วความจริงก็จะปรากฏ
เมื่อสงบสติอารมณ์แล้ว ฉินเหยียนเจินก็ยิ้มอย่างจริงใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งพูดว่า “เื่นี้จะยากอะไร? หากสหายลู่เบื่อที่จะอยู่ในเมือง ไปเที่ยวเล่นที่ ‘ูเาวั่นเซียน’ ด้วยกันกับข้าดีหรือไม่ ที่นั่นเป็เขตแดนของสำนักปีศาจศักดิ์สิทธิ์ ข้างในไม่เพียงแต่มี ‘ระบำมารวิจิตร’ แต่ยังมีหญิงงามอีกจำนวนนับไม่ถ้วน คิดว่าคงจะทำให้สหายลู่พอใจอย่างแน่นอน! แม้ว่าข้าน้อยจะไม่ค่อยได้ไปที่นั่นบ่อยนัก เนื่องจากปัญหาทางการเงิน แต่ก็ได้ัักับความอ่อนโยนของมันมาแล้ว!”
ลู่อวี่ได้ยินแล้วก็เกือบสำลักสุราออกมา สตรีผู้นี้โกหกได้หน้าตายจริงๆ แม่สาวน้อยอย่างเ้ารู้รสชาติของความอ่อนโยนได้อย่างไร ไหนจะมีปัญหาทางการเงินไม่ค่อยได้ไปอีก พูดโกหกโดยตาไม่กะพริบเช่นนี้ก็ถือว่าเก่งไม่น้อยเลย
ฉินเหยียนเจินเพียงบังเอิญไปได้ยินคนพูดถึงเื่พวกนี้มาเท่านั้น ดังนั้นก็เลยใช้มาเป็ข้ออ้างในเวลานี้ได้พอดี จะว่าไปแล้วนางก็เพียงอยากจะล่อลวงคนให้ออกจากเมือง ไม่ได้จะไปที่นั่นจริงๆ เสียหน่อย ดังนั้นจึงไม่คิดที่จะมารับผิดชอบอะไร จึงพูดอย่างเป็ธรรมชาติไม่มีอาการเสแสร้งใดๆ
“มีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วยหรือ? หากเช่นนั้นคงต้องไปดูเสียหน่อยแล้ว! พวกเราไปกันเถิด เพราะอยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีอะไรทำกันอยู่แล้ว!” ลู่อวี่ทำสีหน้าตื่นเต้น และแปลกใจ แสดงอาการแทบรอไม่ไหวที่จะเห็นมัน
ฉินเหยียนเจินแอบสบถในใจเงียบๆ เป็ไอ้บ้ากามจริงๆ ด้วย รอจับเ้าได้ก่อน ดูสิว่าข้าจะจัดการเ้าอย่างไร!
ในขณะนั้นอมยิ้มอยู่นั้น ก็ดื่มสุราในมืออย่างกล้าหาญรวดเดียวเลยทันที จากนั้นลุกขึ้นยืนและพูดว่า “ในเมื่อเป็เช่นนี้ หากเช่นนั้นพวกเราก็รีบออกเดินทางกันเลย เวลาไม่คอยท่าใคร จะมานั่งดื่มสุราเบื่อๆอยู่ที่นี่ทำไม!”
ไม่ว่าทั้งคำพูดและการกระทำของทั้งสองต่างถือว่ามีช่องโหว่มากมาย แต่เพราะต่างคนต่างก็มีจุดประสงค์ของตัวเอง ทันใดนั้นทั้งสองคนกลับดูเหมือนว่ารู้จักกันมาหลายปี และคุยกันถูกคอนัก
ลู่อวี่พยักหน้าและพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “หากเป็เช่นนั้นก็ดี ยอดเยี่ยมนัก ระบำมารวิจิตร เหตุใดก่อนหน้านี้คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีสถานที่เช่นนี้ด้วย?” ในขณะที่พูดก็ยืนขึ้นด้วย แต่แล้วก็ขมวดคิ้วอีกครั้งและพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ข้ากับสหายฉินเจอกันครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนเป็สหายกันมานาน เดิมทีข้าคิดว่าจะเดินทางกันอย่างราบรื่นได้ แต่ได้ยินมาว่า่นี้ข้างนอกค่อนข้างจะวุ่นวายนัก และมีสถานการณ์ที่ไม่ปกติ กลัวว่าหากมีเพียงพวกเราสองคนจะไม่ปลอดภัย สู้ให้ข้าส่งข้อความทางจิตเรียกยอดฝีมือสองสามคนมาค่อยคุ้มกันให้จะดีกว่า หากทำเช่นนี้เผื่อไว้ก่อนจะดีกว่า”
ลู่อวี่ไม่คิดที่ตกปากรับคำง่ายๆ ดังนั้นจึงหาทางขัดขวางฉินเหยียนผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้าทันที!
ฉินเหยียนเจินเองก็ไม่มีทางปล่อยให้ลู่อวี่พาคนไปด้วยได้ เพราะหากทำเช่นนั้นแผนของนางก็ต้องตายั้แ่อยู่ในท้อง นางยังไม่เคยไปทีู่เาวั่นเซียนอะไรนั้นมาก่อน ดังนั้นจึงรีบห้ามไว้ “สหายลู่ เื่เช่นนี้จะไปกันหลายคนได้อย่างไร ทำเช่นนั้นเดี๋ยวก็ถูกหัวเราะเยาะเอาได้หรอก จะว่าไปแล้วข้ายังไม่เคยได้ยินข่าวข้างนอกที่ไม่ดีมาก่อนเลย?”
เมื่อเห็นสีหน้าร้อนรนของฉินเหยียน ลู่อวี่ก็รู้สึกสนุกมากขึ้น และหยุดแกล้งนางต่อ และพูดขึ้นว่า “เอาละ ข้าเองก็ไม่ชินเหมือนกันเวลาดื่มสุราเคล้านารีแล้วแห่กันไปเป็โขยง คิดไม่ถึงว่าสหายฉินจะคำนึกถึงเื่ราวพวกนี้ด้วย ช่างน่าชื่นชมจริงๆ!”
เมื่อฉินเหยียนเจินได้ยินเช่นนี้ก็โกรธจนเกือบจะตบหน้าบุรุษน่าเกลียดตรงหน้าผู้นี้ให้ตายไปในฝ่ามือเดียวเลย ตัวเองเคยดื่มสุราเคล้านารีั้แ่เมื่อไร? แต่ตอนนี้ทำได้เพียงอดทนกับมันอย่างสุดกำลังเท่านั้น เออออและพูดคล้อยตามกันไป “มิกล้า มิกล้า!”
หลังจากจ่ายเงินแล้ว ลู่อวี่ก็เอื้อมมือออกไปจับมือฉินเหยียนไว้ แล้วพูดขึ้นว่า “สหายฉิน พวกเราไปกันตอนนี้เลยงั้นหรือ? สู้เดินเล่นในเมืองก่อนจะดีกว่า? เพราะวันนี้ก็ทำอะไรไม่ทันแล้ว ไม่จำเป็ต้องรีบร้อน!”
เมื่อจู่ๆ ก็ถูกจับมือและไม่สามารถสลัดมันออกได้ด้วย ใบหน้าของฉินเหยียนเจินก็แดงก่ำ และร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นางอดที่จะพูดไม่ได้ว่า “สหายลู่ พวกเราเป็บุรุษตัวโตสองคนมาจับมือกันไปมาเช่นนี้ดูทะแม่งอยู่ รีบปล่อยมือเถิด!”
นับั้แ่โตมาจนรู้ความ ฉินเหยียนเจินยังไม่เคยถูกบุรุษคนไหนแตะต้องเนื้อตัวมาก่อนเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะถูกใครจับมือไว้เช่นนี้ ไม่เพียงแต่รู้สึกพะอืดพะอมเท่านั้น แต่ยังมีใจคิดจะฆ่าไอ้บ้าตัณหากลับผู้นี้แล้วด้วย ไม่คิดเลยว่าเขาไม่เพียงแต่เป็คนลามกกับสตรีคนหนึ่งเท่านั้น แม้แต่บุรุษก็ไม่ปล่อยไปด้วยเช่นกัน หากรู้ก่อนพูดอะไรนางก็คงไม่มีทางใช้วิธีนี้เพื่อได้มาเข้าใกล้บุรุษที่น่าขยะแขยงผู้นี้แน่นอน
ลู่อวี่ปล่อยมือด้วยความเสียดาย นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาเป็ฝ่ายจับมือผู้อื่นก่อน หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าฉินเหยียนผู้นี้เป็หญิงงาม ตีเขาให้ตายเขาก็มีทางทำเื่เช่นนี้แน่นอน แต่ตอนนี้เพราะฉินเหยียนเจินมีจุดประสงค์กับเขา เมื่อมีผลประโยชน์เขาก็ต้องคว้าไว้ก่อนอยู่แล้ว จึงไม่มีความรู้สึกว่าต้องมารับผิดชอบอะไรด้วย
อืม มือนี้บอบบางและนิ่มนวลนัก ลู่อวี่ััและแอบคิดเงียบๆ!
“ฮ่าฮ่า เป็ความผิดของข้าเอง ข้าตื่นเต้นไปหน่อย แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดถึงรู้สึกใกล้ชิดอย่างบอกไม่ถูกเวลาเห็นสหายฉิน มิเช่นนั้นนิสัยเช่นข้าคงไม่จับมือบุรุษเด็ดขาด!” ลู่อวี่ปล่อยมือเล็กๆ ที่นุ่มนวลของฉินเหยียนเจินอย่างเสียดายพร้อมทั้งยิ้มและพูดแก้ตัว
ทุกอย่างทำเพื่ออาจารย์!
ฉินเหยียนเจินกัดฟันและจ้องมองมาที่ลู่อวี่ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อระงับความโกรธ แล้วหันหน้าไปทางอื่น และพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบที่สุด “ไปกันเถิด สหายลู่!”
พูดจบเหมือนกลัวว่าลู่อวี่จะเล่นลูกไม้อะไรอีกครั้ง จึงสาวเท้ายาวๆ เดินออกจากเมืองก่อน
ลู่อวี่รีบตามหลังไปทันที รู้สึกมีความสุขไม่น้อย นางกล้าคิดจะมาล่อลวงข้าโดยไม่ยอมจ่ายอะไรให้เลยได้อย่างไร!
เฉียวเฟยศิษย์น้องสามของสำนักเป่ยเฉินที่ค่อยรับคำสั่งอยู่ห่างออกไป จับสังเกตมาทางหอคอยหลิงเฟิงอยู่ตลอดเวลา เมื่อสักครู่นี้เขาเพิ่งเห็นศิษย์พี่หญิงใหญ่และนายน้อยตระกูลลู่จับมือกันเดินออกไป ดวงตาเกือบจะถลนออกมา นี่มันน่าเหลือเชื่อนัก เป็ไปได้หรือไม่ว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา และตัดสินใจโปรยเสน่ห์นายน้อยตระกูลลู่แล้ว? แต่ตอนนี้ศิษย์พี่หญิงใหญ่ยังแต่งตัวเป็บุรุษอยู่นะ!
ทันใดนั้นเฉียวเฟยก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ถึงกับตัวสั่นอย่างไม่รู้ตัว และเวลาที่มองไปทางลู่อวี่และ ฉินเหยียนเจิน กลับมีสายตาที่ดูแปลกพิกล ไม่ได้ดูน่าสงสารหรือเห็นใจ แต่ไม่ว่าใครถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้ ก็จะรู้สึกไม่สบายใจกันทั้งนั้น
ฉินเหยียนเจินจับตำแหน่งของเฉียวเฟยได้แม้ว่าจะอยู่ไกลออกไปไม่น้อย แต่สายตาของเ้าบ้านั้นหมายความว่าอย่างไร ยังไม่รีบแจ้งให้ศิษย์น้องชายอีกสองคนเตรียมตัวให้พร้อมอีก มัวยืนโง่ๆ อยู่ตรงนั้นทำไม? ดูเหมือนว่าครั้งนี้กลับไปต้องสั่งสอนบทเรียนให้เขาดีๆ เสียหน่อยแล้ว!
ทันใดนั้นเฉียวเฟยก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อมองเห็นดวงตาที่เ็าของฉินเหยียนเจินที่จ้องมองมา หัวใจแทบจะหยุดเต้น มีหรือจะไม่รู้ว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่กำลังโกรธ เฉียวเฟยที่อยู่ภายใต้อิทธิพลจาก “คำสอน” ของศิษย์พี่หญิงใหญ่มาหลายปี จู่ๆ ก็รู้สึกใจตกไปอยู่ตาตุ่ม และอุทานเสียงหลงออกมา มีหรือยังจะกล้ามองอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังและหายตัวไปในฝูงชนทันที
เมื่อฉินเหยียนเจินเห็นเฉียวเฟยเดินหายไปแล้ว ก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก พอหันกลับมาก็เห็นลู่วี่เดินตามเขาอย่างช้าๆ อย่างไม่เร่งรีบ มองซ้ายมองขวาไปรอบๆ หากไม่รู้คงคิดว่าคนบ้านนอกเข้าเมืองมา
แม้ว่าทั้งสองคนจะไม่ได้ใช้เวทใดๆ เลย แต่ก็เดินเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า และใช้เวลาไม่นานก็ออกจากประตูทิศตะวันตกของเมืองเทียนอวิ๋น
ูเาวั่นเซียนตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเทียนตู ซึ่งอยู่ห่างออกไปสามถึงสี่พันลี้ หากมีเรือแสงตัดเมฆา์ ครึ่งวันก็เดินทางมาถึง แต่หากอาศัยแสงหลบหนีแสงของตัวเอง ไม่ถึงสองสามวันก็เดินทางมาไม่ถึง
โชคดีที่ฉินเหยียนเจินไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพราะทันทีที่ทั้งสองคนออกจากเมืองมาได้ไม่กี่สิบลี้ จู่ๆ ทิวทัศน์ตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จากท้องฟ้าที่ว่างเปล่า ก็เปลี่ยนไปเป็ทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างใหญ่ที่ไร้ขอบเขต พร้อมด้วยอากาศร้อนอบอ้าวพุ่งเข้าหา ในเวลาเดียวกันก็มีลมพัดแรงโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เห็นได้ชัดว่ากำลังตกลงไปในค่ายกระบี่สักแห่งหนึ่งอย่างแน่นอน
ลู่อวี่แสร้งทำเป็ร้องอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ “สหายฉิน นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น?”
และแล้วเวลาที่ฉินเหยียนเจินรอคอยก็มาถึง มีหรือจะสนใจเขา ก่อนยื่นมือออกมาผลักลู่อวี่ แล้วนางกลับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อจ้าวจือเจี๋ยที่ควบคุมค่ายกลกระบี่อยู่ด้านนอก เห็นว่าลู่อวี่เข้าไปในค่ายกลกระบี่แล้ว ก็สะบัดเคล็ดวิชาดรรชนีในมือ ทันใดนั้นค่ายกลกระบี่ในมือก็เปลี่ยนแปลงจากทะเลทรายกลายเป็ทะเลเพลิงในทันที แต่พลังระดับนี้ไม่ได้เป็ภัยคุกคามต่อลู่อวี่เลย อย่าว่าแต่ตู้เสวียนเฉิงจะซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ แม้ว่าเขาจะปล่อยไฟแท้หนิงคงออกมา ก็สามารถทำลายค่ายกลกระบี่นี้ได้เลยทันที
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าลู่อวี่จะมีความรู้เื่วิชาค่ายกลกระบี่ไม่ลึกซึ้งมากนัก แต่ก็ได้อุทิศตนเพื่อศึกษาเรียนรู้มันมาระยะหนึ่งตอนที่อยู่ในเป่ยหยวน รวมกับพื้นฐานของเขาในชาติก่อนในแง่ฝึกฝนและความรอบรู้ในค่ายกลกระบี่แล้วมันไม่ใช่ลูกศิษย์ของสำนักเป่ยเฉินที่ตกต่ำนี้จะสามารถเทียบติด
“ค่ายกลกระบี่ไฟจินกัง ใช้ได้ในระดับนี้ถือว่าไม่เลว เหลือเฟือแล้วที่จะจัดการกับนักพรตขั้นฟันฝ่า แต่ไม่พอที่จะจัดการกับข้านายน้อยผู้นี้”
แต่ลู่อวี่กลับไม่ได้ทำลายค่ายกลกระบี่นี้ แม้ว่าค่ายกลกระบี่ไฟจินกังจะดี แต่เทียบกับแสงกำบังใสอวิ๋นลัวที่เพิ่งได้รับมา เพียงตั้งแสงศักดิ์สิทธิ์ป้องกันก็สามารถยืนอยู่ในนั้นได้โดยปราศจากอันตรายใดๆ และด้วยพลังยุทธ์่ปลายขั้นฟันฝ่าและเคล็ดวิชาไท่ซั่งฮุ่นหวันเจินฝ่าที่ลึกลับไร้เทียมทานที่เขาฝึกฝนมา จะได้รับาเ็จากค่ายกลกระบี่ที่พลังไม่รุนแรงพวกนี้ได้อย่างไร และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ที่ควบคุมค่ายกลกระบี่นี้ก็ไม่ได้ปล่อยการโจมตีเข้ามา เพียงทำการกักขังเขาไว้เท่านั้น
ลู่อวี่ครุ่นคิดดูแล้ว ก็รู้อยู่เลยว่าคนกลุ่มนี้ทุ่มเทพยายามกันขนาดนี้คงไม่ได้มาฆ่าเขาแน่นอน คิดดูแล้วน่าจะเป็เพราะยาอายุวัฒนะที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น!
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ จับตัวบุรุษผู้นี้ได้แล้ว ตอนนี้เอาอย่างไรต่อดี?” จ้าวจือเจี๋ยคิดไม่ถึงเลยว่าจะจับนายน้อยตระกูลลู่ได้ง่ายดายเช่นนี้ ยิ่งกว่านั้นนายน้อยของตระกูลลู่ก็ไม่ได้ดิ้นรนมากด้วย ซึ่งเช่นนี้มันทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
ค่ายกลกระบี่จินกังไม่ใช่ค่ายกลกระบี่ระดับสูงอะไร ด้วยทรัพย์สมบัติของสำนักเป่ยเฉินที่มี อาวุธเวทที่นำมาใช้สร้างดวงตาค่ายกลจึงเป็เพียงอาวุธเวทระดับห้าเท่านั้น สิ่งนี้ถือว่าเป็อาวุธที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งสำนักเป่ยเฉินแล้ว ยกเว้นอาวุธเวทประจำกายของเ้าสำนัก อวิ๋นหยางจือ แต่จะมาอ้างว่าเพราะสาเหตุนี้จึงสามารถดักจับตัวนายน้อยตระกูลลู่ ที่เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่มาได้อย่าง่ายดายนั้นมันค่อนข้างจะผิดปกติไปหน่อยจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการหลายอย่างที่เตรียมไว้ล่วงหน้าไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย สิ่งนี้ทำให้จ้าวจือเจี๋ยรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ และยังรู้สึกว่าเื่นี้มันแปลกมากด้วยในเวลาเดียวกัน!
“อะไร ทำอย่างไร จับตัวเขาไว้ให้ข้าแล้วเอาตัวกลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที สถานที่ตรงนี้อยู่ใกล้กับูเาเทียนฉยงเกินไป หากเกิดถูกจับได้ขึ้นมา พวกเราคงไม่มีใครรอด!” ฉินเหยียนเจินตะคอกเสียงดัง
“สหายฉิน นี่มันเกิดอะไรขึ้น? หรือว่าข้าทำอะไรตรงไหนให้เ้าขุ่นเคืองใจ? ข้าเพียงจับมือครู่เดียวเท่านั้น หากเช่นนั้นข้าก็ขออภัยด้วย เหตุใดถึงต้องเล่นใหญ่เช่นนี้!” ลู่อวี่พูดเสียงดังโวยวาย แม้ดูเหมือนจะถูกควบคุมตัวไว้ แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่าตกเป็ตัวประกันแม้แต่นิดเดียว
ฉินเหยียนเจินโมโหเพราะคำพูดของลู่อวี่และอยากจะฆ่าไอสารเลวผู้นี้ทิ้ง ไม่ควรพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด หรือไม่ควรพูดถึงจุดอ่อนของผู้อื่นจริงๆ หากปล่อยให้เ้าบ้านี่พูดจาไร้สาระต่อไปอีก ภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขามที่ตัวเองสร้างขึ้นมาในใจของศิษย์น้องทั้งหลายตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ คงถูกลบล้างไปหมดแน่ ดังนั้นทันทีที่ลู่อวี่พูดจบ นางก็รีบลุกขึ้นสะบัดมือปัดเอาของอะไรบางอย่างมาอุดปากเขาไว้ จากนั้นก็ข่มขู่เสียงเบาว่า “หากกล้าพูดจาไร้สาระอีกครั้ง วันนี้เ้าไม่รอดแน่!”
