สวีชิ่งหรานมีสีหน้าสับสน ตอนที่เกิดเื่แย่งบรรดาศักดิ์เขาเพิ่งคลอดออกมา จึงไม่รู้เื่ราวเก่าๆ เหล่านี้
“ท่านแม่พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” เขาถาม
ฮูหยินสวีรู้เื่ราวในอดีตไม่มากนัก จึงอธิบายให้สวีชิ่งหรานฟังอย่างละเอียด
“เมื่อก่อนฮูหยินผู้เฒ่าฟู่และท่านโหวมีความรักใคร่ปรองดองกันมาก ความเสียใจเพียงอย่างเดียวคือไม่มีบุตรด้วยกัน ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่ามีอายุสามสิบเจ็ดสามสิบแปดปี คิดว่าคงไม่มีบุตรแล้ว จึงได้ท่านโหวออกหน้า รับเด็กชายอายุสองขวบจากในตระกูลมาเลี้ยง ซึ่งก็คือฟู่ถิงเย่ที่โด่งดังในทุกวันนี้ ท่านโหวได้สอนศิลปะการต่อสู้ให้ฟู่ถิงเย่ด้วยตนเอง ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เองก็ดูแลประหนึ่งบุตรแท้ๆ”
ฮูหยินสวีหยุดคำพูด ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวต่อ “ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้นไม่กี่ปี ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็ตั้งครรภ์ ตอนนั้นนางก็อายุสี่สิบกว่าแล้ว สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนสตรีที่ยังสาว เรียกได้ว่าต้องแลกชีวิตครึ่งหนึ่งของตนไปเพื่อคลอดบุตรออกมา ต้องลำบากมากเพียงนี้ ลองคิดดูสิว่าจะรักบุตรคนนี้ที่ได้มายากเย็นขนาดไหน”
สวีชิ่งหรานได้ยินเช่นนี้ก็เริ่มเข้าใจเื่ราวคร่าวๆ พึมพำขึ้นว่า “เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าฟู่มีสายเืแท้ๆ ของตัวเองแล้ว ย่อมไม่ยินยอมให้บรรดาศักดิ์ตกเป็ของฟู่ถิงเย่”
“เป็เช่นนั้น” ฮูหยินสวีพยักหน้า “ท่านโหวถือเื่กฎเกณฑ์มาก ถึงแม้จะรักใคร่บุตรชายคนเล็ก แต่ก็ไม่อยากให้บุตรชายคนโตเสียใจ จึงไม่เห็นด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่จึงอาละวาด แม้แต่ฮ่องเต้และฮองเฮาในขณะนั้นก็ยังต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านโหวรู้สึกอับอายขายหน้า หลังจากมีพระราชโองการออกมาได้ไม่นาน ก็พาฟู่ถิงเย่บุตรชายวัยสิบขวบไปประจำการที่ค่ายทหารชายแดน”
สิบขวบ เป็วัยที่รู้ความแล้ว
การเปลี่ยนแปลงของมารดาที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน [1] ขนาดนี้ หากจะบอกว่าฟู่ถิงเย่วัยสิบขวบไม่เสียใจก็คงเป็ไปไม่ได้
ท่านโหวรู้สึกสงสาร จึงพาเขาออกจากจวนโหว เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นมารดาที่เ็ามากขึ้นทุกวัน
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ให้ความรักแค่กับสายเืของตน ไม่ได้กังวลเลยว่าฟู่ถิงเย่วัยสิบขวบจะต้องเผชิญกับคมดาบคมหอกในสนามรบ
“ท่านแม่ทัพฟู่เป็บุรุษที่ยิ่งใหญ่” สวีชิ่งหรานเอ่ยจากใจจริง “ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยเอ่ยถึงเื่สืบทอดบรรดาศักดิ์เลย”
ด้วยตำแหน่งและอำนาจในตอนนี้ อยากจะเอาบรรดาศักดิ์คืนก็ง่ายดาย แต่เขาก็ไม่ทำ เพราะเห็นแก่ความรู้สึกของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่
ในสายตาของฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ ฟู่ถิงเย่ก็เป็เพียงคนนอก ไม่มีสิทธิ์ที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ที่เป็ของตระกูลฟู่
“ตอนนี้ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ยังว่างอยู่ จวนโหวก็ไม่มีบุตรชายคนอื่น ตำแหน่งนี้คงตกเป็ของฟู่ถิงเย่เข้าสักวัน ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่น่าจะ้าให้เฉิงหว่านเมี่ยวมีบุตร แล้วให้บันทึกชื่อของเด็กคนนั้นไว้ในนามบุตรของบุตรชายที่ตายไปั้แ่ยังเล็กของนาง เพื่อจะได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อ”
ฮูหยินสวีพูดถึงข้อสันนิษฐานของตัวเอง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย “ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ยึดติดมากเกินไป นางพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ฟู่ถิงเย่ได้สืบทอดบรรดาศักดิ์”
สวีชิ่งหรานฟังแล้วก็มีสีหน้าเคร่งขรึม “เช่นนั้นก็สมเหตุสมผลแล้ว...ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ถึงได้ปฏิเสธคนที่มาสู่ขออยู่เรื่อย ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง…”
ในเมืองเซิ่งจิงแห่งนี้ คนที่อยากจะเข้ามาพัวพันกับจวนโหวมีไม่น้อย การแต่งงานก็ถือว่าเป็วิธีที่ง่ายที่สุด ถึงแม้เฉิงหว่านเมี่ยวจะมาจากจวนโหว แต่ก็ไม่ใช่คนของจวนโหว ง่ายต่อการจัดการ และยังสามารถเข้าใกล้ฮูหยินผู้เฒ่าได้ด้วย ปีที่ผ่านมาจึงมีคนมาสู่ขอไม่น้อย ตระกูลสวีก็เป็หนึ่งในคนเ่าั้
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็ไม่เคยเปิดปากพูดออกมาเลยสักครั้ง มองๆ ดูแล้วตอนนี้เฉิงหว่านเมี่ยวก็อายุสิบหกปีแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ากลับยังไม่ยอม ท่าทางเช่นนี้ชวนให้ผู้คนเกิดความสงสัยยิ่งนัก…
ฮูหยินสวีถอนหายใจอีกครั้ง “แต่ว่าวันนี้เ้าลงไปช่วยเฉิงหว่านเมี่ยว เื่งานแต่งครั้งนี้…”
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล” สวีชิ่งหรานปรับสีหน้าให้ปกติ กล่าวเสียงเบา “หากเป็อย่างที่ท่านแม่พูดจริง เฉิงหว่านเมี่ยวก็แต่งเข้าบ้านไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้น นอกจากจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ไม่พอใจ ยังจะเป็การขัดใจท่านแม่ทัพฟู่ด้วย เื่วันนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้”
“แต่ว่า…” ฮูหยินสวีร้อนใจ “แล้วเฉิงหว่านเมี่ยวจะมาวุ่นวายกับเ้าหรือไม่?”
สวีชิ่งหรานคิดๆ ดูแล้วก็มีความเป็ไปได้ ผู้หญิงคนนั้นเมื่อเห็นเขาแต่ละครั้งก็มักจะมองด้วยสายตาหวานเยิ้ม ตอนที่พลัดตกลงไปในน้ำวันนี้ก็ดูแปลกๆ พิกล เห็นได้ชัดว่าเป็คนไม่ค่อยเรียบร้อย
“ปีหน้าจะมีการสอบจอหงวน ข้าอาจจะเดินทางไปศึกษาต่อทางใต้สักพัก เมื่อเื่ราวสงบลงแล้วค่อยกลับมา”
สวีชิ่งหรานตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เดิมทีเขาให้ความสนใจเฉิงหว่านเมี่ยวก็เพราะคิดว่าจะมีผลประโยชน์ แต่ตอนนี้พบพิรุธ จึงถอนตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
ฮูหยินสวีคิดว่าแผนการตัดไฟแต่ต้นลมแบบนี้ดูจะเลวร้ายไปหน่อย แต่ในตอนนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว จึงเห็นด้วยกับบุตรชาย และพยักหน้าเล็กน้อย
หลังจากปรึกษากันเสร็จ ทั้งสองคนแม่ลูกก็รู้สึกว่าจวนโหวเป็สถานที่ที่อันตราย โดยเฉพาะสวีชิ่งหรานที่กลัวว่าเฉิงหว่านเมี่ยวจะมาติดพันอีก จึงอ้างว่าไม่สบายแล้วออกจากงานเลี้ยงชมบุปผาแต่เนิ่นๆ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้เป็ไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหวาชิงเสวี่ยที่มางานเลี้ยงเลยแม้แต่น้อย
นางกินสิ่งที่อยากกิน ดื่มสิ่งที่อยากดื่ม ชื่นชมดอกไม้ และกินของว่างฆ่าเวลา เพราะตลอดทั้งงานมีฟู่ถิงเย่คอยอยู่ข้างๆ ถึงคนทั่วไปจะสงสัยสถานะของนาง แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปพูดคุยด้วย
บรรดาฮูหยินผู้สูงศักดิ์ก็มีถามไถ่บ้าง ฟู่ถิงเย่จึงแนะนำว่า “นี่คือหวาชิงเสวี่ย แม่นางหวา”
หวาชิงเสวี่ย?
แม่นางหวา?
…ใครกัน?
ทั่วทั้งเซิ่งจิงก็ไม่เห็นว่าจะมีจวนหวาอยู่
ในขณะที่ทุกคนสงสัย ในที่สุดก็มีคนนึกขึ้นมาได้
“ข้าเคยได้ยินว่า...ซือปิงฟูเหรินเหมือนจะแซ่หวานะ?”
“เอ๊ะ? ไม่ใช่หรอกมั้ง…”
“นางคือซือปิงฟูเหรินหรือ?!”
“ไม่น่าใช่!”
ผู้หญิงที่สร้างดาบใหญ่และะเิได้ ควรจะมีรูปร่างสูงใหญ่ ลักษณะเหมือนผู้ชาย หน้าตาน่าเกลียดและหยาบคายไม่ใช่หรือ?
เหตุใด…เหตุใดถึงได้…เอ่อ อ่อนโยนงดงามราวกับนางในภาพวาดเช่นนี้
ความแตกต่างที่มากเกินไป ทำให้ทุกคนรับไม่ได้
แม้แต่ฮูหยินของอัครมหาเสนาบดีที่มากประสบการณ์ เมื่อกลับไปแล้วก็ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นกับสามีว่า ซือปิงฟูเหรินที่สร้างดาบและะเิได้นั้น ช่างดูอ่อนแอเหมือนเต้าหู้อ่อน! แค่บีบก็คงมีน้ำไหลออกมาแล้ว!
และฟู่ถิงเย่ ก็เหมือนสุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่เฝ้าอยู่ข้างเต้าหู้อ่อน คอยจ้องระวังไม่ให้ใครเข้าใกล้
…
เดิมทีฟู่ถิงเย่ตั้งใจจะแนะนำหวาชิงเสวี่ยให้ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่รู้จัก แต่เมื่อเฉิงหว่านเมี่ยวได้รับการช่วยเหลือขึ้นมา ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอาแต่ดูแลเฉิงหว่านเมี่ยวอยู่ในห้อง รออยู่นานก็ไม่เห็นออกมา ฟู่ถิงเย่จึงไม่พอใจ แถมยังไม่ชอบเฉิงหว่านเมี่ยวไปด้วย
แต่เมื่อเห็นสายตาของคนรอบข้างที่จับจ้องมายังเขาและหวาชิงเสวี่ยอย่างคลุมเครือ ฟู่ถิงเย่ก็อารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย
“วันนี้ทางบ้านมีธุระ ท่านแม่ไม่สะดวก ข้าจะให้คนไปส่งเ้ากลับ แล้ววันหลังข้าจะไปรับเ้ามาใหม่” ฟู่ถิงเย่กลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะอึดอัดอยู่ที่นี่ จึงให้ทหารองครักษ์ไปส่งนางกลับ
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นก็นึกถึงปิ่นปักผมและเครื่องประดับที่อยู่บนศีรษะ จึงไม่กล้าเคลื่อนไหว พยักหน้าเบาๆ กล่าวว่า “อืม” เสียงนั้นยิ่งฟังดูอ่อนโยนน่ารัก
มองผู้หญิงที่แสนว่านอนสอนง่ายตรงหน้า หากไม่ใช่เพราะสายตามากมายที่จับจ้องอยู่ ฟู่ถิงเย่คงอยากจะทำอะไรกับนางสักหน่อย…
หวาชิงเสวี่ยไม่ได้สังเกตเห็นความกระวนกระวายที่อยู่ในแววตาของเขา แล้วกล่าวเตือนอย่างจริงจัง “อย่าลืมเอาของขวัญไปให้แม่กับญาติผู้น้องของท่านด้วยนะ”
ตอนที่นางมา ได้เตรียมกระจกแก้วให้ฮูหยินผู้เฒ่าและคุณหนูในจวนโหวคนละบาน
กระจกแก้วทั้งแปลกใหม่และใช้ประโยชน์ได้ เหมาะที่จะเป็ของขวัญ
ฟู่ถิงเย่พยักหน้า แล้วกระซิบบอกกับนาง “ค่ำๆ ข้าจะไปหาเ้า”
ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยแดงเรื่อ “ท่านแม่ทัพไปทำธุระเถอะ ไม่ต้องเป็ห่วงข้า”
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที คิดในใจ หากหลี่จิ่งหนานบอกว่าจะไปหา นางจะต้องตอบตกลงอย่างแน่นอน!
เขาไม่วายอิจฉา คิดว่าหวาชิงเสวี่ยเอาอกเอาใจหลี่จิ่งหนานมากเกินไป!
“ท่านแม่ทัพต้องเดินทางไปมาสองทางคงจะเหนื่อยแย่...พรุ่งนี้เช้ายังต้องประชุมเช้าไม่ใช่หรือ?” หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงเรื่อพร้อมกับพูดเสียงตะกุกตะกัก
ที่แท้ก็เป็ห่วงเขา
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ดีขึ้นเล็กน้อย ตอบว่า “เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะค้างด้วย”
หน้าของหวาชิงเสวี่ยแดงขึ้นมาในทันที!
ฟู่ถิงเย่กล่าวต่อ “ให้ป้าหลี่จัดห้องเพิ่มอีกห้อง”
หวาชิงเสวี่ย “…” ที่แท้ก็คิดมากไปเอง นางก็ว่าอยู่ คนโบราณที่ไหนจะอยู่ก่อนแต่งแบบนั้นกัน…
ฟู่ถิงเย่ส่งหวาชิงเสวี่ยที่ใบหน้าแดงก่ำออกจากงานเลี้ยงชมบุปผา มองนางขึ้นรถม้าไปจนลับสายตาแล้ว จึงจะสบายใจ
การกระทำที่ใกล้ชิดเช่นนี้ เมื่ออยู่ในสายตาของแขกคนอื่น ก็เป็ผลลัพธ์ที่สื่อออกมาได้เป็อย่างดี
ไม่นานนัก ข่าวลือในงานเลี้ยงชมบุปผาก็เริ่มแพร่กระจาย
“ความสัมพันธ์ของท่านแม่ทัพฟู่และซือปิงฟูเหรินคนนี้ ไม่ธรรมดาเลยนะ!”
“สายตาของท่านแม่ทัพไม่เคยละไปจากตัวนางเลย ดูท่าทางคงจะใส่ใจซือปิงฟูเหรินคนนี้มากจริงๆ!”
“คนก็งดงาม แถมยังสร้างดาบและะเิให้ท่านแม่ทัพได้ จะไม่ให้ใส่ใจได้อย่างไร?”
“ใช่แล้ว ใครจะไปคิดว่าซือปิงฟูเหรินจะมีรูปโฉมงดงามเช่นนี้…”
แขกที่มางานเลี้ยงรู้สึกว่าวันนี้ได้รับประโยชน์ไปมากมาย สรุปแล้วมีอยู่สองเื่—เื่แรก คุณหนูจากจวนโหวพลัดตกลงไปในน้ำ เื่ที่สอง ท่านแม่ทัพฟู่และซือปิงฟูเหรินแสดงความรักต่อกัน
ข่าวเหล่านี้ย่อมไปถึงหูฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ด้วย
นางเพิ่งปลอบโยนเฉิงหว่านเมี่ยวเสร็จ เมื่อได้ยินเื่นี้ก็รู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมาทันที!
ฟู่ถิงเย่อายุยี่สิบแปดปีแล้ว ตลอดมาไม่เคยมีผู้หญิงอยู่ข้างกาย นางคิดว่าบุตรชายอาจจะยังไม่เปิดใจ ใครจะไปคิดว่าจะพาสตรีกลับมากะทันหันแบบนี้?
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่าน รอจนกระทั่งงานเลี้ยงชมบุปผาจบลง ส่งแขกกลุ่มสุดท้ายกลับไปแล้ว ก็เรียกฟู่ถิงเย่มาสอบถามด้วยความไม่สบายใจ
“ได้ยินว่าวันนี้ซือปิงฟูเหรินก็มาที่จวนด้วยหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ก็เป็เช่นนี้เสมอไป ไม่ว่าจะร้อนใจเพียงใด ก็ไม่แสดงออกบนใบหน้าแม้แต่น้อย ขณะถามก็แอบสังเกตฟู่ถิงเย่ไปด้วย
ฟู่ถิงเย่ตอบอย่างตรงไปตรงมา “ตั้งใจจะพามาพบท่านแม่ แต่บังเอิญที่วันนี้มีเื่ขึ้นมา ข้าเห็นว่าท่านแม่ไม่สะดวก จึงให้นางกลับไปก่อน”
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เ้าเด็กคนนี้ ทำไมไม่บอกข้า จะได้ไม่เป็การละเลยแขก”
“นางไม่ถือสาเื่พวกนี้หรอก” ฟู่ถิงเย่ตอบ จากน้ำเสียงดูเหมือนจะสนิทสนมกันมาก
ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่รู้สึกใจหาย รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อย กล่าวอย่างไม่แสดงอาการ “เ้าเอาแต่ต่อสู้ในสนามรบมาโดยตลอด ไม่เคยมีสตรีคอยดูแลเอาใจใส่ ข้าเป็ห่วงมาตลอด ไม่คิดว่าเ้าจะมีคนในใจแล้ว…”
ฟู่ถิงเย่เผยรอยยิ้มจางๆ อย่างหาได้ยาก ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่นั่นก็เป็การบอกทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เห็นท่าทีที่ยอมรับของฟู่ถิงเย่ ก็รู้สึกเหมือนมีก้อนความโกรธมาจุกอยู่ที่ลำคอ กลืนไม่เข้า คายไม่ออก!
ที่นางอุตส่าห์เตรียมการมาตั้งหลายปี กลับโดนคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียแล้ว?!
หากมีบุตรของตระกูลฟู่เกิดจากหญิงอื่น แล้วบรรดาศักดิ์โหวกับนางจะมีความเกี่ยวข้องกันอีกได้อย่างไร? เฉิงหว่านเมี่ยวอย่างไรก็ยังมีสายเืเดียวกับนาง!
“แต่ว่า…” ฮูหยินผู้เฒ่าฟู่เงียบไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ได้ยินมาว่าซือปิงฟูเหรินเป็ดวงดาวมฤตยูกลับชาติมาเกิด มีดวงชะตาที่ร้ายกาจ หากให้อยู่ในค่ายทหารก็ไม่เป็ไร แต่หากแต่งเข้ามาในบ้านแล้ว เกรงว่าจะทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด นำภัยมาให้…”
——————————————————————
[1]พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน(天翻地覆)ตรงกับสำนวนไทยว่าพลิกหน้ามือเป็หลังมือ มักใช้ในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
