ความโกลาหลนี้ยังส่งผลให้ซื่อจื่อแห่งจวนชินอ๋อง ที่มีเวลาอีกสองวันจะออกเดินทางไปยังชายแดน ไม่อาจรีรอได้อีกต่อไปเมื่อยามเฉินที่ผ่านมามีจดหมายผูกด้ายสีแดง ซึ่งมาจากตำบลหย่งฝู เนื้อหาด้านในบอกถึงอันตราย ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า กว่ากองทัพหลายแสนนายจะเดินทางไปถึงอาจไม่ทันการณ์ ในยามนี้เขาอยากจะมีปีกบินได้เสียจริง
ตอนนี้ใจของเซียวหนิงหลงไปอยู่ที่ตำบลหย่งฝูแล้ว และกำลังจะพาร่างของตนตามไปสมทบ จึงนำจดหมายด่วนนี้ไปพบบิดาที่ห้องทำงาน เพื่อขออนุญาตนำทหารจำนวนสองพันนาย ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ชินอ๋องเห็นด้วยที่เซียวหนิงหลง จะไปดูสถานการณ์ที่นั่นล่วงหน้าถึงได้กล่าวอนุญาต ให้บุตรชายออกเดินทางพร้อมกำลังทหารตามที่ขอได้ทันที
“ท่านพ่อ ข้ามีเื่ด่วนจะมาขอคำปรึกษาขอรับ”
“หือ มีเื่ด่วนอันใดกัน ทำไมเ้ามีสีหน้าเป็กังวลนักอาหลง”ท่านอ๋องเห็นบุตรชายมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ท่านพ่อลองอ่านจดหมายจากเจียวมิ่งก่อนเถอะขอรับ แล้วท่านจะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงดูกังวลเช่นนี้” เซียวหนิงหลงยื่นจดหมายให้บิดาได้อ่าน
ชินอ๋องรับจดหมายมาเปิดอ่านถึงกับใจนลุกขึ้นยืน พระองค์ไม่คิดว่าพวกแคว้นตงหนานจะคิดแผนการเช่นนี้ได้
“อาหลง! จดหมายนี้มาถึงั้แ่เมื่อใด หากสถานการณ์เป็อย่างที่เจียวมิ่งบอกมา พวกเราคงจะรอให้ถึงคืนพรุ่งนี้ไม่ได้แล้ว ต้องนำกองทัพออกเดินทางคืนนี้เท่านั้น” สิ่งที่ได้รับรู้ไม่อาจรอช้าได้อีก ตอนนี้ราษฎรแถบชายแดนเริ่มตื่นตระหนกมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ท่านพ่อ ข้าจะขออนุญาตนำกำลังทหารสองพันนาย ที่บรรลุวรยุทธ์ขั้นสูงออกเดินทางด้วยม้า ล่วงหน้าไปก่อนในยามเว่ยของวันนี้ขอรับ ส่วนคืนนี้ท่านพ่อค่อยนำกองทัพของเราออกเดินทางตามไป ข้าจะไปดูสถานการณ์ทางนั้นก่อน แล้วจะส่งข่าวความคืบหน้าผ่านเสี่ยวไป๋มาให้ท่านเป็ระยะ ๆ ขอรับ” เขาต้องเร่งรีบเดินทางจึงนำคนไปจำนวนมากกว่านี้ไม่ได้ ทั้งยังต้องแอบกระจายกำลังกันออกไปก่อน จากนั้นค่อยกลับมารวมตัวกัน หลังพ้นเขตเมืองหลวงไปไกลหลายลี้แล้ว
“พ่ออนุญาตตามที่เ้าขอได้ แต่เ้าต้องระมัดระวังให้ดี อย่าเกิดเื่ระหว่างทางเด็ดขาด กลับไปเตรียมตัวเถิดที่เหลือพ่อจะจัดการเอง” เขาเข้าใจความรู้สึกของบุตรชาย แต่ทุกอย่างต้องทำอย่างมีขอบเขต
“ขอรับท่านพ่อ ข้าจะพยายามไปให้ถึงที่นั่น โดยไม่ให้มีเื่ระหว่างทางเด็ดขาดเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนขอรับ” เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็รีบกลับเรือน เขาไม่ลืมที่จะเรียกตันเจียงและชุนชานมาพบตนเองด้วย
เมื่อมาถึงเรือนแล้วเซียวหนิงหลงส่งสัญญาณ เรียกผู้ติดตามทั้งสองให้มาพบเขาทันที
“ซื่อจื่อเรียกพวกเรามาพบมีเื่ด่วนหรือขอรับ เป็เพราะจดหมายจากเจียวมิ่งใช่หรือไม่” ตันเจียงเอ่ยถามเมื่อมาพบเ้านาย
“ใช่ ตอนนี้ชาวบ้านในตำบลหย่งฝู กำลังทำการอพยพเข้าเมืองหย่งจิน เจียวมิ่งบอกว่าเมื่อวานชิงเอ๋อร์กับครอบครัว ไปทำบุญที่วัดต้าซื่อเมี่ยวและเห็นชาวบ้านคนหนึ่ง วิ่งหนีอะไรบางอย่างจึงเข้าไปสอบถาม ถึงได้รู้ว่าพวกแคว้นตงหนาน ส่งทหารเข้ามาสอดแนมเส้นทาง เพื่อนำกำลังทหารผ่านเข้ามาทางูเา
ทั้งยังพูดว่าจะส่งทหารห้าหมื่นนาย เข้ายึดตำบลหย่งฝูแล้วตามด้วยเมืองหย่งจิน ข้าจะออกเดินทางล่วงหน้า พร้อมทหารสองพันนายในยามเว่ยวันนี้ ตันเจียงเ้าไปกับข้าส่วนเ้าชุนชาน ข้าฝากดูแลท่านแม่และน้องสาวของข้าด้วยก็แล้วกัน เ้าคงรู้ว่าหากมีใครคิดทำร้ายพวกนางต้องจัดการอย่างไร” เขาต้องรีบไปที่ค่ายทหารนอกเมือง เพื่อเลือกทหารที่ต้องเดินทางก่อน
“ขอรับ/ขอรับ” ตันเจียงและชุนชานรับคำสั่งแล้ว ก็แยกย้ายกันไปทันที ไม่นานตันเจียงก็ยืนรอเ้านายอยู่หน้าจวน พร้อมกับม้าเหงื่อโลหิตของเซียวหนิงหลง ที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ในวันเกิดอายุครบสิบหนาว
เซียวหนิงหลงเดินออกมาหน้าจวน และะโขึ้นหลังม้าของตนอย่างรวดเร็ว ส่วนตันเจียงก็ะโขึ้นม้าของตนติดตามเ้านายไป แม้ว่าม้าที่ตันเจียงและเหล่าทหารใช้ จะไม่ใช่ม้าเหงื่อโลหิตที่มีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงพละกำลังมหาศาล แต่ม้าของทหารนั้นก็ยังเป็ม้าพันธุ์ดี ที่คนเลี้ยงม้าของกองทัพล้วนใส่ใจ ั้แ่ยังเป็เพียงลูกม้าเท่านั้น
พวกเขาสองคนใช้เวลามายังค่ายทหารนอกเมือง เพียงสองเค่อและรีบแจ้งว่า้าทหาร ที่บรรลุวรยุทธ์ขั้นสูงจำนวนสองพันนาย ติดตามออกเดินทางไปตำบลหย่งฝู หากได้จำนวนครบให้รีบจัดเก็บสัมภาระ ส่วนตนเองกับตันเจียงจะล่วงหน้าไปก่อน โดยทหารสองพันนายให้ใส่ชุดธรรมดา ขี่ม้ากระจายกันออกไปแล้วค่อยไปสมทบกันระหว่างทาง
หลังจากนัดแนะการพบกันกับทหารแล้ว เซียวหนิงหลงไม่รอช้าขี่ม้าพุ่งทะยานออกจากค่ายทหารทันที เขากับตันเจียงขี่ม้าไปเรื่อย ๆ จนพ้นเมืองด่านหน้าของเมืองหลวง จึงลดความเร็วของม้าลงเล็กน้อย เพื่อให้ทหารที่กระจายออกมาตามเขาได้ทัน
รอเพียงไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าของม้าจำนวนมาก วิ่งมาทางตนเมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็พยักหน้าให้สัญญาณเดินทางต่อทันที เซียวหนิงหลงขี่ม้านำทหารตรงไปตำบลหย่งฝูแทบจะไม่หยุดพักเลย เขาจะให้ทุกคนหยุดพักเป็ครั้งคราว และนำน้ำวิเศษมาผสมกับน้ำธรรมดาเล็กน้อย เพื่อให้ทั้งคนทั้งม้าได้ดื่มไปตลอดทาง
ด้านครอบครัวของลู่ชิงตอนนี้ได้อพยพเข้ามาที่เมืองหย่งจิน และพวกเขากับครอบครัวของสหายพี่ชาย ยังได้ที่พักพิงที่ดีมากเป็กลุ่มแรก จึงทำให้มีที่หลับนอนเป็ของตัวเอง ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับคนอื่น เหมือนกลุ่มที่อพยพมาทีหลัง
แต่ปัญหายามมีาก็คือ ข้าวของทุกอย่างขึ้นราคาแพงเกินไปมาก บางครอบครัวมีเสบียงติดมาไม่มากนัก จะไปซื้อเพิ่มก็มีเงินไม่พอต้องรอทางการทำอาหารมาแจกจ่ายทีหลัง
“พวกเราคงช่วยอะไรในตอนนี้ไม่ได้หรอกนะชิงเอ๋อร์ ไม่ว่าแคว้นไหนยามมีา มักจะฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าทุกที่ หากเราทำอะไรเกินกว่าการเป็ผู้อพยพ อาจจะเป็ที่สงสัยเอาได้นะลูก” ลู่เวินที่เห็นสายตาบุตรสาว ที่สงสารชาวบ้านเ่าั้ ก็ทำเพียงอธิบายและเอ่ยเตือนนางไปเท่านั้น
“ข้าเข้าใจเ้าค่ะ เพียงแต่รู้สึกสงสารพวกเขาก็เท่านั้น ชาวเมืองหย่งจินที่มีน้ำใจก็มีมาก แต่คนเห็นแก่ตัวก็มีมากเช่นกันเ้าค่ะ” ลู่ชิงเข้าใจสิ่งที่บิดาพูดมานางคงไม่เสี่ยงทำอะไร ให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนแน่นอน
“ทุกคนอยู่รวมกันเป็กลุ่มไว้ ถ้าหากต้องไปทำธุระส่วนตัวอย่าไปโดยลำพัง เพราะอาจโดนพวกโจรในคราบชาวบ้าน ข่มขู่ปล้นชิงตอนลำบากได้จับคู่กันไป หรือจะไปมากกว่าสองคนย่อมดีกว่า” เจียวมิ่งเอ่ยเตือนครอบครัวที่อยู่ใกล้ ๆ กับครอบครัวตระกูลสวี
พวกเขาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ และยินดีทำตามคำแนะนำนี้ เพราะมีคนอพยพมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่อาจรู้ได้ว่าคนไหนดีคนไหนไม่ดี ตอนนี้ท่านเ้าเมืองได้มีคำสั่งให้ทหารจากตำบลใกล้เคียงทั้งหมด มารวมตัวกันที่หน้ากำแพงเมือง เพื่อจัดแจงการเดินตรวจเวรยาม ช่วยเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
โดยจะมีทหารประจำอยู่บนกำแพง และทหารที่เดินตรวจตราอยู่ด้านล่างทุกวันสลับหมุนเวียนกันไป และเป็เช่นนี้มาตลอดเกือบสองสัปดาห์ แม้เหตุการณ์จะยังปกติแต่พวกเขาไม่อาจประมาทได้
เซียวหนิงหลงพาทหารเดินทางจากเมืองหลวง มาได้เกือบยี่สิบวันแล้ว อีกไม่เกินเจ็ดวันคาดว่าจะถึงเมืองหย่งจิน เขากังวลเหลือเกินว่าพวกแคว้นตงหนาน จะเริ่มส่งทหารเข้ามาก่อนจะถึงหนึ่งเดือน และความกังวลของเขาก็เกิดขึ้นจริง ๆ ก่อนที่เซียวหนิงหลงจะไปถึงเพียงสองวัน
ล่วงเข้าวันที่ยี่สิบห้าที่มีการอพยพ ทุกอย่างยังดูปกติจนใกล้ถึงเวลาดวงตะวันตกดิน จู่ ๆ มีบุรุษสองคนท่าทางได้รับาเ็ ประคองกันมาอย่างทุลักทุเลตรงมายังประตูเมือง และะโขอความช่วยเหลือจากทหารด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ช่วยพวกข้าด้วยขอรับ ได้โปรดเปิดประตูให้พวกเราด้วย ตอนนี้มีทหารจากแคว้นตงหนานข้ามูเามาบางส่วนแล้ว”
“พวกข้าพูดความจริงนะขอรับ ครอบครัวพวกข้าถูกฆ่าตายหมด ได้โปรดช่วยพวกข้าด้วยเถิดขอรับ”
ทหารบนกำแพงที่เห็นพวกเขามาแต่ไกล ได้ไปรายงานกับท่านเ้าเมืองแล้ว เมื่อเห็นสภาพอาการาเ็ จึงเปิดประตูให้พาทั้งสองคนเข้ามาได้และตามหมอมารักษาทันที
ที่จริงแล้วทั้งสองคนนี้เป็คนที่อยู่หมู่บ้านอันผิง เป็กลุ่มคนที่เชื่อคำพูดของนางหม่ามากกว่าคำเตือนของลู่เวิน ยามที่ทางการไปประกาศก็ลังเลเพราะคนอื่นที่เหลืออยู่ ต่างบอกว่ารอดูสถานการณ์อีกสักหน่อย บางทีอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทหารของแคว้นคงจัดการได้ จะไปโทษผู้ใดได้หากไม่โทษตนเอง ที่มัวแต่ลังเลจนทำให้คนในครอบครัวต้องถูกฆ่าอย่างโเี้เช่นนี้
ท่านเ้าเมืองเมื่อได้ฟังเื่นี้จากปากชาวบ้านก็ไม่รอช้า รีบให้นายกองหัวหน้าทหารระดมกำลังทหาร ที่มีอยู่เพียงหนึ่งหมื่นนายเข้าประจำจุดต่าง ๆ อาวุธทั้งหอก ดาบ ธนูล้วนเตรียมพร้อม รวมถึงให้ตีกลองส่งสัญญาณว่า ตอนนี้มีข้าศึกเข้ามาในแคว้นแล้ว เจียวมิ่งและสหายเมื่อได้ยินเสียงกลองศึก ก็รีบเดินออกไปด้านนอกกระโจมทันที
“ก้งเยว่ ก้งเจี้ย พวกเ้าอยู่ดูแลคุณหนูที่นี่ ข้ากับก้งคุนจะไปดูสถานการณ์เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง ยามนี้คงได้แต่ภาวนาให้ซื่อจื่อมาถึงโดยเร็วเสียแล้ว” เมื่อพูดจบเจียวมิ่งกับก้งคุนก็ใช้วิชาตัวเบาออกไปทันที
“พี่ก้งเยว่ พวกเราจะต้านทหารของศัตรูได้ไหมเ้าคะ” ลู่ชิงเอ่ยถามกับก้งเยว่ด้วยความกังวล
“อาจยื้อเวลาได้ระยะหนึ่งเ้าค่ะ คุณหนูอย่าห่วงเลยข้าคิดว่าคุณชายต้องมีวิธีจัดการเ้าค่ะ” นางพูดปลอบใจลู่ชิงให้คลายกังวล แต่ในใจก็แอบกลัวว่าศัตรูจะส่งทหารมาจำนวนมากในคราวเดียวหรือไม่
“เมื่อกี้พวกพี่ไม่ได้เรียกพี่ชายเซียวว่าซื่อจื่อหรือเ้าคะ ข้าไม่ได้แอบฟังนะแค่บังเอิญผ่านมาได้ยินเท่านั้นเอง” มันเป็ความบังเอิญจริง ๆ บังเอิญได้ยินเื่สำคัญทุกครั้งไง
“เฮ้อ เช่นนั้นคุณหนูรอขอคำอธิบายจากซื่อจื่อนะเ้าคะ ข้าไม่กล้าพูดเองกลัวซื่อจื่อจะลงโทษ หากพูดโดยไม่ได้รับอนุญาตเ้าค่ะ” ขืนนางบอกเกี่ยวกับซื่อจื่อออกไปบทลงโทษไม่อาจคาดเดาได้
“อิอิ เ้าค่ะ ไว้ข้าจะถามพี่ชายเซียวด้วยตัวเอง งั้นรบกวนพี่ก้งเยว่ช่วยฟังหน่อยนะเ้าคะ หากมีทหาราเ็จำนวนมาก ให้รีบมาบอกพวกเราจะได้นำยาไปช่วยท่านหมอ รักษาเหล่าทหารได้ทันท่วงทีเ้าค่ะ” อย่างน้อยช่วยเื่รักษาแผลคงพอทำได้ละมั้ง
“เ้าค่ะ ถ้ามีข่าวเื่ทหาราเ็จะรีบบอกท่านทันที”
ลู่ชิงฝากฝังก้งเยว่เื่นี้แล้ว ก็กลับเข้าไปหาครอบครัวด้านในกระโจม ก้งเยว่กับก้งเจี้ยจึงยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าเท่านั้น
เจียวมิ่งกับก้งคุนที่มาถึงบนกำแพงเมือง ได้สังเกตไปรอบ ๆ พบว่าตอนนี้มีแสงไฟจากคบเพลิง กำลังมุ่งหน้ามาทางเมืองหย่งจินแต่ไม่อาจรู้ถึงจำนวนคนได้ เขาจึงบอกให้ก้งคุนรออยู่ที่นี่จากนั้นใช้วิชาตัวเบาที่เงียบกริบ ะโออกไปด้านนอกกำแพงหายไปกับความมืด เพียงสองจิบชาก็กลับมาบนกำแพงเช่นเดิม
“พวกมันนำกำลังมามากน้อยแค่ไหน ในครั้งนี้มีตัวหัวหน้ามาคอยควบคุมหรือไม่” ก้งคุนไม่รอช้ารีบถามเจียวมิ่ง
“มีหัวหน้าคุมทหารมาจำนวนห้าพันนาย เพราะที่ตำบลหย่งฝูแทบจะไม่มีผู้คนอยู่ที่นั่น ทำให้พวกมันรู้ตัวจึงพากันมุ่งหน้ามาที่นี่แทน และข้าคิดว่าพวกมันคงส่งคนกลับไปบอกทางนั้นแล้วเป็แน่” เจียวมิ่งคาดการณ์ได้ถูกต้องแต่คนส่งสาร ก็ใช้เวลาเดินทางข้ามูเาลูกใหญ่นานพอสมควร
“คืนนี้คงต้องจัดการตัวหัวหน้ามันก่อน พวกเราสองคนลงมือน่าจะเร็วกว่า และบอกท่านเ้าเมืองสั่งให้ทหาร ไปปิดทางหนีพวกมันไว้ ใครขัดขืนต่อสู้ก็ฆ่าทิ้งเสียใครที่ยอมวางอาวุ ก็จับตัวไว้เป็เชลยรอซื่อจื่อมาถึง ค่อยคิดหาวิธีจัดการทีหลังเ้าเห็นด้วยกับข้าไหม” ก้งคุนคิดว่าวิธีนี้น่าจะช่วยป้องกันชีวิตของทหารเอาไว้ได้บ้าง
“อืม ตกลง พวกเราจะจัดการพร้อมกัน” เจียวมิ่งเห็นด้วยกับวิธีของก้งคุน
จากนั้นทั้งสองคนจึงไปพบท่านเ้าเมือง และบอกวิธีของก้งคุนให้ทราบ ท่านเ้าเมืองคิดทบทวนแล้ว ก็ร่วมมือกับพวกเขาอย่างไม่มีลังเล ทำให้คืนนี้ทุกอย่างจบลงที่มีคนตาย คือหัวหน้าที่คุมกำลังทหารมาและทหารตัวจริงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือที่วางอาวุธยอมแพ้นั้นเป็ชาวบ้านแถบชายแดนที่ถูกทางการเกณฑ์ตัวมาทั้งสิ้น วิธีการต่อสู้ก็รู้แค่งู ๆ ปลา ๆ พวกเขาอยากกลับไปหาครอบครัวมากกว่า จึงไม่คิดต่อสู้ขัดขืนยอมวางอาวุธแต่โดยดี และคืนนี้ทุกคนยังคงนอนหลับได้อย่างสบายใจอีกหนึ่งคืน
เช้าวันถัดมาต้นยามเฉินก็มีเหตุการณ์ตื่นตระหนกอีกครั้ง เมื่อทหารยามบนกำแพงเห็นกลุ่มคนบนหลังม้า จำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา จึงรีบตีกลองส่งสัญญาณทันที ทหารทุกนายรีบกลับเข้าประจำจุดอย่างรวดเร็ว พวกเจียวมิ่งก็เช่นกัน เขาอาสาออกไปดูสถานการณ์ให้คนอื่นได้พักผ่อนไปก่อน พอมาถึงบนกำแพงและเพ่งมองสัญลักษณ์ของธงที่โบกสะบัด เขาจึงยิ้มออกมาด้วยความดีใจ และหันไปบอกท่านเ้าเมืองให้เปิดประตูรอรับพวกเขาทันที
“ท่านเ้าเมืองรีบสั่งทหารเปิดประตูเมืองด้วยขอรับ นั่นไม่ใช่ทหารแคว้นตงหนาน แต่เป็ซื่อจื่อเซียวหนิงหลงกำลังพาทหารมาช่วยพวกเราขอรับ” เจียวมิ่งรีบพูดจนเสียงสั่นไปหมดแล้ว
“นั่นคือซื่อจื่อจากจวนชินอ๋องงั้นรึ พวกเ้ารีบเปิดประตูเร็วเข้านั่นคือทหารแคว้นฉู่ของเรา รีบเปิดประตูอย่าได้ชักช้า”
ทหารด้านล่างพอได้ยินว่าเป็ทหารแคว้นตน ก็ดีใจมากจึงรีบช่วยกันเปิดประตูเมืองต้อนรับพวกเขาทันที เมื่อเห็นว่าประตูเปิดกว้าง เซียวหนิงหลงจึงควบม้านำทหารเข้าประตูไปอย่างรวดเร็ว เจียวมิ่งรีบะโลงมาตรงหน้าเซียวหนิงหลงอย่างดีใจ
“คารวะซื่อจื่อขอรับในที่สุดท่านก็มาถึงเสียที พวกข้าเป็กังวลไม่น้อยเลยขอรับ”
“ตอนนี้นางกับครอบครัวอยู่ที่ไหน เ้าพาข้าไปพบพวกเขาเดี๋ยวนี้” มาถึงก็อยากไปเจอหน้าเ้าของหัวใจตนเอง ไม่ยอมพักให้หายเหนื่อย
“คุณหนูและครอบครัวพักอยู่ด้านในเมือง ทางทิศตะวันออกขอรับข้าจะนำทางท่านไปเอง ส่วนทหารที่ตามมาจะยกให้ท่านเ้าเมืองดูแลพวกเขาเองขอรับ”
เมื่อเจียวมิ่งเข้าไปพูดคุยฝากฝัง เื่ทหารทั้งสองพันนายกับเ้าเมืองแล้ว ก็นำทางเซียวหนิงหลงไปพบกับครอบครัวของลู่ชิง ยังที่พักของพวกเขา ลู่ชิงที่ตื่นมาทำอาหารเช้าง่าย ๆ อย่างข้าวต้มหมูสับ ก็สังเกตเห็นว่ามีคนหน้าตาคุ้น ๆ เดินตามหลังเจียวมิ่งมา จนอยู่ในระยะสายตาที่มองเห็นได้ชัด ก็ยิ้มดีใจยกมือโบกไปมาและยังะโเรียกชื่อเขาอีกด้วย
“เอ๋ นั่นพี่ชายเซียวนี่นา ใช่จริง ๆ ด้วย! พี่ชายเซียวทางนี้เ้าค่ะ”
ท่าทางดีใจของลู่ชิงทำเอาเซียวหนิงหลงใจเต้นไปหมดแล้วตอนนี้ “ชิงเอ๋อร์ เ้าอยู่ที่นี่เป็อย่างไรบ้าง มีใครทำอะไรให้เ้าลำบากใจหรือไม่ แล้วท่านน้ากับพี่ชายของเ้าเล่าไปไหนกันหมด” พอเดินมาถึงเซียวหนิงหลงรีบถามลู่ชิงจนนางหาช่องตอบไม่ทันเลยทีเดียว
“ใจเย็น ๆ นะเ้าคะ ค่อย ๆ ถามก็ได้ข้าไม่หนีไปไหนหรอก พวกเราอยู่ที่นี่สบายดีและไม่มีใครทำอะไรให้ลำบากใจเลยเ้าค่ะ ส่วนท่านพ่อท่านแม่แล้วก็พี่ชาย ไปทำธุระส่วนตัวอยู่อีกประเดี๋ยวก็กลับมาแล้วล่ะ
ว่าแต่พี่ชายเซียวเถิด ดูจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไม่น้อย เพิ่งจะเดินทางมาถึงหิวหรือไม่เ้าคะ ข้าทำข้าวต้มหมูสับเอาไว้ยังร้อน ๆ อยู่ ทานแล้วค่อยไปพักผ่อนก็ได้เ้าค่ะ” ลู่ชิงที่ตอบคำถามครบแล้วก็พูดต่อคนเดียวจนจบ
เซียวหนิงหลงที่เห็นหน้าและเสียงเล็ก ๆ นั่น ที่เอ่ยถามเขาอย่างห่วงใยก็รู้สึกหัวใจพองโตอย่างช่วยไม่ได้ ระหว่างเดินทางเขากังวลจนไม่รู้สึกหิวอะไรเลย พอได้มาเห็นกับตาตนเองว่านางสบายดี ก็โล่งใจและในตอนนี้เองที่ท้องของเขา เริ่มส่งเสียงประท้วงขึ้นเสียอย่างนั้น ซึ่งเป็การส่งสัญญาณเพื่อขออาหาร เพื่อเติมเต็มท้องที่ว่างเปล่ามานาน
“โครก...”
“เอ่อ...”
“โอ๊ะ! เสียงท้องพี่ชายเซียวร้องประท้วงดังมากเลยเ้าค่ะ ท่านไปล้างหน้าล้างมือก่อนนะเ้าคะ แล้วค่อยกลับมาทานข้าวต้มกัน เดี๋ยวข้าตักใส่ชามไว้รอจะได้ไม่ร้อนจนเกินไป” ลู่ชิงเห็นใจเซียวหนิงหลงไม่น้อย เขาต้องเดินทางมาไกลตั้งหลายวันกว่าจะถึงที่นี่
ระหว่างรอทุกคนลู่ชิงจึงตักข้าวต้มใส่ชามไว้ จนครบจำนวนคนและนั่งรอเพื่อจะได้ทานอาหารมื้อนี้ร่วมกัน นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วที่ได้พูดคุยผ่านทางจดหมายเพียงเท่านั้น
