เมื่อหลี่จิ่งหนานเห็นสีหน้าของหวาชิงเสวี่ยเปลี่ยนไป ทันใดนั้นก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา “เป็อะไรไป? หรือว่าอาวุธมีปัญหาอะไร?”
หวาชิงเสวี่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกเขาว่า “เมื่อไม่นานมานี้...มีทหารเหลียวหลายคนแฝงตัวเข้ามาในค่ายทหาร แล้วลักพาตัวช่างฝีมือของเราไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วของหลี่จิ่งหนานก็แทบจะตั้งตรงขึ้นมา! “ทหารเหลียวแฝงตัวเข้ามาในค่ายชิงโจวแล้วอย่างนั้นหรือ?! ฟู่ถิงเย่ล่ะ? เขาไม่รู้เื่เลยหรือ?!”
“อีกฝ่ายปลอมตัวเป็ทหารฉีาเ็สาหัสที่ถูกส่งตัวเข้ามาในค่ายทหาร ท่านแม่ทัพไม่รู้เื่” หวาชิงเสวี่ยไม่ได้พูดถึงเื่ที่ตนเองเกือบจะถูกจับตัวไปด้วย เพียงแต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ทหารเหลียวเตรียมการมาเป็อย่างดี เราป้องกันได้ยาก ท่านแม่ทัพก็ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง”
หลี่จิ่งหนานตบโต๊ะด้วยอารมณ์โกรธ! จนถ้วยที่ใส่ชาฟักเขียวอยู่เมื่อครู่สั่นะเื
“ไอ้พวกสุนัขเหลียว! ข้าจะต้องฆ่าพวกมันให้หมดในสักวัน!”
ั้แ่หลี่จิ่งหนานจำความได้ เขาเติบโตมาภายใต้เงาของการรุกรานแคว้นต้าฉีโดยกองทัพเหลียว ความเกลียดชังที่มีต่อชาวเหลียวจึงฝังลึกอยู่ในกระดูก
ส่วนหวาชิงเสวี่ยนั้น ในตอนแรกไม่ได้รู้สึกอะไรกับทั้งสองแคว้น แต่เมื่อความสัมพันธ์กับฟู่ถิงเย่และหลี่จิ่งหนานสนิทแแ่ขึ้น อีกทั้งยังอาศัยอยู่ที่นี่ ความรู้สึกที่มีต่อแคว้นต้าฉีก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
ในขณะเดียวกัน นางก็เริ่มรู้สึกต่อต้านแคว้นเหลียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดเื่ช่างตีเหล็กหลิวขึ้น แม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะไม่ใช่ชาวฉี แต่จุดยืนของนางก็แทบจะเหมือนกับชาวฉี
หวาชิงเสวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงอึดอัด “ตอนนี้กองทัพเหลียวไม่มีการเคลื่อนไหว คาดว่าอาจจะกำลังเร่งผลิตอาวุธใหม่ เมื่อใดที่อาวุธเสร็จ พวกเขาจะต้องกลับมาบุกอีกครั้งแน่”
ใบหน้าเล็กๆ ของหลี่จิ่งหนานหม่นหมอง อารมณ์ดีเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น
แม้ว่าเขาจะยังเด็ก แต่เขาก็รู้ดีว่ากำลังและแสนยานุภาพของแคว้นต้าฉีนั้นอ่อนแอกว่าต้าเหลียวมาก การบุกโจมตีอีกฝ่ายก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน! แต่การตั้งรับรอให้อีกฝ่ายมาตีถึงบ้านก็ช่างน่าอึดอัดใจยิ่งนัก!
หวาชิงเสวี่ยสร้างอาวุธใหม่ขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก เขานึกว่าจะได้เห็นความหวังแล้ว แต่กลายเป็ว่าเพิ่งชนะได้แค่ครั้งเดียว ก็ถูกทหารเหลียวลักพาตัวช่างฝีมือที่ทำอาวุธใหม่ไปเสียแล้ว!
หรือว่าแผ่นดินต้าฉีนี้ จะรักษาเอาไว้ไม่ได้จริงๆ หรือ?
“เอาเถอะ อย่าทำหน้าบึ้งอย่างนั้นเลย อายุแค่นี้ก็ขมวดคิ้วทุกวันแล้ว ระวังจะแก่เร็วนะ” หวาชิงเสวี่ยไม่อยากให้หลี่จิ่งหนานแบกภาระในใจไว้มากเกินไป จึงพยายามพูดให้มีน้ำเสียงผ่อนคลายขึ้น “ทางค่ายทหารเ้าไม่ต้องเป็ห่วง ท่านแม่ทัพกำลังเร่งฝึกฝนพลธนู เพิ่มประสิทธิภาพในการโจมตีระยะไกลของกองทัพ ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเช่นกัน กองทัพเหลียวทำให้แคว้นรอบข้างหวาดกลัวในชื่อเสียงของทัพม้าเหล็ก ซึ่งเราไม่จำเป็ต้องไปปะทะโดยตรง”
หลี่จิ่งหนานนึกถึงธนูระยะยิงสี่ร้อยก้าวที่หวาชิงเสวี่ยสร้างขึ้นมา อารมณ์ก็ดีขึ้นเล็กน้อย พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว แคว้นต้าฉีของเราควรจะสร้างความได้เปรียบของตัวเองบ้าง สู้รบด้วยทหารม้าไม่ได้ ก็ต้องสู้ด้วยพลธนูจากระยะไกล!”
เมื่อพูดจบ เขาก็แสดงความกังวลใจออกมา “แต่ว่า...กองทัพเหลียวมีความสามารถในการยิงธนูบนหลังม้าที่ดีมาก หากวันใดพวกเขาสามารถคิดค้นธนูชนิดนี้ขึ้นมาได้ แล้วเรา...”
“เื่นี้เป็เื่ที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว” หวาชิงเสวี่ยกล่าว
หลี่จิ่งหนานใ หันไปมองหวาชิงเสวี่ยด้วยความงุนงง
“เมื่อขึ้นสู่สนามรบ ย่อมต้องมีาเ็ล้มตาย แค่กองทัพเหลียวได้ธนูของเราไปสักสองสามคัน ทำการถอดชิ้นส่วนออก แล้วหาช่างฝีมือมาศึกษาอีกไม่กี่วัน พวกเขาก็จะต้องค้นพบกลไกภายในได้อย่างแน่นอน” น้ำเสียงของหวาชิงเสวี่ยยังคงอ่อนโยน แต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับโหดร้ายอย่างยิ่ง “ดังนั้น การที่ธนูจะถูกลอกเลียนแบบจึงเป็สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เราไม่สามารถฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ธนูแต่เพียงอย่างเดียวได้ มันอาจจะช่วยให้เราชนะได้หนึ่งครั้งหรือสองครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะสามารถช่วยเราไปได้ตลอด”
เมื่อได้ฟัง หลี่จิ่งหนานก็เม้มปากแน่น หน้าตาบึ้งตึง เงียบไม่พูดอะไร
หวาชิงเสวี่ยรู้ดีว่าเขา้าโจมตีทหารเหลียวอย่างรุนแรงมากเพียงใด ฉะนั้น เมื่อเห็นหลี่จิ่งหนานเป็เช่นนี้ นางก็รู้สึกเห็นใจอย่างยิ่ง...
“มานี่สิ ข้าจะให้เ้าดูอะไรบางอย่าง” หวาชิงเสวี่ยลุกขึ้นยืน พาหลี่จิ่งหนานไปยังห้องทางทิศตะวันตก
ขันทีน้อยเสี่ยวโต้วจื่อที่คอยตามรับใช้ใกล้ชิดก็ก้มหน้างุดตามไปด้วย
แต่หวาชิงเสวี่ยกลับทำท่าทีหลบเลี่ยง บอกกับเสี่ยวโต้วจื่อว่า “เ้ารออยู่ข้างนอกก่อนเถอะ”
เสี่ยวโต้วจื่อถึงกับชะงักไป ก่อนจะหันไปมองหลี่จิ่งหนาน
เขาคอยรับใช้ใกล้ชิดมาโดยตลอด แม้แต่ตอนที่หลี่จิ่งหนานไปเข้าห้องน้ำ เขาก็ไม่เคยจากไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว!
อีกอย่าง ฮ่องเต้ยังไม่ได้ตรัสอะไร แล้วนางเป็ผู้ใดกันถึงได้มาออกคำสั่ง?
แต่หลี่จิ่งหนานนั้นแทบไม่ต้องคิด ก่อนจะโบกมืออย่างรำคาญ “ไปรอข้างนอก”
“...” เสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลงไป ยืนเรียบร้อยอยู่ใต้ชายคาอย่างว่าง่าย
หวาชิงเสวี่ยรีบปิดประตูห้อง
“เ้าจะให้ข้าดูอะไรกัน? เหตุใดต้องทำลับๆ ล่อๆ ด้วย...” หลี่จิ่งหนานเดินเข้าไปในห้องด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าผนังห้องทุกด้านเต็มไปด้วยชั้นวางไม้! บนนั้นยังวางสบู่ทำมือเต็มไปหมด ก็ถึงกับเกิดความรู้สึกทึ่ง!
“ว้าว! ...เ้าทำเองคนเดียวทั้งหมดเลยหรือนี่?!”
“ใช่แล้ว หลังจากที่ทำจนชำนาญแล้ว ทุกวันข้าก็จะทำเพิ่มเป็สองหม้อ” หวาชิงเสวี่ยหยิบมาอันหนึ่งแล้วยื่นให้เขา “ครั้งที่แล้วที่ข้าให้เ้าไป ใช้หมดหรือยัง? ไม่ต้องใช้อันนั้นแล้ว ใช้สบู่ชุดใหม่พวกนี้เถอะ ดีกว่าอันเดิมอีกนะ”
หลี่จิ่งหนานพยักหน้าไม่หยุด ไม่ได้เกรงใจนางเลย “ถ้าอย่างนั้น เ้าก็ห่อให้ข้ามาเยอะๆ หน่อย ข้าจะเอาไปให้เสด็จแม่ใช้บ้าง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวาชิงเสวี่ยถึงกับแปลกใจ ที่แท้ไทเฮา [1] ก็ใช้สบู่ของนางด้วย? ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง!
นางหัวเราะออกมา กล่าวว่า “ได้เลย ถ้าอย่างนั้นข้าจะห่อทุกแบบให้เ้าไปเยอะๆ เ้าจะได้เอาไปประทานให้แก่บรรดาภริยาของเสนาบดี จะได้ช่วยข้าโฆษณาไปด้วย!”
“อะไรคือการโฆษณา?” หลี่จิ่งหนานมองนางอย่างไม่เข้าใจ
“ก็คือการประกาศสินค้าเผยแพร่ออกไปในวงกว้างอย่างไรล่ะ”
เมื่อดูสบู่ทำมือเสร็จแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็เดินไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง อุ้มกองกระดาษที่มีลวดลายแปลกๆ อยู่มากมายขึ้นมา พลิกหาไปมาสักพัก ก่อนจะดึงกระดาษสองสามแผ่นมายื่นให้หลี่จิ่งหนาน
“อาวุธใหม่ ข้ายังไม่เคยให้ผู้ใดดูเป็คนที่สองเลยนะ” น้ำเสียงของหวาชิงเสวี่ยมีความภูมิใจอยู่เล็กน้อย “หากทำออกมาได้ ข้ารับรองได้เลยว่า ต่อให้ทหารเหลียวขโมยสิ่งนี้ไป พวกเขาก็ทำตามไม่ได้”
เมื่อหลี่จิ่งหนานได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้ามองข้าม รีบอ่านดูอย่างตั้งใจ
แต่เขามองไปมาอยู่นานก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่วาดอยู่บนกระดาษนั้นคืออะไร...
“นี่คืออะไร?” เขาพลิกกระดาษในมือไปมา “กลมๆ อย่างนี้ จะฟันก็ไม่ได้ จะเฉือนก็ไม่ได้ ตอนออกรบจะใช้มันได้อย่างไร?”
“ต้องใช้ควบคู่ไปกับสิ่งเหล่านี้” หวาชิงเสวี่ยยื่นกระดาษอีกหลายแผ่นให้เขา
หลี่จิ่งหนานก็ยังดูไม่เข้าใจอยู่ดี
เขารู้สึกท้อแท้ “เ้าบอกข้ามาตรงๆ เลยเถอะ สิ่งนี้ใช้ทำอะไร?”
“สิ่งนี้เรียกว่าดินปืน เ้าจะเข้าใจว่ามันคือประทัดที่รุนแรงกว่าดอกไม้ไฟเป็ร้อยเท่าก็ได้” หวาชิงเสวี่ยวางภาพร่างทั้งหมดตรงหน้าเขา แล้วอธิบายทีละอย่าง “เมื่อทำดินปืนออกมาได้แล้ว เราก็จะสามารถสร้างจรวด ปืนไฟ และปืนใหญ่ได้ อาวุธแต่ละชนิดล้วนแต่มีอำนาจทำลายล้างที่รุนแรง!”
“รุนแรงกว่าดอกไม้ไฟ...เป็ร้อยเท่า?” หลี่จิ่งหนานรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ ใบหน้าก็ยับย่นเข้าหากัน
อาจเป็เพราะว่า...ในราชวงศ์ต้าฉีนี้ อานุภาพของดอกไม้ไฟนั้นอ่อนแอเกินไป อย่างมากประชาชนก็แค่ได้ยินเสียงดังเท่านั้น
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์ ซึ่งทำให้ดินประสิวไม่สามารถแสดงอานุภาพได้อย่างที่ควรจะเป็
ในความเป็จริงแล้ว ในสมัยราชวงศ์ซ่ง อาวุธจำพวกดินปืนนั้นพัฒนาไปไกลมาก ไม่เพียงแต่มีต้นแบบของปืนไฟ แต่ยังมีะเิอสนีบาตและปืนใหญ่ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคราชวงศ์ซ่งด้วย
น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าราชวงศ์ต้าฉีจะมีความคล้ายคลึงกับราชวงศ์ซ่งในหลายๆ ด้าน แต่พลังทางการทหารกลับ...เหลือจะบรรยาย
ดินปืนแบบดั้งเดิมในยุคโบราณ ซึ่งเป็การผสมกันของดินประสิว กำมะถัน และถ่านไม้สามอย่าง อานุภาพก็ไม่ได้เป็ที่สนใจของผู้คน และยังยากที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในสนามรบ แต่หลังจากปรับปรุงแล้ว การผสมกันของโพแทสเซียมไนเตรต สารกำมะถัน และถ่าน ในสัดส่วนที่กำหนด จะส่งผลให้มีอานุภาพที่รุนแรงมาก! แทบจะไม่แตกต่างจากดินปืนในยุคปัจจุบันเลย!
ตอนนี้สิ่งที่หวาชิงเสวี่ยเป็กังวลมากที่สุด ไม่ใช่เื่การผลิตดินปืนแต่เป็เื่ของการเลือกใช้วัสดุทำชนวน ที่ต้องติดไฟได้ง่าย มีความเร็วในการเผาไหม้ที่สม่ำเสมอ และมีความสามารถในการกันความชื้นได้ในระดับหนึ่ง
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการใช้เส้นฝ้ายมาถักทอเป็เส้นใหญ่ ข้อเสียคือมีความไวต่อความชื้นสูง หากเจอสภาพอากาศที่ไม่ดี ก็มีโอกาสดับกลางคันได้
หากชนวนใช้ไม่ได้ ต่อให้ปืนใหญ่จะรุนแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถแสดงอานุภาพได้
ตอนนี้หวาชิงเสวี่ยกำลังคิดหาวิธีในการสกัดโซเดียมคลอเรต
โซเดียมคลอเรตเมื่อถูกความร้อนจะปล่อยออกซิเจนออกมา ซึ่งเป็ตัวช่วยการเผาไหม้ที่ดีที่สุด ตราบใดที่เติมเข้าไปในเส้นฝ้าย ก็จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างที่นางกังวลได้
ปัญหาเหล่านี้ยากเกินกว่าที่หลี่จิ่งหนานจะเข้าใจ หวาชิงเสวี่ยจึงได้แต่อธิบายพอเป็สังเขปเท่านั้น
“...สรุปคือ ท่านแม่ทัพเห็นชอบให้ข้าจัดตั้งค่ายอาวุธไฟแล้ว เขาจึงส่งคนมาคอยช่วยเหลือข้า หากเป็ไปได้ด้วยดี ในไม่ช้าเราก็จะมีพลปืนใหญ่กลุ่มแรก” หวาชิงเสวี่ยเก็บภาพร่างที่ตนเพิ่งวาดเสร็จไป สีหน้าของนางแสดงออกถึงความคาดหวัง “พวกเขาจะต้องเป็ทหารที่กล้าหาญที่สุดของแคว้นต้าฉีอย่างแน่นอน”
“แต่ว่าเขาไม่ได้รายงานเื่นี้ให้ราชสำนักทราบเลย!” หลี่จิ่งหนานขมวดคิ้ว รู้สึกคับข้องใจ
เื่สำคัญเช่นนี้ ต่อให้จะทำก็ต้องรายงานให้ราชสำนักทราบก่อนไม่ใช่หรือ?
“ท่านแม่ทัพอาจจะกังวลเื่ข้าก็ได้...” หวาชิงเสวี่ยหัวเราะอย่างกระดากอาย “เขากลัวว่าข้าจะถูกลงโทษหากทำไม่สำเร็จ เขาก็เลยช่วยปิดบังไว้ให้ แถมการรายงานให้ราชสำนักทราบ ก็ต้องรอราชสำนักอนุมัติงบอีกไม่ใช่หรือ? แล้วก็ต้องรอนานมากๆ เลยด้วย”
หลี่จิ่งหนานยอมรับคำอธิบายนี้อย่างไม่เต็มใจนัก เขาพูดด้วยความรู้สึกไม่ค่อยพอใจว่า “เ้าวางใจเถอะ ตราบใดที่เป็เื่ที่เป็ประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน ข้าจะต้องอนุมัติอย่างแน่นอน! แต่ว่า...การเบิกเงินจากท้องพระคลังนั้นก็ช้าจริงๆ ่ที่เสด็จพ่อของข้าครองราชย์ทรงลดหย่อนภาษีเพื่อฟื้นฟูแคว้น ดังนั้นหลายปีมานี้...ท้องพระคลังจึงไม่มีเงินจริงๆ”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าแสดงออกว่าเข้าใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงเป็ฮ่องเต้ที่ดี”
ประโยคเรียบง่ายที่ไม่ได้ซับซ้อน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หลี่จิ่งหนานกลับรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา
ฮ่องเต้องค์ก่อนตไปนานมากแล้ว แต่เขาไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดถึงบิดาของเขาเช่นนี้เลย...แม้แต่เสด็จแม่ เมื่อเอ่ยถึงเสด็จพ่อ สีหน้าของพระนางก็ยังแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย
เขาแสร้งทำเป็ยิ้มกว้าง เพื่อปกปิดดวงตาที่แดงก่ำขึ้นมา กล่าวว่า “พอดี่นี้ข้ากำลังปลอมตัวออกมาเยี่ยมเยือนราษฎรแถวนี้พอดี หลายวันนี้ข้าจะมาพักที่นี่ก็แล้วกัน! จะได้ดูว่าเ้าทำอาวุธใหม่อย่างไร ตกลงหรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มและพยักหน้า “ได้สิ ดูได้เลย ให้เ้าดูจนพอใจเลย แต่ก็อย่าลืมกลับไปเบิกงบให้ข้าด้วยนะ ท่านแม่ทัพบอกว่าเขามีเงินก็จริง แต่ข้ากลัวว่าเขาจะแสร้งทำเป็มีเงินทั้งที่มีไม่พอ ที่สำคัญของพวกนี้ หากจะผลิตเป็จำนวนมาก ก็ไม่ใช่เื่ที่ทำได้ในวันสองวัน อีกทั้งยังไม่ใช่เื่ที่ใช้เงินแค่ไม่กี่พันไม่กี่หมื่นตำลึงด้วย...”
หลี่จิ่งหนานเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง “ถ้าอย่างนั้นเ้าก็มาหาถูกคนแล้ว ฟู่ถิงเย่เป็แค่แม่ทัพใหญ่ เบี้ยหวัดต่อปีเขาจะมีสักเท่าใด? ต่อให้จะได้รับบรรดาศักดิ์เป็อ๋อง สามารถหาเื่เรียกเก็บภาษีส่วนตัวได้ แต่ก็เพิ่งจะได้รับแต่งตั้งเป็อ๋องในปีนี้ คงจะไม่ได้มีเงินเก็บมากมายนักหรอก! ท้องพระคลังต่อให้จะว่างเปล่าอย่างไรก็จะต้องมีมากกว่าฟู่ถิงเย่อยู่แล้ว!”
หวาชิงเสวี่ยฟังหลี่จิ่งหนานโอ้อวดเื่ความร่ำรวย ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เมื่อหลี่จิ่งหนานเห็นนางหัวเราะ เขาก็หัวเราะตาม
เขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเพราะเหตุใดถึงไว้ใจหวาชิงเสวี่ยเช่นนี้
หรือว่าเป็เพราะ่เวลาสั้นๆ ที่เคยตกทุกข์ได้ยากด้วยกันที่เมืองเหรินชิว? ...หรืออาจจะเป็เพราะหวาชิงเสวี่ยมักจะพูดทฤษฎีแปลกๆ ออกมาอยู่เสมอ?
ตัวนางเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ ราวกับสบู่ที่วางอยู่บนชั้นวางไม้นั่น บอกว่าทำได้ ก็ทำออกมาได้จริงๆ
เื่ที่เหลือเชื่อมากมาย สำหรับนางแล้ว ราวกับเป็เื่ที่ทำได้ง่ายดาย
ดังนั้น...
หลี่จิ่งหนานมองไปยังกองภาพร่างบนโต๊ะ คิดในใจว่า ‘ครั้งนี้ นางก็จะต้องทำได้เช่นกัน’
———————————————————————————————————
[1]ไทเฮา (太后) หมายถึง พระราชชนนี หรือพระมารดาของฮ่องเต้
