หงฮวามีการเตรียมตัวมาอย่างดี นางหยิบกาน้ำร้อนออกมาเทให้คนทั้งสองคนละถ้วย
ใช้ล้างปากอย่างนั้นหรือ? ตอนแรกโจวเทียนหยวนไม่ได้ใส่ใจนัก ยกขึ้นดื่มทันที แต่เมื่อถ้วยน้ำร้อนที่มีไอร้อนลอยขึ้นมาอยู่ตรงปลายจมูก กลิ่นหอมเย้ายวนใจอันเข้มข้นก็ทำให้เขารู้สึกตัวว่าสิ่งที่หงฮวาเทให้เขานั้นหาใช่น้ำร้อนไม่! หากแต่เป็น้ำแกงปลากระดี่มุกที่กรองจนใสราวกับน้ำ!
กลิ่นหอมของน้ำแกงพลันลอยไปตามสายลม ลู่เต้าที่พยายามทำตัวให้ไม่โดดเด่นอยู่ด้านหลังก็อดไม่ได้ที่จะสูดกลิ่นนั้นเข้าไปหลายครั้ง กลิ่นหอมกรุ่นนี้ราวกับว่าเพียงแค่ได้กลิ่น ก็จินตนาการถึงรสชาติของน้ำแกงได้
‘อ่า...อยากซดสักคำจริงๆ’ ผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมที่อยู่ด้านข้างต่างก็น้ำลายสอ พวกเขาเกาหูเกาแก้ม บางคนถึงกับอยากจะพุ่งเข้าไปข้างหน้าเพียงเพื่อลิ้มลองน้ำแกงนั้นสักคำด้วยซ้ำ
เฉายวนิและโจวเทียนหยวนยกถ้วยขึ้นจิบอย่างละเมียดละไม น้ำแกงอุ่นๆ ไหลผ่านลำคอ ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็มีสายฟ้าแลบผ่าน และมีลมหนาวพัดกระหน่ำภายในสนามแข่งขัน ซึ่งรุนแรงกว่าครั้งแรกนัก
“รสชาติอร่อยล้ำ กลมกล่อมยิ่งนัก ไม่มีสิ่งเจือปนอื่นๆ เลย” โจวเทียนหยวนถาม “เ้าทำได้อย่างไร”
หงฮวาไม่ปิดบัง นางเอ่ยความจริงด้วยท่าทีใจกว้าง “น้ำแกงนี้ใช้น้ำต้มกระดูกและเนื้อปลากระดี่มุกดำ ระหว่างต้มจะมีฟองลอยขึ้นมาตลอด หากไม่ตักออก น้ำแกงก็จะมีกลิ่นคาวติดเศษเนื้อปลา รสชาติจะเสียไปหมดเ้าค่ะ”
ตอนนี้ลู่เต้าถึงนึกขึ้นได้ว่าหงฮวาถือทัพพีอยู่หน้าเตาตลอดทั้งคืน ที่แท้ก็เตรียมตัวทำเมนูนี้เอง
“อืม ไม่เลว” โจวเทียนหยวนพิจารณาหงฮวาเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อว่า “อายุยังน้อยก็ทำน้ำแกงชั้นยอดเช่นนี้ได้ อนาคตไม่ธรรมดาแน่”
หงฮวาพลันขวยเขินหน้าแดงก่ำที่ถูกกรรมการชมต่อหน้าปุถุชนมากมาย จึงกล่าวด้วยความประหม่า “ขอบพระคุณคำชมของผู้าุโโจวเ้าค่ะ”
“ถึงแม้ว่าน้ำแกงนี้จะเพียงพอที่จะพิสูจน์ฝีมือการทำอาหารของเ้าในฐานะพ่อครัวแล้ว แต่ทว่า...” โจวเทียนหยวนยังไม่หนำใจ เขาเงยหน้าซดน้ำแกงที่เหลือในถ้วยจนหมด ก่อนถามต่อ “ข้าจำได้ว่าเ้าบอกว่าเมนูนี้มีชื่อว่า ‘ปลาสามวิธี’ ไม่ผิดใช่หรือไม่”
“เช่นนั้น...ก็ให้ข้าได้เห็น ‘วิธีที่สาม’ หน่อยเถอะ” โจวเทียนหยวนกล่าวพลางยิ้ม
หงฮวาพยักหน้า นางยกกาน้ำร้อนรดน้ำแกงลงในชามที่เต็มไปด้วยปลาดิบราวกับรดน้ำต้นไม้ ฉากอัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น ดอกบัวที่เดิมเป็เพียงแค่ดอกตูมก็ค่อยๆ บานสะพรั่งเมื่อได้รับน้ำแกง
ปลาดิบถูกความร้อนของน้ำแกงทำให้สุก เนื้อปลาสีขาวใสค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีขาวขุ่นและม้วนตัวขึ้น มีหยดน้ำมันเล็กๆ ส่องประกายระยิบระยับบนเนื้อ
“นี่คืออย่างที่สามเ้าค่ะ! ” หงฮวายิ้มหวานพลางโชว์ดอกบัวเนื้อปลาที่บานสะพรั่ง
ในน้ำแกงใสๆ มีเนื้อปลาสีขาวนวลลอยอยู่ ถึงแม้ว่าทั้งสองอย่างนี้จะเพิ่งกินไปเมื่อครู่ แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วกลับกลายเป็อาหารรสเลิศที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
โจวเทียนหยวนใช้ตะเกียบไม้สีดำคีบเนื้อปลาขึ้นมาดูอย่างละเอียด เนื้อปลาสุกเพียงเล็กน้อยที่ผิวด้านนอก ลายเนื้อชัดเจน และมีหยดน้ำมันเล็กๆ ประดับประดา
อยู่ในสภาวะกึ่งสุกกึ่งดิบที่ลงตัวที่สุด ความร้อนทำให้น้ำมันซึมออกมาจากเนื้อปลา ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจยิ่งกว่าเดิม
ทั้งสองคนอดใจไม่ไหว ซัดเนื้อปลาเข้าปากเคี้ยวพร้อมกัน! รสััของเนื้อปลากึ่งสุกกึ่งดิบผสมผสาน ทำให้เนื้อปลาแบบเดียวกันกลับมีรสชาติที่แตกต่างกันทั้งมวล
ทันใดนั้น บนท้องฟ้าที่แจ่มใสก็มีสายฟ้าฟาดผ่านอีกหน ก่อนจะะเิเสียงดังสนั่นเหนือหัวของทุกคน
ถึงแม้ว่าหลายคนจะใกับเสียงฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นี้ แต่ไป๋เสียกลับไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะนี่เป็วิธีหนึ่งที่โจวเทียนหยวนใช้แสดงออกถึงความอร่อย
ยิ่งรสชาติอร่อยเท่าไร เสียงฟ้าผ่าก็ยิ่งครามครันขึ้นเท่านั้น!
ดังนั้นเสียงฟ้าผ่านี้จึงถูกเรียกว่า ‘อสุนีบาตแห่งรสชาติ’
“พวกเ้าดูสิ!” ผู้ชมคนหนึ่งชี้ไปที่กรรมการแล้วร้องอุทาน
โจวเทียนหยวนและเฉายวนิกำลังง่วนอยู่กับการแย่งชิงเนื้อปลาในน้ำแกง ตะเกียบของคนทั้งสองขยับไปมาไม่หยุด กลีบดอกบัวในชามหายไปทีละกลีบอย่างรวดเร็ว เมื่อคนอื่นๆ เห็นว่าพวกเขาแย่งชิงกันอย่างดุเดือดเช่นนี้ ก็ยิ่งน้ำลายสอมากขึ้นไปอีก!
เมื่อถึงกลีบสุดท้าย โจวเทียนหยวนรีบคว้าตะเกียบหมายจะเก็บมันไว้เป็ของตนเอง แต่เฉายวนิกลับเร็วกว่า ตะเกียบในมือสะบัดแย่งชิงกลีบสุดท้ายเข้าปากไปเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสีหน้าพึงพอใจ
โจวเทียนหยวนเผยใบหน้าผิดหวัง และพึมพำเสียงเบาอย่างน่าสงสาร “ข้าเป็อาจารย์ของเ้านะ...”
ถึงแม้ว่าเฉายวนิจะพูดไม่ได้ แต่หงฮวาก็พอจะเดาออกจากสีหน้าของเขา นางจึงหันไปถามอีกคนที่พูดได้ด้วยความกังวล “เช่นนั้น ผู้าุโโจว ท่านคิดว่า...”
โจวเทียนหยวนตั้งสติ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ให้ผ่าน!”
ถึงแม้จะเป็เพียงสองพยางค์สั้นๆ แต่กลับมีความหมายยิ่งใหญ่ เพราะมันหมายความว่าในที่สุดนางก็สอบผ่าน กลายเป็พ่อครัวิญญาอย่างเป็ทางการ และก้าวเดินตามรอยเท้ามารดาผู้ล่วงลับลุล่วง
น้ำตาแห่งความปลื้มปีติเอ่อล้นเต็มั์ตาหงฮวา นางรู้สึกตื้นตันใจเป็อย่างยิ่ง
“ยินดีด้วยหงฮวา” ลู่เต้ากล่าวแสดงความยินดีจากใจจริง “ในที่สุดความพยายามของเราก็ไม่สูญเปล่า”
หงฮวาไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งเข้าไปกอดลู่เต้าพร้อมร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ
กรรมการทั้งสองคนก็รู้จักกาลเทศะ หลังจากตัดสินแล้วก็จากไปอย่างเงียบๆ ไม่รบกวนโลกของคนหนุ่มสาว9jv
ลู่เต้าที่ถูกหญิงสาวกอดอีกครั้งเห็นว่านางร้องไห้ไม่หยุด จึงทำอะไรไม่ถูก นอกจากลูบหลังปลอบใจเบาๆ ผ่านไปเนิ่นนาน อารมณ์ของหงฮวาจึงสงบลง เมื่อรู้สึกตัวว่าอยู่ต่อหน้าธารกำนัล นางก็หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ก่อนผลักเขาออกไปด้วยใบหน้าแดงก่ำยิ่ง แล้วพูดตะกุกตะกัก “ขะ...ขอโทษ!”
ลู่เต้ายิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่เป็ไร ยินดีกับเ้าด้วยอีกครั้ง!”
“อืม!” หงฮวาพยักหน้า “ขอบใจเ้า!”
ในที่สุดบรรดาผู้เข้าแข่งขันเก้าสิบเจ็ดกลุ่ม มีเพียงหกกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับคุณสมบัติพ่อครัวิญญา ลู่เต้าและหงฮวารับป้ายหยกสีขาวที่เป็สัญลักษณ์ของพ่อครัวิญญาจากมือโจวเทียนหยวนต่อหน้าผู้คนนับพัน บนป้ายมีตัวอักษรสีแดงสลักว่า ‘สามัญชน’ ซึ่งหมายความว่าหงฮวาอยู่ในระดับสามัญชน
“หวังว่าทุกท่านจะยังคงพยายามต่อไป และในอนาคตจะกลายเป็พ่อครัวิญญาชั้นยอด” โจวเทียนหยวนกล่าวอวยพร ทันใดนั้นเสียงปรบมือและเสียงไชโยดังกึกก้องไปทั่วสนาม
การแข่งขันพ่อครัวิญญาสิ้นสุดลงอย่างเป็ทางการแล้ว
ระหว่างทางกลับบ้าน หงฮวาเดินะโโลดเต้นไปตลอดทางจนป้ายหยกแกว่งไปมา นางเอ่อล้นไปด้วยพลังชีวิตของเด็กสาวในวัยเดียว เมื่อเทียบกับตอนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของหงฮูหยินแล้ว บัดนี้นางดูร่าเริงกว่าแต่ก่อนมาก และมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าบ่อยครั้งกว่า
ทันใดนั้นร่างสองร่างที่ซุ่มอยู่ข้างทางก็โผล่ออกมาขวางทั้งสองไว้
“หยุด!”
ลู่เต้าเห็นว่าเป็หวังเหล่ยและหลี่หูอีกแล้ว เขาดึงหงฮวามาอยู่ด้านหลังตนเอง แล้วกล่าวอย่างไม่พอใจ “พวกเ้าอีกแล้ว! ยังไม่เลิกราอีกหรือ!”
“เ้าไม่ต้องห่วง” หวังเหล่ยกล่าวพลางกอดอก “ครั้งนี้พวกเรามาดี”
หลี่หูที่เพิ่งได้รับคุณสมบัติพ่อครัวิญญาพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว!”
“มาดีอย่างนั้นหรือ” ลู่เต้ามองหงฮวาแวบหนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“พวกเรามาลา!” หลี่หูกล่าว
“ผลการแข่งขันครั้งนี้ถือว่าพวกเราเสมอกัน แต่เฉพาะครั้งนี้เท่านั้น” หวังเหล่ยวางทีท่าโอหัง “ต่อไปข้ากับหลี่หูจะเดินทางฝึกฝนต่อไป ครั้งหน้าที่เราพบกัน พวกเราจะไม่มีวันแพ้เ้าอีก! จำคำข้าไว้ให้ดี!”
หลังจากข่มขู่แล้ว ทั้งสองคนก็ยิ้มมั่นใจแล้วจากไป ทิ้งให้ลู่เต้าและหงฮวามองหน้ากัน
ทว่าหวังเหล่ยพูดเตือนใจเขาอยู่ประโยคหนึ่ง นั่นคือลู่เต้าจวนจะถึงเวลาออกจากเมืองัทมิฬแล้ว
ด้วยเหตุนี้ลู่เต้าจึงครุ่นคิดอย่างหนัก ระหว่างนั้นมีคนมาตบไหล่เขาเบาๆ ความคิดของเขาถูกขัดจังหวะ และคิดว่าเป็หวังเหล่ยกลับมาอีก จึงหันไปด่าด้วยความหงุดหงิด “พวกเ้านี่ยังไม่เลิกวุ่นวายอีกหรือ!”
กู่เสี่ยวอวี่กับเกาฮ่าวที่สอบผ่านเช่นกันมาแสดงความยินดีกับหงฮวา ใครจะรู้ว่ากลับถูกลู่เต้าที่คิดว่าพวกเขาเป็หวังเหล่ยปฏิบัติกลับอย่างหยาบคายเช่นนี้
“ขะ...ขอโทษ” กู่เสี่ยวอวี่กล่าวด้วยความน้อยใจ “ข้าแค่ตั้งใจมาแสดงความยินดีกับพวกเ้าเท่านั้น...”
