“เอาล่ะ! ทุกคนถอยไป อย่ามาบังทางลม! ประเดี๋ยวฝุ่นจะเข้าตา!”
เอื้องขวัญะโสั่งพลางโบกไม้โบกมือไล่เหล่าไทยมุงที่ยืนล้อมวงเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ตรงหน้าของเธอคือ ไหกระเทียมดองปากบิ่น ที่ถูกล้างขัดสีฉวีวรรณจนสะอาดเอี่ยมอ่อง ก้นไหมีรอยร้าวเล็กๆ พอให้น้ำซึมผ่านได้ (ซึ่งเอื้องขวัญถือว่าเป็ฟีเจอร์เด็ด ไม่ใช่ตำหนิ)
“ป้าจวง ส่งผ้าขาวบางมา!”
ป้าจวงส่งผ้าเนื้อบางสีขาวที่ซักสะอาดแล้วให้ด้วยมือสั่นๆ สายตายังคงมองดูกองถ่านดำปี๋ด้วยความหวาดระแวง
“คุณหนูเ้าขา... อิฉันขอถามเป็ครั้งสุดท้าย... คุณหนูจักเอาถ่านดำๆ นี่ใส่ลงไปในน้ำจริงๆ หรือเ้าคะ? มันมิมืดดำเป็น้ำคลำหรือเ้าคะ?”
เอื้องขวัญหัวเราะหึๆ พลางยัดผ้าขาวบางลงไปรองที่ก้นไหเพื่อกันไม่ให้ทรายและกรวดไหลปนลงไปในน้ำ
“ป้าจวงฟังนะจ๊ะ... ถ่านเนี่ย ถึงตัวมันจะดำ แต่มันใจดีนะ” เอื้องขวัญเริ่มปฏิบัติการเลคเชอร์วิชาเคมี ๑๐๑ ฉบับชาวบ้าน “เนื้อในของถ่านที่เราเห็นเนี่ย มันมีรูพรุนเล็กๆ ยิบย่อยเต็มไปหมด เล็กจนตามองไม่เห็น”
“รูพรุน?” ป้าจวงทำหน้าย่น “เหมือนรังมดหรือเ้าคะ?”
“คล้ายๆ จ้ะ! เ้าพวกรูพวกนี้แหละ มันทำหน้าที่เหมือน ‘กับดัก’... มันจะคอยดักจับกลิ่นเหม็น กลิ่นเน่า หรือพิษร้ายๆ ที่ปนมากับน้ำ ให้ติดหนึบอยู่กับตัวถ่าน ไม่ให้หลุดรอดลงไปในแก้วน้ำของเราไงล่ะ!”
เหล่าบ่าวไพร่ทำตาโต ร้อง “อ๋อ...” กันเป็ทิวแถว แม้จะยังงงๆ ว่าถ่านมันไปดักจับตอนไหน
“เอาล่ะ ชั้นแรก... กรวดใหญ่!”
เอื้องขวัญกอบกรวดก้อนใหญ่ใส่ลงไปทับผ้าขาวบาง “ชั้นนี้เอาไว้รองพื้น ให้น้ำไหลผ่านสะดวก”
“ชั้นที่สอง... กรวดเล็ก!”
กรวดเม็ดเล็กลงมาหน่อยถูกเททับลงไป เพื่ออุดช่องว่างไม่ให้ทรายไหลลงมา
“ชั้นที่สาม... ทราย!”
เอื้องขวัญโกยทรายละเอียดสีนวลใส่ลงไปเป็ชั้นหนาที่สุด “นี่แหละพระเอกตัวรอง! ทรายจะทำหน้าที่เหมือนตะแกรงตาถี่ ยิ่งกว่าผ้าขาวบางร้อยชั้นซ้อนกัน ฝุ่นผง ขี้โคลน หรือไข่พยาธิตัวเป้งๆ จะติดแหง็กอยู่ที่ชั้นนี้ ไปต่อไม่ได้!”
นังจุกพยักหน้าหงึกหงัก “อู้หู... ทรายนี่มันเก่งจังเ้าค่ะ”
“และชั้นสุดท้าย... พระเอกตัวจริง!” เอื้องขวัญชูถ่านก้อนที่ทุบพอหยาบๆ ขึ้นมา “ถ่าน!”
เธอบรรจงเทถ่านลงไปเป็ชั้นบนสุด แล้วเกลี่ยให้เรียบเสมอกัน
“ถ่านนี่ต้องล้างน้ำให้สะอาดก่อนนะจ๊ะ ไม่งั้นน้ำดำแน่... เอ้า! เสร็จพิธี!”
เอื้องขวัญปัดมือเปรอะๆ เข้ากับผ้าถุง (จนป้าจวงลมแทบจับ) แล้วถอยออกมามองผลงานศิลปะชิ้นเอก
ไหกระเทียมดองธรรมดา บัดนี้กลายเป็ “หอคอยกรองน้ำ ๔ ชั้น” ที่ดูภูมิฐาน (ถ้าไม่นับว่าไหปากบิ่น)
เอื้องขวัญสั่งให้ยกไหใบนี้ไปวางซ้อนบนปาก ตุ่มน้ำใบเล็ก ที่ว่างเปล่า โดยหาไม้กระดานสองแผ่นมาพาดปากตุ่มแล้ววางไหทับไว้ ให้ก้นไหหย่อนลงไปตรงกลาง
“เสร็จแล้ว... ทีนี้ก็ถึงเวลาทดสอบความจริง!”
เอื้องขวัญหันไปคว้าขันน้ำที่มีลูกน้ำว่ายดุ๊กดิ๊กและตะกอนขุ่นคลั่ก (น้ำตัวต้นเหตุ) ขึ้นมา
“ดูนะทุกคน... น้ำขุ่นๆ เหม็นๆ นี่...”
เธอยกขันขึ้นสูง แล้วค่อยๆ เทราดลงไปบนชั้นถ่าน้าสุด
ซู่...
น้ำขุ่นไหลซึมหายวับลงไปในชั้นถ่านอย่างรวดเร็ว
ไทยมุงทุกคนกลั้นหายใจ สายตาจ้องเขม็งไปที่ตุ่มน้ำใบเล็กด้านล่าง หูเงี่ยฟังเสียง
เงียบกริบ...
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณหนู... มิเห็นมีอันใดไหลลงมาเลยเ้าค่ะ” นังจุกกระซิบ
“ใจเย็นสิจ๊ะจุก! น้ำมันกำลังเดินทางฝ่าด่านอรหันต์อยู่ มันต้องใช้เวลา... ค่อยๆ ซึม... ค่อยๆ ไหล...”
เอื้องขวัญยืนกอดอกลุ้นตัวโก่ง เหงื่อตกกีบยิ่งกว่าตอนสอบไฟนอล
ติ๋ง...
เสียงหยดน้ำกระทบผิวก้นตุ่มดังขึ้นแ่เบา
ติ๋ง... ติ๋ง...
“มาแล้ว!” เอื้องขวัญร้องลั่น “จุก! เอาขันไปรองมาดูซิ!”
นังจุกรีบมุดหัวเข้าไปใต้ไห เอาขันเงินใบเล็กไปรองรับหยดน้ำที่ค่อยๆ ไหลรินลงมาจากก้นไหร้าว
เมื่อน้ำเต็มก้นขัน นังจุกก็ค่อยๆ ถอยออกมา แล้วยื่นให้ทุกคนดูท่ามกลางแสงแดด
วิ้ง!
แสงแดดสะท้อนผิวน้ำในขันเป็ประกายระยิบระยับ
มันไม่ใช่สีน้ำตาลขุ่นเหมือนโคลน... ไม่ใช่สีดำเหมือนถ่าน...
แต่มันคือ “สีใส” ราวกับน้ำตาเทียน!
“คุณพระคุณเ้า!” ป้าจวงอุทาน ยกมือทาบอก “ใสแจ๋วเลยเ้าค่ะ! ใสยิ่งกว่าน้ำฝนกลางหาวเสียอีก!”
“จริงด้วยป้า! ไม่มีตะกอนเลยสักเม็ด!” นังจุกจ้องจนตาแทบถลน
เอื้องขวัญยืดอกภูมิใจ ยิ้มแก้มปริ
“เป็ไงล่ะ! วิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหกใคร! ทีนี้เชื่อฉันรึยังว่าถ่านมันไม่ได้ทำให้น้ำดำ!”
แต่ทว่า... ความสวยงามทางสายตายังไม่พอ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “รสชาติ”
“ป้าจวง... ลองชิมซิ” เอื้องขวัญผายมือเชิญ
ป้าจวงทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก มองน้ำใสในขันสลับกับหน้ามอมแมมของคุณหนู
“เอ่อ... จะดีหรือเ้าคะ?”
“ชิมเถอะน่า! รับรองไม่ท้องเสีย ถ้าท้องเสียฉันให้ตีหัวทีนึง!”
ป้าจวงหลับตาปี๋ ยกขันขึ้นจิบ...
