เมืองแซมบอร์ด
อาณาจักรบริวารระดับหกในอาณาจักรบริวารทั้งสองรอยห้าสิบอาณาจักรของราชอาณาจักรเซนิท ส่วนใหญ่จะเป็อาณาจักรที่อ่อนแอและมีอาณาเขตที่เล็ก ไม่ว่าใครก็สามารถรังแกได้อย่างง่ายดาย ไม่จำเป็ต้องเห็นอยู่ในสายตา
แต่เมื่อสี่เดือนก่อน าาปัญญาอ่อนอเล็กซานเดอร์ของเมืองแซมบอร์ดที่ถูกเรียกขานว่าเป็ความอัปยศอดสูของราชวงศ์ จู่ๆ ก็กลับมาเป็คนปกติ จากนั้นเขาก็พัฒนาเมืองแซมบอร์ดไปในทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด
เื่ราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็การทำากับทหารเกราะดำที่ไม่มีใครรู้จัก หรือเื่ที่เกิดขึ้นบนยอดเขาตะวันออกในงานพิธีาาภิเษก หรือข่าวที่ว่าอาณาจักรทั้งเก้าอาณาจักรร่วมมือกันโจมตีเมืองแซมบอร์ด เื่ราวเหล่านี้ได้แพร่กระจายในหมู่อาณาจักรบริวารทั้งหมดของราชอาณาจักรเซนิทแล้ว
ชื่อเสียงของาาอเล็กซานเดอร์คนใหม่และกองกำลังในบังคับบัญชาที่ห้าวหาญองอาจได้แพร่กระจายออกไป เหมือนคลื่นลมที่พัดทุ่งหญ้าสีทองบนที่ราบจนเอนล้ม ข่าวลือนี้ได้แพร่กระจายไปถึงหูของาาแต่ละอาณาจักร แม้แผ่นดินอาเซรอทจะไม่มีวิทยาการที่ทันสมัยเหมือนโลกเก่าของซุนเฟย แต่ก็มีรูปแบบการสื่อสารที่ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน เพียงไม่นานข่าวลือนี้ก็ได้แพร่กระจายออกไปทั่ว
ตอนแรกที่ได้ยินก็มีบางคนที่หัวเราะเยาะออกมา
อาณาจักรบริวารระดับหกเล็กๆ จะมีกองทัพที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้อย่างไร? มันเป็เื่ตลกชัดๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกองทัพพันธมิตรทั้งเก้าอาณาจักรเลย แค่อาณาจักรชื่อสุ่ยเพียงอาณาจักรเดียวก็สามารถบดขยี้เมืองแซมบอร์ดได้ในพริบตาเดียวแล้ว จะกลายเป็เชลยศึกของเมืองแซมบอร์ดได้อย่างไรกัน? ข่าวลือการแพ้าของกองทัพพันธมิตรนั้นไม่มีใครเชื่อเลยสักนิด
แต่ความจริงก็ได้ตบหน้าพวกเขาจนแก้มบวมตุ่ย
เพราะในเดือนที่ผ่านมา ได้ยินข่าวลือหนาหูว่าอาณาจักรที่พ่ายแพ้ารีบร้อนส่งคณะทูตไปที่เมืองแซมบอร์ด พวกเขายินยอมที่จะจ่ายค่าปฏิกรรมาแต่โดยดี ฉากที่มารอรับตัวองค์าาของตัวเองในตอนที่ถูกทยอยปล่อยตัวมาทีละคนช่างเป็ฉากที่น่าอัปยศอดสูยิ่ง แทบทุกอาณาจักรหันมาให้ความสนใจ เพราะเื่นี้ถือว่าเป็หลักฐานยืนยันเกี่ยวกับข่าวลือที่เมืองแซมบอร์ดเป็ฝ่ายได้รับชัยชนะ
ตอนนี้ ทุกอาณาจักรบริวารต่างพากันตื่นใ พวกเขาเริ่มหันมามองอาณาจักรเล็กๆ นี้ใหม่อีกครั้ง
เื่นี้เริ่มกลายเป็เื่ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น!
เหลือเวลาอีกแค่ยี่สิบกว่าวันก็จะถึงวันซ้อมรบของอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยยี่สิบอาณาจักรที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรเซนิท นี่คือการประลองครั้งยิ่งใหญ่ที่จะกำหนดชะตากรรมของอาณาจักรทั้งหมด และยังเป็สถานที่ที่ดีสำหรับคนที่มีความทะเยอทะยานอยากเข้าประลองฝีมือกัน ไม่มีใครหวังจะให้มีม้ามืดที่ไม่รู้จักปรากฏขึ้นมาทำลายก้อนหินที่ถ่วงความสมดุลนี้ และทำลายตัวหมากรุกที่พวกเขาจัดวางตำแหน่งไว้ก่อนหน้านี้จนไม่เหลือซาก
ดังนั้น ใน่เวลานี้ ในเมืองแซมบอร์ดจะมีทั้งคณะทูต สายสืบ พ่อค้า วณิพก ทหารรับจ้างและนักผจญภัยจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาที่เมืองแซมบอร์ด...กลุ่มคนจำนวนมากที่เข้ามาในเมืองแซมบอร์ดต่างมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน แต่ไหนแต่ไรมา อาณาจักรที่ตั้งอยู่ในเขตชายแดนแห่งนี้ก็ไม่เคยมีผู้คนพากันหลั่งไหลเข้ามาคึกคักแบนี้มาก่อน
แน่นอนว่าผู้คนที่พากันหลั่งไหลเข้ามาต่างถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยรักษาความสงบของเมืองแซมบอร์ด
ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งได้รับความเคารพ แผ่นดินที่ใช้กฎปลาใหญ่กินปลาเล็ก แน่นอนว่าย่อมมีผู้ที่ละเมิดกฎ มันเป็เื่ปกติอยู่แล้วที่เหล่าทหารรับจ้างและนักรบจำนวนมากที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งและเย่อหยิ่งเกินกว่าจะทำตามกฏของอาณาจักรเล็กๆ พวกเขามักจะชอบใช้ดาบแทนคำพูด ทว่าก็มีบางส่วนที่จงใจทำแบบนี้เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของเมืองแซมบอร์ด ทำให้เกิดเื่รุนแรงขึ้นในเมืองแซมบอร์ดไม่หยุดหย่อน ทำให้คนของกรมยุติธรรมในเมืองเริ่มรับภาระหนักคอยวิ่งวุ่นหัวไม่วางหางไม่เว้น แม้แต่อัครเสนาบดีฝ่ายขวาอย่างเบสท์ก็ยังปวดหัว แต่หลังจากที่ผู้บัญชาการสูงสุดเกอเทอ บรู๊คได้ส่งอัศวินบรอนซ์เซนต์ยี่สิบกว่าคน นำทีมโดยสองหัวหอกอย่างดีดีเย ดร็อกบา อัศวินโกลด์เซนต์ทอรัส และพอล เพียร์ซ อัศวินโกลด์เซนต์แคปริค่อน ลงมือจัดการพวกป่วนเมืองจนทำให้เื่ราวทั้งหมดค่อยๆ ยุติลง
ความสงบกลับคืนสู่ท้องถนน
“ดูนั่นสิ อสุรกายั์ทั้งสองของเมืองแซมบอร์ด!”
“สองคนนั้นน่ะหรือ? เหมือนไอ้โง่ธรรมดาๆ เท่านั้นเองนะ? เป็พวกเขาจริงๆ หรือที่จัดการกับยอดฝีมือทั้งสิบสองคนของกองกำลังทหารรับจ้างเมเปิลจนแทบจะพิการทั้งหมดก่อนจะโยนเข้าไปใน 'ห้องมืด' น่ะ?”
“ไม่ผิดแน่นอน เป็พวกเขา ข้าเห็นคนผมดำๆ คนนั้นแหละที่เป็คนเอาหัวโขกยอดฝีมือระดับสองดาวของกองกำลังทหารรับจ้างเมเปิลจนสลบ ยอดฝีมือพวกนั้นไม่ทันจะได้สู้ด้วยซ้ำ...โคตรน่ากลัวเลย ข้าคิดว่าชายคนนั้นโขกหัวทีเดียวก็น่าจะทำให้กำแพงเมืองพังได้แน่!”
“ยังมีชายผมขาวคนนั้นอีก ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาคมพอๆ กับดาบเลย สามารถฟันชุดเกราะและอาวุธจนขาดสะบั้นเป็ชิ้นๆ ว่ากันว่าจนถึงตอนนี้ไม่มีใครสามารถกันการโจมตีของฝ่ามือเขาได้สักคน...”
“โอ้พระเ้า เมืองแซมบอร์ดไปหาอสุรกายมาจากไหนตั้งสองคนกัน?”
“ไม่รู้เหมือนกัน...แต่อย่าได้ประมาทกลุ่มผู้ชายที่อยู่ด้านหลังของอสุรกายทั้งสองคนนั้นเชียวนะ พวกเขาถูกเรียกว่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ ตัวตนของพวกเขาไม่ใช่จะแหย่กันง่ายๆ มีบางคนเคยเห็นการฝึกอบรมของพวกเขาครั้งหนึ่ง ว่ากันว่าการฝึกของพวกเขาเสี่ยงเป็เสี่ยงตายสุดๆ และพวกเขาทั้งยี่สิบคนก็สามารถคว่ำสัตว์อสูรจนหงายหลังล้มลงกับพื้นมาแล้ว...”
ในตอนนั้นเอง หน่วยลาดตระเวนของดร็อกบาและเพียร์ซก็กำลังเดินเข้ามาใกล้ ทำให้พวกทหารรับจ้างวัยรุ่นสามสี่คนในร้านเหล้าพากันนั่งหุบปากเงียบ ตอนนี้ไม่มีใครกล้าหยิ่งผยองเหมือนเมื่อสิบวันก่อนอีกแล้ว เพราะเมื่อสิบวันก่อนมีการบังคับใช้กฎหมาย หากใครไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะถูก ‘อัศวินบรอนซ์เซนต์’ และ ‘เทศกิจ’ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าดุร้าย จัดการบุคคลภายนอกที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามกฎหมายของเมืองแซมบอร์ดแล้วลากไปที่คุก ทำให้ทุกๆ วันต้องได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังระงมออกมาจาก ‘ห้องมืด’ ให้พวกที่คิดจะทำกร่างทั้งหลายกลายเป็แกะน้อยแสนเชื่อง จนถึงตอนนี้ แค่เห็นเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์เดินมาก็พากันทำหน้าเหมือนเห็นอสุรกายเดินผ่าน พวกเขาทุกคนรู้สึกเหมือนมีูเาขนาดใหญ่กำลังกดทับที่ใบหน้าของตน ไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดังเวลาถูกพวกเขากวาดสายตามองผ่าน รู้สึกเหมือนกำลังถูกปีศาจนรกกำลังจ้องมอง
เมื่อเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ที่นำโดยอสุรกายทั้งสองคนเดินผ่านไปจนลับตา พวกคนนอกที่นั่งอยู่ในร้านเหล้าก็พากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“เฮ้อ ในที่สุดก็ไปสักที...สมควรตาย แค่ถูกพวกเขามองเฉยๆ ข้าก็ดื่มเหล้าไม่ลงแล้ว!”
“ยังจะมาดื่มอะไร นี่ใกล้จะได้เวลาที่เทพธิดาจะปรากฏตัวแล้ว พวกเรามารอดูเทพธิดากันเถอะ!”
“เทพธิดา?”
“หือ อย่าบอกว่าเ้าไม่รู้จริงๆ ในตอนบ่ายของทุกวันจะมีสาวงามที่เหมือนเทพธิดาคนหนึ่งขี่สุนัขั์สีดำปรากฏตัวที่ทุ่งหญ้าฝั่งตรงข้ามนอกเมือง หลายๆ คนบอกว่านางเป็เทพธิดาจำแลงกายมา ว่ากันว่าแม้แต่ห่านที่บินมาจากทิศใต้พอได้ยลโฉมนางยังพากันตะลึงจนหยุดบินเลย...”
ทหารรับจ้างหนุ่มพูด ดวงตาเป็ประกายขณะที่ดื่มเหล้ามอลต์ลงกระเพาะ ตัณหาในร่างของพวกเขาพลุ่งพล่านขึ้นมา เมื่อได้ยินว่ามีสาวงาม กลุ่มคนก็พากันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่นอกเมือง แม้แต่คนอื่นๆ ที่อยู่ในร้านเหล้าพอได้ยินว่ามีเทพธิดาก็พากันตาวาวแล้วลุกขึ้นเดินตามไป
นอกเมือง
ทุ่งหญ้าสีเหลืองทองไหวเอนไปตามแรงลม ประหนึ่งคลื่นทะเลสีทองที่กำลังพลุ่งพล่าน
เมฆสีขาวบนท้องฟ้าสีคราม พระอาทิตย์ทอแสงอบอุ่นลงมาเหนือทุ่งหญ้าสีทองที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา มีฝูงม้าที่กำลังวิ่งเล่นอย่างคึกคักประหนึ่งัคะนองน้ำ ห่างออกไปบนเนินเขาสูง มีร่างสีดำสนิทที่กำลังนอนหมอบอยู่บนทุ่งหญ้า โดยมีเหล่าเฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรระดับสี่กว่าหกสิบตนคอยอารักขารอบๆ เนินทุ่งหญ้าเหมือนองครักษ์ผู้จงรักภักดี
ราวกับเป็ภาพวาดในฤดูใบไม้ร่วงที่เงียบสงบและสวยงามจนทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างพากันหลงใหล
แต่แสงสว่างที่สาดส่องก็ถูกสุนัขตัวใหญ่สีดำที่ยืนข้างๆ สาวงามบดบังแทน
สาวงามที่มีผิวขาวราวกับหิมะ ดวงตาใสแวววาวดุจน้ำค้าง มีกลิ่นอายความสูงส่งและสง่างาม ทำให้ผู้คนต่างตกตะลึงจนละอายใจไม่กล้าไม่เคารพ แต่ในจิติญญาที่เยือกเย็นสงบกลับมีกลิ่นอายที่อบอุ่นนุ่มนวลดึงดูดใจ ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับฝันไป ภายใต้เมฆสีขาวท้องฟ้าสีคราม ดวงหน้าแฉล้มสดใสเหมือนดวงจันทร์ ผิวขาวอมชมพู ร่างกายบอบบาง ผมสีหมึกยาวคลอเคลียอยู่ด้านหลังมัดด้วยเชือกเล็กๆ สีชมพู สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบวกกับฉากทุ่งหญ้าสีทอง ยิ่งเสริมให้ดูงามสง่าราวกับเทพธิดา ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วนางเป็เพียงเด็กสาววัยรุ่นที่อายุเพียงสิบเก้าปี แต่อย่างไรก็ตาม ความงามของนางก็มีเสน่ห์เหลือล้นจนทำให้ใครหลายคนยากจะละสายตาไปได้
ราวกับพระเ้าได้เอาความงดงามทั้งหมดของโลกมารวมไว้ที่ตัวนาง
เหล่าทหารรับจ้างหนุ่มที่พากันออกจากนอกเมืองและเดินข้ามสะพานเหล็กจนมาถึงเนินเขาที่เงียบสงบแห่งนี้ พวกเขาต่างมาทันฉากที่งดงามนี้พอดี
เมื่อเห็นฉากนี้ ทุกคนต่างพากันตกตะลึงจนตาค้าง ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ เหมือนถูกสายฟ้าฟาดร่างกายเหมือนไร้เรี่ยวแรง
บนโลกใบนี้ยังมีสาวงามแบบนี้อีกหรือ?
ทุกคนรู้สึกว่า หัวใจของตัวเองแทบจะกระเด็นออกมาจากอกแล้วลอยไปหาแม่เทพธิดาสาวคนนั้น หากชีวิตนี้ได้เคียงคู่อยู่กับนาง ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่ต้องเสียดายอีกแล้ว
ชายหนุ่มทุกคนราวกับได้สูญเสียความนึกคิดไป เหมือนกับถูกควบคุมจิติญญาไว้ก็ไม่ปาน ดวงตาหวานเยิ้มเขาค่อยๆ ก้าวไปด้านหน้าทีละก้าวอย่างเผลอไผล จนทำให้สหายที่อยู่ข้างๆ สะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบคว้าตัวเอาไว้พลางพูดเสียงดังว่า “เดวิด เ้าบ้าไปแล้วหรือ อยากตายหรือไง?”
“ข้า...ข้าแค่อยากไปคุยกับนางเท่านั้นเอง!” ชายหนุ่มพลันแย้งออกมา
“อยากคุยด้วย? หนุ่มน้อย เ้ารู้ไหมว่านางเป็ใคร? นางเป็คู่หมั้นของาาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดเชียวนะ แถมยังเป็บุตรีแสนรักของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาเบสท์อีกด้วย เป็สตรีหมายเลขหนึ่งของเมืองแซมบอร์ดในอนาคต แม้แต่เหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์และอสุรกายทั้งสองคนนั้นพอเห็นนางก็ทำตัวเหมือนแมวเชื่องๆ เลย...อีกอย่าง เ้าเห็นสุนัขั์สีดำข้างๆ นางไหม แม้แต่นักรบระดับสองดาวยังถูกขย้ำขาดเป็ชิ้นๆ เลยนะ ว่ากันว่ามันเป็สุนัขของพระเ้าที่มีหน้าที่เฝ้านรก แต่ก็ถูกกำราบโดยาาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ด...” สหายกระซิบบอก “ยังมีอีกนะ เ้าเห็นเหล่าเฟลมมิ่ง บีตส์ สัตว์อสูรระดับสี่นั่นไหม แต่ละตัวดุร้ายมาก มีข่าวลือมาว่าใน่ครึ่งเดือนที่ผ่านมามีพวกหื่นกามถูกพวกมันเหยียบตายมาแล้วสิบกว่าคน...ที่น่าแปลกใจก็คือ เหล่าเฟลมมิ่ง บีตส์ขี้หงุดหงิดพวกนี้ทำตัวเหมือนเป็ข้ารับใช้ของคู่หมั้นาาเมืองแซมบอร์ด”
คนอื่นที่อยู่รอบๆ ก็พากันใ
ที่แท้เื้ัของเทพธิดาคนนี้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง ดูเหมือนว่าความสามารถของนางจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว สามารถสั่งการได้แม้กระทั่งพวกอสุรกาย นับว่ามีพร์ล้นเหลือ
“น่าเสียดายจริงๆ สาวงามที่โดดเด่นขนาดนี้กลับเป็คู่หมั้นของาาปัญญาอ่อนไปซะได้!” สหายที่ชื่อเดวิดพลันบ่นออกมาอย่างหงุดหงิด
“าาเมืองแซมบอร์ดตอนนี้เป็คนปัญญาอ่อนที่ไหน กันเ้าเห็นรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ทั้งสิบสองนั่น...”
ขณะที่สหายอีกคนกำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดนั้นก็...
แกร๊งๆๆๆ!!!
ระฆังเหล็กขนาดใหญ่ที่เงียบเป็เวลานานพลันส่งเสียงดังขึ้นมา
เสียงระฆังดังขึ้นมา ทำลายความเงียบสงบจนหมดสิ้น มันดังกึกก้องไปทั่งเมือง เสียงนกร้องอย่างใเพราะเสียงระฆังแล้วพากันกระพือปีกบินหนีไป บรรยากาศตื่นเต้นก็พลันแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองแซมบอร์ด
บนเนินเขากลางทุ่งหญ้าสีทอง เ้าสุนัขั์สีดำพลันลุกขึ้นมา สาวงามที่เงียบสงบมาตลอดหนึ่งเดือน ดวงตาของนางเผยความยินดีออกมาทันที ร่างบางรีบขึ้นไปบนหลังสุนัขั์สีดำ เหล่าเฟลมมิ่ง บีตส์ทั้งหกสิบตัวพากันส่งเสียงร้องออกมา ก่อนจะวิ่งตามหลังสุนัขั์สีดำไปติดๆ พื้นดินสั่นะเืประหนึ่งน้ำป่ากำลังไหลหลากมาที่เมืองแซมบอร์ด
“หรือว่า...ในที่สุดาาอเล็กซานเดอร์ที่เก็บตัวฝึกพลังจะออกมาแล้ว?”
เหล่าผู้ที่มาจากด้านนอกต่างพากันมองฉากด้านหน้าอย่างตื่นตะลึง ในขณะเดียวกันก็เผยท่าทีตื่นตระหนก ก่อนจะเบนสายตาหันไปมองทางพระราชวังเมืองแซมบอร์ด
------------------------------------------
