หานอวิ๋นซีไม่เคยคาดคิดว่าปัญหาของนางคือไท่จื่อหลงเทียนโม่
โรคเก่าของหลงเทียนโม่กำเริบขึ้น!
เวลากลางดึก นางนอนหลับสนิท ก็ใกับข่าวจนเกือบร่วงลงพื้น
หลังจากสงบสติอารมณ์ นางถามคำถามมากมาย และลั่วกงกงที่มาเชิญนางก็ไม่พูดอะไร พูดเพียงประโยคเดียวว่าโรคเก่าของไท่จื่อกำเริบ ฮ่องเต้โกรธเกรี้ยวอย่างมากและสั่งให้นางรีบเข้าวัง
หานอวิ๋นซีได้กลิ่นการสมรู้ร่วมคิดทันที โรคเก่าของหลงเทียนโม่เป็โรคที่แปลกซึ่งแตกต่างจากโรคอื่นๆ หากการผ่าตัดสำเร็จจะไม่กำเริบขึ้นอีก และสารพิษในร่างกายถูกขับออกทั้งหมดแล้ว จะไม่มีผลที่ตามมา
หานอวิ๋นซีรู้ว่าการเข้าวังครั้งนี้ไม่ง่ายขนาดนั้น หากเปลี่ยนเป็คนอื่นที่ถูกวางยาพิษ นางคงปฏิเสธไปแล้ว เนื่องจากนางไม่ได้รับค่าจ้างในโรงหมอหลวง นางไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรักษาใคร อย่างไรก็ตามอาการป่วยของหลงเทียนโม่เป็นางที่เปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยของหานฉงอันด้วยตัวนางเอง ลงมือรักษาด้วยตัวเอง นางจึงต้องเผชิญกับมัน
มันไม่ง่ายเลยที่จะอยู่ได้อย่างสงบสุข อันที่จริง ั้แ่นางอภิเษกกับหลงเฟยเยี่ย นางถูกกำหนดให้ไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขอยู่แล้ว
เอาเถอะ ในเมื่อปัญหามาถึงนางแล้ว นางก็คงต้องไปดู นางเองก็อยากจะดูว่าโรคที่ยังตกค้างแทรกซ้อนอยู่ของหลงเทียนโม่จะเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน!
ในขณะที่กำลังจะออกไป แม่นมจ้าวก็รีบหยุดนางไว้และกระซิบถามว่า “หวังเฟย คืนนี้ท่านอ๋องไม่กลับมา ้าส่งคนไปแจ้งเขาหรือไม่เพคะ?”
หานอวิ๋นซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นปฏิเสธ “ไม่จำเป็”
แม่นมจ้าวยังอยากที่จะเกลี้ยกล่อมนาง ทว่าหานอวิ๋นซีก็ออกไปแล้ว
“ยังไม่สายเกินไป ไปกันเถอะ” หานอวิ๋นซีไม่ปฏิเสธ และขึ้นรถม้าอย่างใจเย็นเพื่อให้ลั่วกงกงออกเดินทาง
เมื่อมาถึงพระราชวังตะวันออก สิ่งแรกที่หานอวิ๋นซีเห็นคือกู้เป่ยเยวี่ยแพทย์ประจำตัวของฮ่องเต้
เมื่อนึกถึงความจริงเกี่ยวกับอาการป่วยของหลงเทียนโม่ในตอนนั้น หานอวิ๋นซีได้ซ่อนมันจากทุกคนในโลกและบอกให้กู้เป่ยเยวี่ยรู้เท่านั้น และในตอนที่นางทำการรักษา ก็เป็กู้เป่ยเยวี่ยที่เป็ลูกมือนาง ดังนั้นกู้เป่ยเยวี่ยก็คงรู้ด้วยว่าจะไม่มี “โรคเก่ากำเริบ” ขึ้นมาอีก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือนางไม่ได้ทิ้งหางเล็กๆ ไว้ให้ฮ่องเต้เทียนฮุยคว้า
อย่างไรก็ตาม สีหน้าของกู้เป่ยเยวี่ยกลับดูไม่ดีอย่างมาก ในขณะที่เขากำลังจะพูด ฮ่องเต้เทียนฮุยก็ออกมาจากห้องด้านใน
รัศมีของฮ่องเต้เทียนฮุยเต็มไปด้วยความเ็าและห่างเหิน ด้วยสายตาที่เฉียบคมเหมือนนกอินทรีคู่หนึ่งจ้องมองไปที่หานอวิ๋นซีราวกับจ้องมองไปที่เหยื่อที่จะต้องถูกฆ่า
สายตาแบบนี้ หานอวิ๋นซีเคยเห็นมันในตอนที่นางข่มขู่เขาเพื่อช่วยหลงเฟยเยี่ยมาก่อน จะบอกว่านางไม่กลัวก็คงโกหก
ครั้งนั้นเกิดโรคระบาดพอดี มันเลยเป็แค่ความโชคดีเท่านั้น หานอวิ๋นซีรู้ตัวเองดี นางไม่มีคุณสมบัติพอที่จะข่มขู่ฮ่องเต้เทียนฮุย ต้องรู้ว่าแม้แต่หลงเฟยเยี่ยเองก็ยังต้องรับมือกับมันทุกย่างก้าว
แน่นอน การกลัวไม่ได้หมายความว่านางจะยอมจำนน
นางโน้มตัวลงทำความเคารพอย่างสุภาพ “ถวายบังคมเพคะฮ่องเต้”
ฮ่องเต้เทียนฮุยมองไปที่หานอวิ๋นซีอย่างเ็าและไม่ได้สั่งให้นางเงยหน้าขึ้นแต่อย่างใด ในตอนแรกเขาคิดว่าเขาแค่้าใช้สตรีผู้นี้เพื่อทำให้หลงเฟยเยี่ยอับอาย แต่ใครจะรู้ว่าสตรีผู้นี้กลับทำให้เื่ดีๆ ของเขาล้มเหลว
ฮ่องเต้เทียนฮุยเงียบไปเป็เวลานาน หานอวิ๋นซีที่โน้มตัวไปข้างหน้า ก็ปวดเอวจนอยากร้องขอชีวิต ในขณะที่กำลังจะอ้าปาก กู้เป่ยเยวี่ยที่อยู่ข้างๆ กลับพูดแทรกก่อน เขาพูดเตือนด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ฮ่องเต้ พระอาการประชวรของไท่จื่อต้องรีบรักษาพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เทียนฮุยไว้วางใจกู้เป่ยเยวี่ยเสมอ แต่หลังจากที่กู้เป่ยเยวี่ยไปที่โรงหมอตระกูลหานเพื่อให้การรักษา ทัศนคติของฮ่องเต้เทียนฮุยจึงไม่เหมือนเดิม
เขามองกู้เป่ยเยวี่ยอย่างมีความหมายและพูดอย่างเ็าว่า “หมอหลวงกู้ เ้าจำได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการวินิจฉัยผิดพลาดของหานฉงอัน”
“ฮ่องเต้ หวังเฟยจะวินิจฉัยผิดหรือไม่นั้นยังต้องรอดูต่อไป อาการประชวรของฝ่าา...”
ก่อนที่กู้เป่ยเยวี่ยจะพูดจบ เสียงที่เฉียบคมและเด็ดขาดก็ดังมาจากห้องด้านใน “มันเป็การวินิจฉัยที่ผิดพลาด หมอหลวงกู้เ้าเป็ถึงหัวหน้าโรงหมอหลวง แต่กลับไม่เจอแม้แต่อาการของโรคนี้ ถ้าปู่ของเ้ายังมีชีวิตอยู่ คงอกแตกตายแน่ๆ!”
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้พูดถึงโรคเก่ากำเริบหรือไร ทำไมตอนนี้มันถึงได้กลายเป็การวินิจฉัยที่ผิดพลาดไปได้ล่ะ?
ใครเป็คนสรุปกัน?
หานอวิ๋นซีเดินตามเสียงนั้นไป เห็นชายชราผู้หนึ่งเดินออกมาช้าๆ เขาอายุประมาณเจ็ดสิบปี มีผมขาวและเคราสีขาวยาว เขาเดินมาอย่างสง่าผ่าเผย ดูมีพลังมากกว่าคนหนุ่มสาว
ผู้สูงอายุเหล่านี้ส่วนใหญ่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็ะ แต่ชายชราท่านนี้กลับแสดงท่าทางโอหังอวดดีที่ทำให้คนไม่อาจมองข้ามได้
หากฮ่องเต้เทียนฮุยไม่ได้อยู่ข้างเขาและมีพลังของฮ่องเต้กดทับอยู่ คาดว่ารัศมีของเขาคงจะแข็งแกร่งกว่านี้
คนที่กล้าพูดเสียงดังในที่แห่งนี้ เป็ใครกัน?
“สีหลี่ซื่อ อาการของไท่จื่อยังไม่แน่นอน ท่านพูดเช่นนี้ อาจดูเหมือนสูญเสียความเข้มงวดของการรักษา” น้ำเสียงของกู้เป่ยเยวี่ยราบเรียบ ทว่ากลับมีอำนาจที่ไม่ด้อยกว่าคนอื่น
สีหลี่ซื่อ?
หานอวิ๋นซีใ สีอวี้ป๋อเป็หลี่ซื่อของสำนักแพทย์ในเมืองอี และเป็ผู้อาศัยในซีโจวมาเป็เวลานาน คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็เขา!
ในบรรดาหลี่ซื่อของสำนักแพทย์หลายคน คนสุดท้ายคือหานฉงอันและคนแรกคือสีอวี้ป๋อ การที่หานฉงอันได้เป็หลี่ซื่อของสำนักแพทย์ คงเป็เพราะการช่วยเหลือของฮูหยินเทียนซิน เพราะแค่เพียงวิชาแพทย์ ก็เพียงพอที่จะทำให้สีอวี้ป๋อโดดเด่นในทางนี้
ในฐานะหลี่ซื่อ หานฉงอันเป็หมอเทวดา ในขณะที่สีอวี้ป๋อเป็หมอนิกาย
หลี่ซื่อแท้จริงแล้วไม่ใช่สัญลักษณ์ของทักษะทางการแพทย์แต่เป็สัญลักษณ์ทางสถานะเท่านั้น ตำแหน่งบริหารสี่ระดับ ได้แก่ หลี่ซื่อ[1] จั่งเหล่าฮุ่ย[2] ฟู่ย่วน[3] และย่วนจั่ง[4] ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจของสำนักแพทย์และอยู่ในระดับบริหาร
และสิ่งที่เป็สัญลักษณ์ของทักษะทางการแพทย์จริงๆ ก็คือลำดับทางการแพทย์ ซึ่งมีทั้งหมดเก้าลำดับ ได้แก่ หมอฝึกหัด หมอภาคพื้น อาจารย์หมอ หมอาุโ หมอเทวดา หมอนิกาย หมอขั้นเทพ เซียนหมอ และปรมาจารย์หมอ
ปู่ของกู้เป่ยเยวี่ยเป็หมอนิกายท่านหนึ่ง และในบรรดาหลี่ซื่อสิบคนของสำนักแพทย์ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับของหมอเทวดา มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เป็หมอนิกาย พวกเขาได้สร้างสำนักทักษะทางการแพทย์ของตนเองและรับสมัครลูกศิษย์ได้อย่างอิสระ สีอวี้ป๋อเองก็เป็หนึ่งในนั้น
แม้ว่าเขาจะเป็เพียงหลี่ซื่อ แต่ยาระดับหกของคนผู้นี้นั้นก็มีตำแหน่งสำคัญในด้านการแพทย์ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะพูดอย่างมั่นใจขนาดนี้ และไม่น่าแปลกใจที่ใบหน้าของกู้เป่ยเยวี่ยจะดูไม่ดีมากๆ ในตอนนี้เช่นกัน
พระเ้ารู้ดีว่าฮ่องเต้เทียนฮุยไปเชิญผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้มาได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม หานอวิ๋นซีไม่ได้สนใจมากนัก ตอนนี้นางแค่อยากรู้ว่าทำไมสีหลี่ซื่อถึงบอกว่านางวินิจฉัยผิด!
แม้ว่าหานอวิ๋นซีจะโค้งตัวอยู่ แต่รัศมีของนางก็ไม่ได้อ่อนแอเลย นางมองตรงไปที่สีหลี่ซื่ออย่างไม่เกรงใจและเตือนโดยตรงว่า “สีหลี่ซื่อ ท่านควรจะคิดให้ดี ความผิดของการใส่ร้ายข้านั้นร้ายแรงอย่างมาก!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา สีหลี่ซื่อผู้ซึ่งคิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่นมาโดยตลอดก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ช่างเป็สตรีที่ก้าวร้าวยิ่งนัก เ้าตามข้ามา ข้าจะทำให้เ้ามั่นใจเอง!”
หานอวิ๋นซีไม่ขยับ นางมองไปที่ฮ่องเต้เทียนฮุย
“เงยหน้าขึ้นมา!” ฮ่องเต้เทียนฮุยสั่งให้นางยืนตัวตรงด้วยความหงุดหงิด
“ขอบพระทัยฮ่องเต้เพคะ!”
หานอวิ๋นซียกตัวขึ้นมาอย่างสง่างาม จากนั้นก็ตามสีหลี่ซื่อไปที่ห้องด้านใน ตามด้วยฮ่องเต้เทียนฮุยและกู้เป่ยเยวี่ย
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาเข้าไปในห้อง หานอวิ๋นซีก็เห็นว่าหลงเทียนโม่นอนหมดสติอยู่บนเตียง โดยสวมเพียงผ้านุ่งและเสื้อชั้นในสีขาว ท้องของเขาบวมอย่างเห็นได้ชัด
นี่เป็การกำเริบของโรคเก่าอย่างนั้นหรือ?
เป็ไปไม่ได้!
แม้ว่าจะไม่มีเทคโนโลยีการอัลตราซาวน์ที่ทันสมัยแต่ในตอนนั้นเท่าที่วิเคราะห์จากผลของการใช้ยาแก้พิษแฝดปรสิตในท้อง ทั้งยังมีการวิเคราะห์น้ำพิษในเืที่ถูกกำจัดออกมา หานอวิ๋นซีกล้าที่จะรับประกันด้วยชีวิตของตัวเองเลยว่าโรคของหลงเทียนโม่คือแฝดปรสิต และเป็ไปไม่ได้เลยที่จะกลับเป็ซ้ำ
แม้ว่าในร่างกายของเขาจะยังมีแฝดปรสิตในท้องที่ยังไม่ถูกค้นพบก็ตาม แต่มันเป็ไปไม่ได้เลยที่จะเติบโตขึ้นอย่างกะทันหันใน่เวลาสั้นๆ เช่นนี้!
ท้องนี้ต้องมีคนมาทำอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน!
“หานอวิ๋นซี เมื่อก่อนเ้าเอาแต่พูดว่ามันเป็มะเร็ง หากมะเร็งถูกกำจัดออกไป สารพิษก็จะถูกกำจัดออกไปเช่นกัน ตอนนี้ เ้าจะอธิบายได้อย่างไร?” ฮ่องเต้เทียนฮุยถามอย่างเ็า
หานอวิ๋นซีไม่ตอบ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อจับชีพจรและเปิดใช้งานระบบล้างพิษในเวลาเดียวกัน ระบบล้างพิษไม่ได้ให้การแจ้งเตือนใดๆ แต่ชีพจร...มันเหมือนกับชีพจรก่อนหน้านี้ไม่มีผิด คือชีพจรลื่น[5]!
การตั้งครรภ์เองก็เป็ชีพจรลื่นประเภทหนึ่ง ดังนั้นหานฉงอันจึงวินิจฉัยว่าเป็การตั้งครรภ์ แต่หานอวิ๋นซีปกปิดความจริงและบอกว่าเป็การโดนวางพิษ
เช่นนั้น ตอนนี้ล่ะ? สีหลี่ซื่อพูดว่าอย่างไรกัน?
หานอวิ๋นซีไม่รีบร้อนที่จะถามคำถามนี้ แต่กดและตรวจสอบท้องของหลงเทียนโม่ การกดนี้ทำให้นางเกือบจะดึงมือกลับมาด้วยความใ!
พระเ้า อาการท้องเหมือนเดิมเป๊ะๆ เหมือนคนตั้งครรภ์ไม่มีผิด!
หลังจากการตรวจสอบ หานอวิ๋นซีมองไปที่กู้เป่ยเยวี่ยอย่างสงสัย กู้เป่ยเยวี่ยขมวดคิ้วและเตือนนางว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะจัดการ
เห็นได้ชัดว่ามีคนเข้ามาแทรกแซง แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกไม่สามารถตรวจสอบออกมาได้
“สีหลี่ซื่อ การวินิจฉัยของท่านคืออะไร?” สุดท้ายหานอวิ๋นซีก็พูดออกมา
“ทำไมล่ะ ยอมรับแล้วหรือว่าตัวเองวินิจฉัยผิด?” สีหลี่ซื่อถามอย่างดูถูกเหยียดหยาม
“แม้ว่าไท่จื่อจะทรงพระประชวรด้วยอาการเช่นเดิม แต่ก็ไม่สามารถอธิบายอย่างชัดเจนได้ มีโรคหลายอย่างที่มีอาการคล้ายกัน ข้าคิดว่าสีหลี่ซื่อคงรู้ดีกว่าข้าว่าไท่จื่อมีโอกาสที่จะเป็โรคอื่นได้” หานอวิ๋นซีไม่ยอมแพ้
“ฮ่าฮ่า โรคอื่น เช่นนั้นก็บอกข้ามาสิว่าคราวนี้เป็โรคอะไร?” สีหลี่ซื่อยังคงยืนกราน
“มันยังไม่ชัดเจน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่โรคก่อนหน้านี้” หานอวิ๋นซีกล่าวอย่างหนักแน่น
“แน่นอนว่าไม่ใช่โรคก่อนหน้านี้ เพราะการวินิจฉัยก่อนหน้านี้ของเ้าผิดพลาดอย่างไรล่ะ!”
สีหลี่ซื่อปฏิเสธโดยตรงและพูดออกมาว่า “ฉินหวังเฟย ฟังให้ดี โรคของไท่จื่อเรียกว่าท้องมาน”
ท้องมาน?
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาหานอวิ๋นซีก็แทบจะหลุดขำ
ความจริงแล้ว ตอนที่นางได้ยินครั้งแรกว่าไท่จื่อมีท้องโต ความคิดแรกของนางก็คือโรคนี้เช่นกัน ทว่าในตอนนั้นที่นางััชีพจรก็ถูกนางปัดตกไป
นี่เป็การพูดแบบมืออาชีพ หากพูดให้ง่ายๆ มันคือการสะสมของของเหลวในร่างกายทางพยาธิวิทยาและปริมาณของของเหลวในช่องท้องที่มากกว่าปกติ
ในช่องท้องของร่างกายมนุษย์จะมีของเหลวจำนวนเล็กน้อยที่มาหล่อลื่นการบีบตัวของลำไส้ ภายใต้เงื่อนไขทางพยาธิวิทยา ปริมาณของของเหลวในช่องท้องจะเพิ่มขึ้นเกินสองร้อยมิลลิลิตร ซึ่งเรียกว่าท้องมาน
ท้องมานไม่ใช่โรคหลัก แต่เกิดจากโรคอื่นๆ ในร่างกาย
แม้ว่าหานอวิ๋นซีจะเป็หมอพิษ แต่นางก็ทำงานในโรงพยาบาลมานาน เคยเจอกับโรคต่างๆ มากมาย นางเคยเห็นเด็กที่อายุเพียงไม่กี่ขวบ ร่างกายผอมบาง ทว่ากลับมีหน้าท้องใหญ่กว่าของหญิงมีครรภ์
โรคนี้ นางเข้าใจเป็อย่างดีและเชื่อว่ากู้เป่ยเยวี่ยเองจะเข้าใจยิ่งกว่า
ไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาไม่สามารถวินิจฉัยได้ หากตัดสินจากสภาพชีพจรของหลงเทียนโม่แล้ว มันไม่ได้ใกล้เคียงกับท้องมานเลย อีกอย่าง นอกเหนือจากสภาพของชีพจรแล้ว หากมีอาการท้องมานละก็ เป็ไปไม่ได้ที่เขาจะมีท้องโตใน่เวลาสั้นๆ แบบนี้!
หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น หลงเทียนโม่ยังเป็เ้าภาพในการล่าฤดูใบไม้ผลิอยู่เลยไม่ใช่หรือ?
“เมื่อพิจารณาจากสภาพชีพจรและเวลาที่เริ่มมีอาการแล้ว มันไม่ใช่ท้องมาน!” หานอวิ๋นซีโต้กลับไปทันที
ในเวลานี้ กู้เป่ยเยวี่ยเองก็เอ่ยปากพูดเช่นกัน “สีหลี่ซื่อ ไม่ว่าปัจจุบันจะเป็อย่างไร เมื่อพูดถึงก่อนหน้านี้ ไท่จื่อทรงประชวรมานานเจ็ดปี ถ้าเป็โรคท้องมานจริงๆ ทำไมถึงน้ำหนักถึงไม่ลดเลยล่ะ? แล้วทำไมถึงทนมาได้นานถึงเจ็ดปี?”
-------------------------------------
[1] หลี่ซื่อ คือ ผู้อำนวยการ
[2] จั่งเหล่าฮุ่ย คือ ผู้ปกครอง
[3] ฟู่ย่วน คือ รองอธิการบดี
[4] ย่วนจั่ง คือ คณบดี
[5] ชีพจรลื่น คือ การเต้นของชีพจรจะมีลักษณะเร็วและลื่น
