อากาศข้างนอกค่อนข้างหนาว เฉินเกอหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่ง แล้วเขวี้ยงลงไปในน้ำจนเกิดเป็เสียงหนักทุ้มดัง “ต๋อม”
เขายกยิ้มมุมปาก เสียงก้อนหินกระทบกับน้ำเดิมทีต้องใสกังวานกว่านี้ ทว่าน้ำกลายเป็น้ำแข็งบางๆ โยนก้อนหินลงไปเสียงจึงหนักทุ้ม แต่อีกไม่กี่วันน้ำแข็งเหล่านี้ก็จะละลาย เสียงก็จะกลับมาใสกังวานดังเดิม อีกไม่กี่วันก็จะหมดฤดูหนาวแล้ว กำลังจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอีกไม่ช้า
หนิงมู่ฉือรับรู้ได้ถึงความในใจของเฉินเกอ หากยังคงซบหน้าอยู่กับไหล่ของเฉินเกอเช่นนั้น ไม่ยอมเงยหน้าขึ้น
ทว่าต่อมานางเหมือนจะคิดบางเื่ขึ้นมาได้ จึงเงยหน้าขึ้นมามองเฉินเกออย่างซาบซึ้ง แต่เมื่อคิดได้ว่าเมื่อครู่ตัวเองเสียกิริยา พลันยืนตัวตรง น้ำตาไหลร้องไห้ระบายเอาทุกสิ่งทุกอย่างออกมา ขณะที่ภายในใจรู้สึกหนักหน่วงเหลือคณา แต่นางก็ต้องยอมรับความจริง นางเดินไปที่ห้องของตัวเองอย่างเงียบๆ
เฉินเกอที่กลัวว่าหนิงมู่ฉือจะทำเื่โง่ๆ จึงเดินตามไป
ครั้นหนิงมู่ฉือเข้ามาในห้อง เห็นพ่อบ้านและหลิงชีกำลังเขี่ยถ่านในเตา ฝืนยิ้มให้ทั้งสองคนด้วยดวงตาแดงก่ำประหนึ่งกระต่าย “หลายปีมานี้ลำบากพ่อบ้านแล้ว ดูแลท่านตาไม่ใช่เื่ง่ายเลย”
ซั่งกวนหลี่จูงมือพาหนิงมู่ฉือไปนั่ง ตบไหล่อย่างปลอบใจ ใช้มือช่วยเช็ดน้ำตาให้ ก่อนจะเอ่ยอย่างปวดใจว่า “คุณหนูไม่ต้องร้อง ถ้าร้องใจข้าน้อยก็จะเ็ปตามไปด้วย ข้าน้อยดีใจแทนนายท่าน หลายปีมานี้การที่นายท่านต้องรออยู่ที่นี่ไม่ใช่เื่ง่ายเลย ในที่สุดคุณหนูก็กลับมา”
“ในเมื่อรออยู่ที่นี่ แล้วเหตุใดถึงต้องลงกลอนจวนข้างๆ แล้วมาอาศัยอยู่ในจวนหลังเล็กนี่ด้วย” หนิงมู่ฉือคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ในเมื่ออาศัยอยู่ที่นี่ เหตุใดถึงเลือกที่จะอยู่ในจวนหลังเล็กนี้
หนิงมู่ฉือมองจวนหลังนั้นอย่างมีความหวัง พลางนึกถึงสิ่งที่มารดาบอกในจดหมาย นางอยากเข้าไปดูในจวนหลังนั้น นางกัดริมฝีปากพร้อมกับขบคิดอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยปากว่า “พ่อบ้าน ข้าอยากเข้าไปดูในจวนหลังนั้น เพราะว่าท่านแม่…”
น้ำเสียงแหบแห้งของท่านตาดังมาจากในห้อง ที่แท้ท่านตาตื่นแล้ว และได้ยินสิ่งที่นางพูดหมด จึงเรียกนางให้เข้าไปหา ก่อนจะวางกุญแจเก่าๆ ไว้บนมือนาง เอ่ยด้วยสติที่ไม่ค่อยจะสมประกอบนัก “นางหนู ก่อนหน้านี้ตาได้อ่านจดหมายของแม่เ้า ตาไม่มีของใดจะให้เ้า มีแต่กุญแจดอกนี้ อยากรู้เื่ใดก็เข้าไปตามหาเองเถิด”
นางมองท่านตาอย่างซาบซึ้ง ขณะกำลังจะเอ่ยขอบคุณ คาดไม่ถึงว่าท่านตาจะหลับไปอีกครา
พ่อบ้านที่ตามเข้ามาในห้องด้วย เห็นหนิงมู่ฉือชูกุญแจอวดก็ยิ้มออกมาจนเห็นรอยย่นตรงหางตาได้อย่างชัดเจน “ไปดูสิขอรับ”
พ่อบ้านเดินไปนั่งข้างเตียงท่านตา จัดผ้าห่ม ฟังเสียงลมหายใจอย่างสม่ำเสมอของท่านตา หนิงมู่ฉือมองภาพตรงหน้าอย่างอ่อนใจ เดินถือกุญแจด้วยใจเต้นแรงไปที่จวนหลังนั้น นางเสียบลูกกุญแจเข้าไปในแม่กุญแจ หมุนจนได้ยินเสียงดังกริ๊ก แม่กุญแจถูกปลดออก นางผลักเปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่เข้าสู่สายตาคือ ลานด้านหน้าที่มีหญ้าขึ้นรก ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อเห็นใจนางถึงรู้สึกหนาวเหน็บ
นางเดินผ่านหญ้ารกครึ้มไปยังประตูไม้ ขณะกำลังจะเปิดเข้าไป นางรู้สึกเย็นวาบที่คอ ราวกับมีบางคนเป่าลมใส่คอนาง นางใจนนิ่งงัน พร้อมกับคิดว่า หรือในจวนหลังนี้จะมีสิ่งสกปรกอาศัยอยู่
มือที่ผลักเปิดประตูช้าลงเพราะกลัวิญญาที่อยู่ภายใน นางรวบรวมสมาธิเพื่อฟังเสียงรอบๆ
ทันใดนั้นเองมีมือข้างหนึ่งมาจับไหล่นางเอาไว้ นางหลับตาด้วยความหวาดกลัว จากนั้นน้ำเสียงของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้น “ฉือเอ๋อร์”
นางลืมตา หัวใจเต้นรัวและแรง ก่อนจะพบว่าที่แท้คือเฉินเกอนั่นเองที่มาอยู่ด้านหลังนาง นางถอนหายใจอย่างโล่งใจ แต่พอคิดได้ว่าอีกฝ่ายมีเื่ปิดบังนางไม่น้อย จึงเกิดความรู้สึกระแวงเขาขึ้นมาทันที
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านตามข้ามาด้วยเหตุใด!” นางเอ่ยขณะใช้มือลูบอกปลอบโยนตัวเอง พลางมองเขาอย่างหวาดระแวด
ั้แ่เกิดเื่ที่โรงเตี๊ยม นางมีความรู้สึกว่า อีกฝ่ายไม่น่าใช่คนธรรมดา นางมีความรู้สึกว่า อีกฝ่ายจงใจเข้ามาใกล้ชิดนางเพราะจุดประสงค์บางอย่าง
อีกฝ่ายตั้งใจช่วยชีวิตนาง แอบตามนางั้แ่ที่จวนนายอำเภอ เื่นี้ต้องมีลับลมคมในแน่ อีกทั้งตอนอยู่ที่โรงเตี๊ยม ยังเกิดเื่ที่ไม่คาดฝันขึ้นอีก
คิดได้เช่นนั้นสีหน้านางเปลี่ยนเป็เ็า แม้แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ดูแข็งๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยความสงสัย “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านไม่คิดจะอธิบายเื่ที่เกิดขึ้นในโรงเตี๊ยมคืนนั้นให้ข้าฟังหน่อยหรือ”
หนิงมู่ฉือเดาไม่ผิด เฉินเกอไม่ใช่คนธรรมดา และมีเื่ปิดบังหลายเื่ ไม่แปลกที่หนิงมู่ฉือจะรู้สึกระแวง นางพาเฉินเกอเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง พาไปนั่งบนเก้าอี้ซึ่งมีฝุ่นเขรอะ
เฉินเกอยิ้มบางๆ ท่าทีดูไม่เป็ธรรมชาติ ใช้มือปัดฝุ่นที่อยู่ตามเสื้อผ้า ก้มหน้าไม่สบตาขณะเอ่ย “หากข้าบอกว่า ทั้งหมดคือเื่บังเอิญ เ้าจะเชื่อหรือไม่”
“เฉินเกอ ท่านห้ามปิดบังข้า ั้แ่ที่ท่านเอาตัวเข้ามาใกล้ชิดข้า ข้าก็รู้สึกว่ามันแปลก ท่านไม่คิดจะอธิบายให้ข้าฟังหน่อยหรือ” นางยังคงถามคำถามเดิมขณะส่ายหน้า เป็การบอกว่าไม่เชื่อในสิ่งอีกฝ่ายที่พูดมา
เฉินเกอถอนหายใจออกมา หลับตาครู่หนึ่ง ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความแค้น “หากเ้าอยากรู้เื่ของข้า ข้าบอกเ้าก็ได้”
นางพยักหน้า ในจวนหลังนี้ไม่มีคนอยู่มานานแล้ว อากาศจึงค่อนข้างเย็น นางถูมือไปมาขณะเป่าลมใส่มือ เพื่อให้มืออบอุ่น
“ฉือเอ๋อร์ ที่ข้าไม่บอกเพราะข้าไม่อยากให้เื่ราวของรุ่นบิดามารดาของพวกเรามามีผลกระทบต่อพวกเรา” ตอนที่เอ่ยน้ำเสียงของเฉินเกอเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าก็ดูลำบากใจไม่น้อย
นางจุดเทียนข้างตัว ก่อนจะนั่งลงตามเดิม “ไม่มีทาง จอมยุทธ์น้อยเฉิน เชิญท่านพูดมาเถิด”
