ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของซ่งหลินสร้างความประหลาดใจแก่ไป๋หยุนเฟยจนต้องเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ศิษย์พี่ใหญ่ หรือ... หรือข้ากล่าวอันใดผิดไป?”
“เอ่อ...” เมื่อสำนึกได้ว่าตนเองเสียกิริยาไป ซ่งหลินจึงรีบขออภัย “ขออภัยด้วย ข้าลืมตัวไปชั่วขณะ”
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่จำเป็ต้องขออภัย” ไป๋หยุนเฟยโบกมือคราหนึ่งก่อนจะเรียบเรียงคำพูดใหม่อีกครั้ง “ศิษย์พี่ อาจา... คนผู้นั้น เกิดอะไรขึ้น?”
ซ่งหลินขมวดคิ้วชั่วขณะด้วยความว้าวุ่นใจก่อนจะระบายลมหายใจออก “คนผู้นั้นเป็เื่ต้องห้ามของสำนักช่างประดิษฐ์ เ้าไม่จำเป็ต้องรู้เื่ของมัน แต่หลังจากเ้าเป็ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้วไม่นานก็จะทราบเอง... ศิษย์น้องข้าขอเตือนเ้าไว้ก่อนว่าห้ามเอ่ยถึงคนผู้นี้ออกมา โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าาุโ เข้าใจหรือไม่?”
ด้วยสีหน้าจริงจังและน้ำเสียงเคร่งขรึมของซ่งหลินก็เพียงพอจะทำให้ไป๋หยุนเฟยเข้าใจแล้วว่ามันถามคำถามที่ไม่ควรถามออกไป
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ารับคำ “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ที่ตักเตือน”
เพื่อขับไล่บรรยากาศอันอึดอัดที่เกิดขึ้น ไป๋หยุนเฟยจึงพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ายังมีเื่สงสัยอีก ยามที่สำนักช่างประดิษฐ์เปิดรับศิษย์ในวันนั้น มีเด็กสาวคนหนึ่งอยู่ที่เชิงเขา นาง...”
“ฮ่าฮ่า หรือเ้าหมายถึงศิษย์น้องหญิงคนเล็ก?” ซ่งหลินยิ้มขึ้น “นางมีนามว่าหวงฝู่รุ่ย อายุสิบเจ็ดปีเป็บุตรสาวของผู้าุโที่สองและสาม มีชื่อเล่นว่าต้ายต้ายถือเป็องค์หญิงประจำสำนักช่างประดิษฐ์เรา นางเป็เด็กสาวที่น่ารักมีจิตใจอันบริสุทธิ์...”
“สิบเจ็ดปี? ข้าเข้าใจว่านางอายุไม่ถึงสิบห้าด้วยซ้ำ...” ไป๋หยุนเฟยถามด้วยความตกตะลึง “นางมีพลังฝีมือระดับใด...?”
“วันนั้นเ้าก็น่าจะรับทราบแล้ว ฮ่าฮ่า ศิษย์น้องหญิงคนเล็กบรรลุด่านบรรพิญญาระดับกลางทั้งยังมีพร์แทบจะเทียบเท่ากับผู้าุโที่สี่ แต่เพราะเหตุการณ์บางอย่างจึงทำให้นางบรรลุเพียงด่านบรรพิญญาระดับกลางเท่านั้น เหตุผลเื้ัของเื่นี้ซับซ้อนอยู่บ้าง... แต่อีกไม่นานเ้าก็จะเข้าใจเอง”
ไป๋หยุนเฟยพลันนึกถึงเ้า‘หมูหัน’ตัวนั้นขึ้นมา “เอ่อ แล้วสุกรที่เรียกว่า‘โหรวโหรว’นั้น...”
จู่ๆก็มีมือพุ่งมาตะครุบปากห้ามไม่ให้ไป๋หยุนเฟยกล่าวต่อ “ศิษย์น้อง ขอบอกกับเ้าเอาไว้ อย่าได้เรียกสุกรนั้นด้วยชื่อนี้ต่อหน้ามันเป็อันขาด มีเพียงศิษย์น้องหญิงคนเล็กเท่านั้นที่เรียกเช่นนี้ได้ แม้แต่อาจารย์และผู้าุโทั้งหลายก็ยังไม่กล้าเรียก! อย่าได้เห็นว่ามันเป็สัตว์เลี้ยงของนางเด็ดขาด นั่นเป็อสูริญญาระดับห้าที่หาได้ยาก สุกรคลั่งอสูรชาด! แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่แน่ว่าจะรับมือมันได้!”
“ข้า... ข้าเข้าใจแล้ว...” ข้อมูลที่ได้รับมานี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ไป๋หยุนเฟยยิ่งนัก มันทราบว่า‘เสี่ยวโหรวโหรว’นั้นเป็อสูริญญาระดับห้าที่ร้ายอาจยิ่ง แต่คิดไม่ถึงว่าจะ‘พิเศษ’เช่นนี้ เมื่อเห็นว่าซ่งหลินกล่าวอย่างจริงจังเช่นนี้ไป๋หยุนเฟยก็ทราบแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล้อเล่น “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจะจดจำเอาไว้”
“ดี ถ้าเช่นนั้นก็รีบกลับไปที่ห้องและตั้งใจศึกษาม้วนคัมภีร์ที่อาจารย์มอบให้ หากมีที่ใดติดขัดไม่เข้าใจก็ให้มาถามข้าอย่าได้เกรงใจ หรือจะสอบถามจากศิษย์ในสำนักคนอื่นก็ได้เช่นกัน พวกมันอาจจะฐานะต่ำกว่าเ้า แต่หากเอ่ยถึงวิชาหลอมประดิษฐ์แล้วเ้ายังไม่อาจเทียบพวกมันได้”
“ศิษย์พี่ใหญ่โปรดวางใจ ข้าเข้าใจแล้ว”
……
แล้วทั้งคู่กลับก็กลับสู่ยอดเขาประจิม หลังจากกล่าวลาต่อซ่งหลินอีกหลายคำ ไป๋หยุนเฟยก็กลับไปยังห้องของตน --- เรือนหลังเล็กในเขตที่พักของศิษย์สายใน
เข้าไปในห้องไม่ถึงครึ่งก้าวไป๋หยุนเฟยก็รีบตรวจสอบร่างกายเพื่อดูว่าตนเองยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ ก่อนจะเริ่มประมวลเหตุการณ์ในวันนี้และ‘ผลตอบแทน’ที่ได้รับ
ยามมองดูถุงมือแผดสุริยันบนมือขวา แถบข้อความก็ปรากฏขึ้นในความคิด
“ระดับไอเทม: ของวิเศษระดับต่ำ”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“พลังโจมตี: 2236”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 1060”
“พลังป้องกัน: 2580”
“พลังป้องกันเพิ่มเติม: 1215”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: สามารถเรียกลูกไฟออกมาโจมตีใส่ศัตรูด้วยพลังที่ไม่เกินกว่า 50% จากพลังโจมตีทั้งหมดของอุปกรณ์ชิ้นนี้”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 160 แต้ม”
ขณะครุ่นคิดในใจไป๋หยุนเฟยก็บังเกิดความคิดขึ้น “สามารถยิงลูกไฟออกไปได้... เป็เช่นเดียวกับ‘พลังเรียกใช้’ของปลอกแขนมีดเพลิง อีกทั้ง... ลูกไฟนี้ยังเป็การโจมตีระยะไกล”
มีดปีกเพลิงถูกจำกัดให้อยู่บนแขนขวาเท่านั้น แต่ลูกไฟจากถุงมือแผดสุริยันกลับสามารถ‘ยิง’ออกไปได้ ก็หมายความว่านี่เป็การโจมตีระยะไกล เมื่อใคร่ครวญดูก็รู้สึกว่าน่าจะคล้ายกับที่ลูกไฟและศรเพลิงโจมตีในในถ้ำนั่นเอง
หรือจะกล่าวอีกอย่างก็คือ ไป๋หยุนเฟยสามารถจู่โจมออกเช่นนั้นได้แล้ว?
พื้นฐานของการสร้างลูกไฟเพื่อซัดออกไปนั้นไม่ยากเย็น แม้แต่ไป๋หยุนเฟยเองหากคิดจะทำก็ทำได้ เพียงแต่ผลที่ได้กลับแ่เบากว่าที่คิดมากนัก หากคิดจะสร้างลูกไฟที่สามารถโจมตีได้รุนแรงขึ้นก็หมายถึงต้องใช้พลังิญญาให้มากขึ้น แต่ผลกระทบเพิ่มเติมของถุงมือแผดสุริยันนี้เพียงต้องถ่ายทอดพลังิญญาลงไปพร้อมกับใช้ความคิดเรียกลูกไฟออกมาโจมตีด้วย... พลังโจมตีห้าส่วนของถุงมือ?
นั่นก็เท่ากับพลังโจมตีหนึ่งพันห้าร้อยหน่วย!
“ไม่ทราบว่าต้องใช้พลังิญญาในการเรียกใช้เท่าใด? น่าเสียดายนักที่ไม่สามารถทดสอบได้ในยามนี้...”
“ช่างเถอะ ค่อยหาเวลาทดสอบในภายหลัง จากนี้ไปยังมีเวลาอีกมาก เื่สำคัญที่สุดที่ต้องกังวลในยามนี้ก็คือ...”
จากที่ไป๋หยุนเฟยทำความเข้าใจต่อถุงมือแผดสุริยันเมื่อครู่ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทราบคือต้องใช้พลังิญญามากมายในการเรียกลูกไฟออกมาหรือไม่ นั่นอาจหมายถึงการสิ้นเปลืองพลังิญญาอันมหาศาล แต่เป็ที่แน่นอนว่าต้องไม่น้อยไปกว่าปริมาณสูงสุดที่ใช้ในการเรียกมีดปีกเพลิงออกมา พลังิญญาที่ต้องใช้ในการเรียกลูกไฟออกมา เป็สิ่งที่ยามนี้มันปรารถนาจะทราบเป็อย่างแรก
ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาจะนำทวนเปลวอัคคีออกมาศึกษา ไป๋หยุนเฟยจึงตัดสินใจโยนความคิดเื่วัตถุิญญาทิ้งไปเพื่อมุ่งความสนใจต่อม้วนคัมภีร์สีแดงที่โค่วฉางคงมอบให้
ไป๋หยุนเฟยเพ่งสมาธิส่งพลังิญญาเข้าสู่ม้วนคัมภีร์ ครู่ต่อมาข้อมูลอันมากมายก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิด
ผ่านไปครู่ใหญ่...
ไป๋หยุนเฟยลืมตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเผยแววตาตื่นเต้นออกมา เป็แววตาที่ทอประกายพิสดารอยู่บนใบหน้า
“เคล็ดควบคุมไฟ... นี่เป็เคล็ดฝึกฝนที่ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์เรียนรู้เพื่อใช้ควบคุมไฟ... ช่างลี้ลับพิสดารนัก ไม่คิดเลยว่าจะมีวิธีการอันซับซ้อนในการควบคุมชักนำพลังธาตุไฟเช่นนี้ เมื่อย้อนนึกถึงวิธีการก่อนหน้านี้ที่ข้าใช้‘ควบคุม’พลังธาตุไฟโดยการรวบรวมและบีบอัดกลับคล้ายทารกเล่นดินโคลน...” ไป๋หยุนเฟยเอ่ยกับตนเองยามมองดูม้วนคัมภีร์ในมือ
“ยังมีจุดชีพจรอีกหลายสิบจุดที่จำต้องฝึกฝนเพื่อที่จะใช้ออกด้วยเคล็ดการควบคุมไฟ ทั้งยังมีหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการแปรเปลี่ยนและโคจรพลังวิญาณอันซับซ้อนยากจะทำความเข้าใจอีกด้วย...”
“และข้าก็มีเวลาที่จะเรียนรู้เพียงแค่เดือนเดียว เวลาช่างกระชั้นนัก!” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจ
“หากข้าบรรลุถึงด่านบรรพิญญาได้ ความเข้าใจต่อพลังธาตุไฟย่อมต้องยกระดับขึ้นยิ่งกว่านี้ การฝึกปรือครั้งนี้คงจะง่ายดายขึ้นอีกไม่น้อย น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจบรรลุได้ตามที่หวัง...”
จากที่ไป๋หยุนเฟยบรรลุด่านภูติญญาระดับสุดปลาย ตามที่เคยปฏิบัติมาเมื่อครั้งอดีต ขอเพียงไป๋หยุนเฟยใช้กระบวนการอัพเกรดจนพลังิญญาหมดสิ้นย่อมสามารถเพิ่มพูนพลังิญญาขึ้นได้ และย่อมหมายถึงมันจะสามารถทะลวงผ่านก้าวเข้าสู่ด่านบรรพิญญาได้อย่างง่ายดายเมื่อแต้มิญญาเพิ่มขึ้นจนถึงขอบเขตที่บรรพิญญาพึงมี
นี่คือสิ่งที่ไป๋หยุนเฟยคาดการณ์ไว้ในคราแรก แต่สุดท้ายแล้วความเป็จริงก็คือ... ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็ดังที่คิดไว้แต่แรก!
ยามที่ไป๋หยุนเฟยััได้ว่าเริ่ม‘เหยียบย่าง’เข้าสู่การทะลวงผ่านด่าน พลังิญญาในร่างก็เพิ่มพูนขึ้นจนใกล้แตะหกพันหน่วย นี่ก็หมายความว่าขอบเขตบรรพิญญาสมควรต้องมีพลังิญญาหกพันหน่วยเป็อย่างน้อย แต่ทว่า! แม้พลังิญญาไป๋หยุนเฟยจะเลยผ่านหกพันหน่วยไปแล้ว(โดยไม่รวมกับพลังิญญาที่ได้จากเครื่องประดับ) มันกลับยังคงเป็ภูติญญาระดับปลายอยู่เช่นเดิม!
ที่แท้ก็ยังมีกำแพงที่ไป๋หยุนเฟยยังข้ามไม่พ้นขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าอีก ไม่ว่าจะเพิ่มพลังิญญาให้‘มาก’ขึ้นเพียงใด ก็ยังคงไม่อาจข้ามกำแพงนี้ไปได้ --- ไป๋หยุนเฟยทราบดีว่าเป็เื่ของ‘คุณภาพ’ไม่ใช่ปริมาณ
แต่ละด่านของผู้ฝึกปรือิญญาไม่เพียงแต่จะเกี่ยวข้องกับปริมาณพลังิญญาเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับสำนึกความเข้าใจอีกด้วย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไป๋หยุนเฟยมีความเข้าใจต่อพลังธาตุไฟลึกล้ำเพียงใดนั่นเอง
“เคล็ดควบคุมไฟกล่าวถึงหลักการที่จะควบคุมพลังธาตุไฟหลากหลายรูปแบบ เมื่อใดที่ข้าได้เรียนรู้จนปรุโปร่งก็จะสามารถยกระดับความเข้าใจต่อพลังธาตุไฟได้! อีกทั้งเนื้อหายังเกริ่นถึงวิชาการหลอมประดิษฐ์อีกด้วย ดังนั้นหากว่าเข้าใจถึงพื้นฐานได้แล้ว ข้าก็สมควรจะสามารถเรียนรู้วิชาที่เหลือได้โดยง่าย ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มเลยเถอะ...”
“ยามนี้ข้าจะจดจ่อกับการฝึกปรือเท่านั้น! ภายในสำนักช่างประดิษฐ์แห่งนี้เมื่อข้ากลายเป็ศิษย์แล้วสมควรจะไม่มีอันตรายอันใดอีก ข้าสามารถทุ่มเทต่อการฝึกปรือได้แล้ว!”
“เมื่อมีโอกาสแล้วต้องไม่ปล่อยให้หลุดลอยไปโดยง่าย! ในอีกสามเดือนข้างหน้า ข้าจะต้องกลายเป็ศิษย์สายตรงที่แท้จริงให้ได้!!”
