บทที่ 4
ผู้ใช้พลังิญญา
อาจารย์เฉินทอดสายตามองออกไปไกลนอกศาลา ราวกับกำลังมองย้อนกลับไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น
"เสาแห่งิญญา์... หากจะให้พูดตามสิ่งที่ตาเห็น มันคือเสาหินขนาดั์ใหญ่... ใหญ่เกินกว่าที่พวกเ้าจะจินตนาการได้ มันตั้งตระหง่านอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของโลก ที่ซึ่งอาณาจักรทั้งสี่มากัน... สูง... สูงจนยอดของมันหายเข้าไปในหมู่เมฆ ไม่มีใครเคยปีนไปถึงยอด และไม่มีใครรู้ว่ารากของมันหยั่งลึกลงไปในแผ่นดินเพียงใด"
"พื้นผิวของมันทำจากวัสดุที่ไม่เคยมีใครรู้จัก ไม่ใช่หิน ไม่ใช่โลหะ แข็งแกร่งทนทานจนไม่มีอาวุธใดในโลกสามารถสร้างรอยขีดข่วนบนนั้นได้ มันตั้งอยู่ตรงนั้นมานานแสนนาน... นานก่อนที่บรรพบุรุษของเราจะสร้างเมืองแรกขึ้นเสียอีก... มันคือประจักษ์พยานแห่งกาลเวลา"
ท่านอาจารย์หยุดพูดเล็กน้อย ปล่อยให้เด็กๆ ได้จินตนาการถึงความยิ่งใหญ่นั้น มู่หลานนั่งตัวตรงแน่ว ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในหัวของนางกำลังพยายามวาดภาพเสาต้นนั้น... เสาที่ไม่มีวันถูกทำลาย...
"แต่ความสำคัญของมัน... อยู่เหนือกว่าสิ่งที่ตาเห็นไปมากนัก" ท่านอาจารย์เฉินพูดต่อ น้ำเสียงของท่านเริ่มมีความขรึมขลังมากขึ้น "ตำนานกล่าวว่า... ในยุคาอันไกลโพ้น มนุษย์เราไม่ได้แตกต่างจากสัตว์อื่นมากนัก เราเกิดมา... ใช้ชีวิต... แล้วก็ตายไป... เราไม่มีพลังพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง... เสาต้นนั้นได้ 'ตื่นขึ้น'"
"ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่จู่ๆ อักขระโบราณนับล้านตัวที่สลักอยู่ทั่วทั้งเสาก็เริ่มทอแสงสีทองอร่ามออกมา แสงนั้นสว่างไสวไปทั่วทั้งดินแดน และในวันนั้นเอง... มนุษย์คนแรกก็ได้ปลุก 'พลังิญญา' ที่หลับใหลอยู่ในสายเืของตนเองขึ้นมา"
"พลังิญญา... คือพร์ที่เสาแห่งิญญา์มอบให้แก่มวลมนุษย์ มันคือความสามารถในการเชื่อมต่อกับโลกอีกมิติหนึ่ง... โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตอันน่าอัศจรรย์... หรือที่เราเรียกกันว่า 'มิติพิภพสัตว์ิญญา'"
มู่หลานกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เื่ที่ท่านอาจารย์เล่า มันยิ่งใหญ่และน่าตื่นเต้นกว่านิทานเื่ไหนที่ท่านยายเคยเล่าให้นางฟังเสียอีก นี่คือต้นกำเนิดของพลังที่นางเคยได้ยินมาตลอดชีวิต!
"แต่การมีพลังอย่างเดียวมันไร้ความหมาย... หากไม่รู้วิธีที่จะใช้มัน" บัณฑิตเฒ่าชี้ไปยังตำราบนโต๊ะของมู่หลาน "และนั่นคือของขวัญชิ้นที่สองที่เสามอบให้เรา... อักขระที่ส่องแสงอยู่บนนั้น... มันคือตำราเล่มแรกของโลก! คือองค์ความรู้ทั้งหมดที่เหล่าผู้มีพลังิญญาจำเป็ต้องรู้!"
"มันสอนให้เรารู้จักระดับพลังทั้งแปดระดับ... สอนให้เรารู้จักระดับเผ่าพันธุ์ทั้งสี่... สอนวิธีการ 'อัญเชิญ'... สอนวิธีการ 'ผูกิญญา'... สอนกฎเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการเป็ 'นักรบิญญา'... บรรพบุรุษของเราใช้เวลาหลายร้อยปีในการศึกษาและถอดความจากอักขระเ่าั้ จนกลายเป็ทฤษฎีและวิชาความรู้ที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้"
ท่านอาจารย์เฉินเดินกลับไปที่หน้าห้องเรียน ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเด็กๆ อีกครั้ง
"การตื่นขึ้นของเสาแห่งิญญา์... ได้เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปตลอดกาล มันทำให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา... ชนชั้นของผู้ที่สามารถสื่อสารและใช้พลังของสัตว์ิญญาได้ พวกเขากลายเป็ผู้นำ... เป็าา... เป็จอมทัพ... เป็ผู้ปกป้อง... และบางครั้งก็เป็ผู้ทำลาย... ตระกูลใหญ่และสำนักฝึกฝนต่างๆ ที่พวกเ้ารู้จักกันในทุกวันนี้ ล้วนมีรากฐานมาจากการค้นพบอันยิ่งใหญ่นี้ทั้งสิ้น"
"มันคือเหตุผลที่อาณาจักรของเราแข็งแกร่ง... และคือเหตุผลที่เื่ราวของเหล่านักรบิญญาผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็ตำนานที่พวกเราเล่าขานกันไม่รู้จบ"
ท่านอาจารย์เฉินหยุดเล่าเพียงเท่านั้น บรรยากาศในศาลายังคงเงียบสงัด เด็กๆ ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์แห่งเื่เล่าอันน่าทึ่ง บางคนอ้าปากค้าง บางคนมีแววตาตื่นเต้น แต่ไม่มีใครเลยที่จะมีแววตาเป็ประกายเท่ากับเด็กสาวที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด
สำหรับมู่หลานแล้ว... นี่ไม่ใช่แค่ตำนาน... มันคือความจริงที่น่าอัศจรรย์ที่สุดเท่าที่นางเคยได้ยินมา โลกที่นางเคยคิดว่าเรียบง่ายและธรรมดา กลับมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ มันทำให้หัวใจดวงน้อยของนางเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความรู้สึกตื่นเต้น... ความรู้สึกใฝ่ฝัน... ความรู้สึกเล็กๆ ที่อยากจะเป็ส่วนหนึ่งของเื่ราวอันยิ่งใหญ่นั้น... มันได้ถือกำเนิดขึ้นในใจของนางแล้ว
"แล้ว..." มู่หลานเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ ทำลายความเงียบนั้นลง "แล้วตอนนี้... เสาต้นนั้นยังอยู่ที่เดิมหรือไม่เ้าคะ"
ท่านอาจารย์เฉินยิ้มกว้างกว่าเดิม "แน่นอน... มันยังคงตั้งอยู่ที่เดิม... และอักขระบนนั้นก็ยังคงส่องสว่างอยู่เช่นเดิม... รอคอยให้คนรุ่นใหม่เช่นพวกเ้าได้ไปค้นพบความลับที่ยังคงหลงเหลืออยู่... แม้ว่าพวกเราจะเรียนรู้จากมันมานับพันปี แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่าเข้าใจความหมายทั้งหมดของมัน... ต้นกำเนิดที่แท้จริงของมัน... และจุดประสงค์ที่แท้จริงของมัน... ก็ยังคงเป็ปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกใบนี้อยู่ดี"
สิ้นคำตอบนั้น เสียงระฆังจากหอคอยกลางเมืองก็ดังขึ้น... เหมง... เหมง... เหมง... เป็สัญญาณบอกว่า... ถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว...
════════ ⋆★⋆ ════════
เสียงระฆังเลิกเรียนยังคงก้องอยู่ในหูของมู่หลาน ขณะที่นางวิ่งออกมาจากศาลาไม้เก่าๆ เื่ราวของ "เสาแห่งิญญา์" ที่ท่านอาจารย์เฉินเพิ่งเล่าจบไปนั้น ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของนางไม่หยุด มันทำให้โลกที่นางเคยรู้จักดูกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยความลึกลับน่าค้นหาขึ้นมาในทันที จิตใจของเด็กสาวล่องลอยอยู่ในจินตนาการถึงเสาหินสูงเสียดฟ้าและเหล่านักรบิญญาในตำนาน จนแทบไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งรอบตัว
นางวิ่งมาตามเส้นทางที่คุ้นเคย มุ่งหน้าสู่โรงเตี๊ยมจันทราอิ่มเอมเพื่อทำงานใน่บ่ายเหมือนเช่นทุกวัน บรรยากาศของเมืองโจวในยามบ่ายนั้นช่างเงียบสงบและเชื่องช้า ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็ทำมาค้าขายกันอย่างเรียบง่าย ไม่มีเื่ราวใดให้น่าตื่นเต้นนัก
แต่ทว่า... วันนี้กลับไม่เหมือนทุกวัน
เมื่อมู่หลานวิ่งมาถึง่ต้นของตลาด นางก็ต้องชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน บรรยากาศที่เคยคุ้นเคยได้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนไม่ได้กำลังซื้อขายของกันอย่างปกติ แต่กลับยืนจับกลุ่มกันอยู่ริมถนน ส่งเสียงซุบซิบและมองไปยังทิศทางเดียวกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตื่นตะลึง, หวาดหวั่น, และชื่นชมในเวลาเดียวกัน
"เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะลุงไป๋" มู่หลานเอ่ยถามคนขายผลไม้ที่คุ้นเคย ซึ่งกำลังยืนชะเง้อคออยู่หน้าแผงของตนเอง
"ชู่ว์... เงียบๆ สิแม่หนู" ลุงไป๋รีบยกนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปาก "พวกมือปราบจากในเมืองมาน่ะสิ! มากันกลุ่มใหญ่เลย!"
มู่หลานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย 'มือปราบจากในเมืองโจว?' เมืองโจวมีมือปราบท้องถิ่นของตัวเองอยู่แล้ว นานๆ ครั้งถึงจะมีขุนนางจากเมืองใหญ่เดินทางผ่านมาสักที แต่นี่ถึงกับเป็กองกำลังมือปราบเลยเชียวหรือมาทำอะไรในชนบทกันนะ?
นางค่อยๆ แทรกตัวผ่านฝูงชนที่มุงดูอยู่ เพื่อมองให้เห็นชัดๆ... และภาพที่นางเห็นก็ทำให้นางต้องเบิกตากว้างจนสุด
กลุ่มชายฉกรรจ์ราวสิบกว่าคนในชุดเกราะหนังสีดำสนิท กำลังเดินอย่างเป็ระเบียบอยู่กลางถนน แต่ละคนมีดาบยาวพาดอยู่ที่เอว ท่วงท่าการเดินองอาจและน่าเกรงขาม แตกต่างจากทหารยามของชนบทอย่างสิ้นเชิง บนแผ่นอกของพวกเขาประดับตราสัญลักษณ์ดอกบัวทอง... ตราของที่ว่าการเ้าเมืองโจว
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของผู้คนและทำให้ทุกคนตกตะลึง ไม่ใช่กลุ่มมือปราบเ่าั้... หากแต่เป็สิ่งมีชีวิตที่กำลังเดินเคียงข้างหัวหน้าของพวกเขาราวกับเงาตามตัว...
ߐꠢหมาป่าสีดำสนิท"
มันไม่ใช่หมาป่าธรรมดาที่หาได้ตามป่าพงไพรบูรพา แต่มันมีขนาดใหญ่โตกว่าหมาป่าทั่วไปเกือบเท่าตัว ขนของมันดำขลับราวกับรัตติกาล สะท้อนกับแสงแดดยามบ่ายจนเป็ประกายวับวาว กล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างกายของมันเคลื่อนไหวอย่างสง่างามและเต็มไปด้วยพลัง ดวงตาสีอำพันคู่คมกริบของมันกวาดมองไปรอบๆ อย่างเยือกเย็นและเฉียบแหลม ไม่มีแววของสัตว์ป่าดุร้าย แต่กลับเต็มไปด้วยสติปัญญาที่น่าทึ่ง
"นั่น... นั่นมันสัตว์ิญญา!" ใครคนหนึ่งในฝูงชนอุทานออกมาเสียงสั่น
"ข้าเคยได้ยินมา! พวกมือปราบระดับสูงของเมืองจะมีคู่หูิญญาไว้ช่วยในการสืบสวน!" อีกเสียงหนึ่งพูดเสริม
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่พอจะมีความรู้บ้าง เพ่งมองไปยังหมาป่าตัวนั้น ก่อนจะพึมพำกับเพื่อนข้างๆ "ดูจากลักษณะแล้ว น่าจะเป็ สัตว์ิญญาป่า... แต่รัศมีพลังที่แผ่ออกมาจางๆ นั่น... อย่างน้อยๆ ต้องเป็ ระดับพลังที่สอง ขั้นต้น เป็แน่... ไม่น่าเชื่อว่าจะได้มาเห็นของจริงกับตาตัวเอง"
คำพูดเ่าั้ยิ่งทำให้ชาวบ้านแตกตื่นกันไปใหญ่ สำหรับพวกเขาแล้ว เื่ราวของผู้มีพลังิญญาและสัตว์ิญญา เป็เพียงสิ่งที่ได้ยินจากนิทานหรือเื่เล่าในโรงน้ำชาเท่านั้น การได้มาเห็นนักรบิญญาตัวเป็ๆ พร้อมกับคู่หูของเขาในระยะใกล้ขนาดนี้ เป็เื่ที่น่าตื่นเต้นและน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เด็กบางคนร้องไห้จ้าด้วยความกลัวจนพ่อแม่ต้องรีบอุ้มกลับเข้าบ้านไป
ท่ามกลางความรู้สึกอันหลากหลายของผู้คน... มีเพียงมู่หลานเท่านั้นที่แตกต่างออกไป
นางไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย...
ทันทีที่สายตาของนางจับจ้องไปยังหมาป่าสีดำตัวนั้น หัวใจของนางก็พองโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่นางไม่เคยััมาก่อน
ดวงตากลมโตของนางเป็ประกายระยิบระยับยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เื่ราวของท่านอาจารย์เฉินที่เพิ่งเรียนมาเมื่อเช้าซ้อนทับกับภาพที่เห็นตรงหน้า นี่คือ 'สัตว์ิญญา' ของจริง! คือคู่หูของ 'นักรบิญญา' ที่นางเคยได้แต่จินตนาการ!
มันสง่างาม... มันน่าเกรงขาม... และมันดูเท่ที่สุดในโลก!
ความตื่นเต้นแล่นพล่านไปทั่วร่างของนางจนแทบอยากจะะโโลดเต้นอยู่ตรงนั้น นางลืมเื่งานล้างจานไปเสียสนิท ลืมความเหนื่อยล้าจากการวิ่งมา... ในสายตาของนางตอนนี้มีเพียงภาพของหมาป่าสีดำตัวนั้นเท่านั้น
กลุ่มมือปราบไม่ได้สนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง พวกเขาเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยมจันทราอิ่มเอม ก่อนที่หัวหน้ากลุ่มและหมาป่าสีนิลของเขาจะหายลับเข้าไปด้านใน ทิ้งไว้เพียงเหล่าลูกน้องที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านนอก และฝูงชนที่ยังคงไม่หายจากอาการตกตะลึง
แต่มู่หลานยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นางจ้องมองไปยังประตูโรงเตี๊ยมที่เพิ่งปิดลง... ในใจของนางตอนนี้ไม่ได้มีแค่เื่ของเสาแห่งิญญา์อีกต่อไปแล้ว... แต่ยังมีภาพของหมาป่าสีดำสง่างามตัวนั้น... โลกใบเล็กๆ ของนาง... กำลังจะถูกเขย่า... อย่างรุนแรง...
*** โปรดติดตามตอนต่อไป ***
