ภายในูเาไป่หลิงมีการแบ่งแยกเขตแดนอย่างเคร่งครัด
เหล่าเ้าแห่งจิติญญาอันศักดิ์สิทธิ์ ล้วนมีสถานะอันสูงส่งยิ่ง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของูเาไป่หลิง ยกเว้นเพียงเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียว เขาบรรลุเต๋าในพื้นที่ตอนกลางของูเาไป่หลิง และมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับหยวนซิว
ต้นกำเนิดของเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวเติบโตอยู่บนไหล่เขา บริเวณนั้นปกคลุมด้วยป่าไผ่เขียวขจี ทว่าเดิมทีมิได้พิเศษนัก แหล่งพลังใต้พิภพก็มิได้อุดมสมบูรณ์
โดยปกติแล้ว เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวควรเติบโตเป็เพียงิญญาอสูรระดับสี่เท่านั้น ทว่าท้ายที่สุดกลับกลายเป็เ้าแห่งจิติญญา ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าิญญาพฤกษาในูเาได้ไม่น้อยเลย
เหล่าเ้าแห่งิญญาบนูเาไป่หลิงต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวกลับเปี่ยมไปด้วยตำนานมากที่สุด นั่นเพราะเขาก้าวขึ้นสู่ระดับเ้าแห่งจิติญญาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย
ความสำเร็จนี้สร้างความงุนงงให้กับเหล่าิญญาอสูรสายเดียวกัน ทว่าในอีกแง่มุมหนึ่งมันก็ดึงดูดความสนใจจากเหล่าผู้ยอดฝีมือหยวนซิวระดับสูง และนำไปสู่การนองเืที่โหดร้าย
เื่นี้กลายเป็ปริศนาอันยิ่งใหญ่ของูเาไป่หลิง และไร้ผู้ใดสามารถไขข้อข้องใจได้จนถึงปัจจุบัน
เหตุผลที่เยี่ยหลิงหลานจงใจให้หนิงเทียนมาที่นี่ก็เพื่อ้าสืบหาความจริง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวในอดีต
เื่นี้เกี่ยวข้องกับหญิงสาวในชุดขาว เกี่ยวข้องกับดวงจันทร์สีเหลืองบนท้องฟ้า และเกี่ยวข้องกับมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นบนดินแดนหยวนซิง
ภายใต้แสงจันทร์ ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใกล้กองทัพโครงกระดูกเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องอันน่าสยดสยอง เหล่าปรมาจารย์ผู้ทรงพลังปรากฏกายและกำลังจับจ้องไปยังหญิงสาวในชุดขาว
ใบหน้านางไร้ซึ่งอารมณ์ ดวงตาปราศจากความปรานี ราวกับลืมเลือนโลกีย์วิสัย เคียงข้างนางคือเหล่าโครงกระดูกผู้เปี่ยมพลังอำนาจ อดีตปรมาจารย์ผู้เคยสั่นะเืดินแดนหยวนซิง
หนิงเทียนนั่งอยู่บนกิ่งไม้ ต้นไม้นั้นเคลื่อนที่อย่างว่องไวผ่านป่าทึบ โดยไม่ดึงดูดความสนใจจากเหล่าปรมาจารย์หยวนซิวแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงยอดเขาที่เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวอาศัยอยู่ บรรยากาศกลับเงียบสงัด เสียงต่อสู้ เสียงคร่ำครวญจากอีกฟากหนึ่งของูเาหายไปราวกับอยู่คนละโลก
หนิงเทียนพลิกตัวลงจากกิ่งไม้ ก่อนต้นไม้ใหญ่จะรีบหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่กล้าหยุดนิ่งอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้
หลังจากหมุนเวียนทักษะยุทธศาสตร์ครอง์ หมื่นสรรพสิ่งในใจของหนิงเทียนก็รับรู้ถึงกลิ่นอายของเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวได้อย่างฉับพลัน เขาััได้ว่าท่านอยู่ลึกเข้าไปในป่าไผ่ บนนั้นมีกระท่อมไผ่ตั้งอยู่สองสามหลัง
หนิงเทียนแผ่ปราณสายหนึ่งออกไปอย่างแ่เบา ดอกไม้ ต้นหญ้า ต้นไม้ และเถาวัลย์รอบตัวสั่นไหว ก่อนจะพากันงอกงามแผ่ขยายออกไปอย่างช้าๆ
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวไม่แสดงท่าทีใดๆ สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยเขาก็เข้าใจว่าเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวไม่ได้ต่อต้านการมาเยือนของเขา
เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าใกล้ป่าไผ่ ต้นไผ่แต่ละต้นสั่นไหว เสียงใบไผ่เสียดสีกันราวกับเสียงพิณบรรเลง ดังก้องกังวานไปทั่วในสายลมยามค่ำคืน
หนิงเทียนนิ่งฟังอย่างตั้งใจ รู้สึกประทับใจยิ่งนัก ทว่าเสียงดนตรีที่ดูเรียบง่ายกลับแฝงไว้ด้วยความหม่นหมอง สะท้อนถึงอารมณ์ที่สูญเสีย
เขาตัดสินใจก้าวต่อไป มุ่งหน้าสู่ใจกลางป่าไผ่
ภายใต้เงามืดยามราตรี ใบไผ่เปล่งประกายสีเขียวอ่อน ลวดลายอักษรวิเศษเรืองรองทอดยาวในความว่างเปล่า ก่อตัวเป็เส้นทางนำไปสู่กระท่อมกลางป่าไผ่
เงาร่างสีเขียวมรกตยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หันหลังให้กับหนุ่มน้อย ท่าทางของนางช่างสง่างามไร้ที่ติดุจเทพธิดาแห่งป่าไม้
หนิงเทียนควบคุมลมหายใจให้สงบ นี่เป็การแสดงถึงความสุภาพและอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ภายในใจยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เผชิญหน้ากับเ้าแห่งจิติญญาผู้ทรงพลัง เขาหยุดยืนอยู่ห่างออกไปสองจั้ง ก่อนจะก้มตัวลงคำนับ เอ่ยคำทักทาย “ข้ามีนามว่าหนิงเทียนศิษย์จากสำนักร้อยบุปผา ขอคารวะท่านเ้าแห่งจิติญญา”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวหันกลับมา เผยให้เห็นใบหน้างามดั่งเทพธิดา งามไม่แพ้หญิงสาวในชุดขาวเลย ความงามของนางนั้น ทัดเทียมกับเยี่ยหลิงหลาน ซึ่งทำให้หนุ่มน้อยเอย่างหนิงเทียนผลออ้าปากค้างด้วยความตะลึง
“เ้าเป็ศิษย์ของบุปผารัตติกาลเช่นนั้นหรือ?”
“สายตาของท่านช่างเฉียบคม หนิงเทียนขอคารวะ”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วพูดเสียงเรียบว่า “เ้ามาที่นี่เพราะคำสั่งของอาจารย์หรือ?”
“มิใช่ทั้งหมด ในวันนั้นข้าผ่านมาแถบนี้พอดีจึงบังเอิญได้พบกับหญิงสาวในชุดขาวบนูเาอีกฝั่ง และเคยได้เห็นท่านจากระยะไกล”
หนิงเทียนตอบอย่างซื่อสัตย์ หมื่นสรรพสิ่งในใจทำให้เขาััได้ว่าเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวไม่ได้เป็ศัตรูกับเขา อาจเป็เพราะท่านอาจารย์เยี่ยหลิงหลาน หรืออาจจะเป็เพราะเขาเป็ผู้บำเพ็ญจื๋อซิว
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวเคลื่อนไหวร่างอย่างอ่อนช้อย ผ่านร่างของหนิงเทียน กลิ่นหอมจากตัวนางโชยมาแตะจมูก ใบไผ่รอบด้านพลิ้วไหวราวกับฝัน
หนิงเทียนหมุนกาย ก้าวเท้าตามหลังเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวไป ทั้งสองเดินเคียงข้างผ่านป่าไผ่ เสียงใบไผ่เสียดสีกันดังก้องกังวาน คล้ายเสียงแห่งอดีตอันเลวร้ายที่ยากจะลืมเลือน
บรรยากาศช่างน่าสะพรึงกลัว หนิงเทียนรู้สึกราวกับว่าเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียว สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ และท่านกำลังแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
หนิงเทียนรู้สึกถึงความโศกเศร้าเจือปนความขมขื่นแผ่ซ่านออกมาจากใจของเ้าแห่งจิติญญาไผ่ อะไรกันนะที่ทำให้นางยังคงจมอยู่กับอดีตจนถึงปัจจุบัน?
เมื่อพวกเขาพ้นจากป่าไผ่ เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวก็เงยหน้ามองจันทร์สีเหลืองทองบนท้องฟ้า แล้วเอ่ยเสียงแ่เบาว่า “เ้ารู้ไหมว่านั่นคืออะไร?”
หนิงเทียนส่ายหน้าตอบ “ข้ามิเคยได้ยินอาจารย์เอ่ยถึงเื่นี้มาก่อนเลย”
“สำหรับดินแดนหยวนซิง นั่นคือจันทร์อสูร[1]”
หนิงเทียนครุ่นคิด จันทร์อสูรคือสิ่งใด?
เหตุใดจึงเป็จันทร์อสูรสำหรับดินแดนหยวนซิง?
หรือว่าสำหรับดินแดนอื่น จันทร์ดวงนั้นไม่ใช่จันทร์อสูร?
เห็นได้ชัดว่าเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวทราบถึงความสงสัยในใจของหนิงเทียน จึงเอ่ยขึ้นว่า “นั่นคือประตูสู่ดินแดนต่างภพ”
คำพูดของนางยิ่งเพิ่มความสับสนให้กับหนิงเทียน ประตูสู่ดินแดนต่างภพ? หมายความว่าจันทร์อสูรนี้นี้เป็ประตูมิติที่เชื่อมต่อกับอีกภพหนึ่งหรือ?
“ต่างภพนั้นคือที่ใด?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวตอบเสียงแ่ “เป็กาลเวลาอันไกลโพ้นที่ไร้ซึ่งหนทางเชื่อมโยง”
หนิงเทียนไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เขาไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงหันมาถามคำถามอื่นแทน “มันเกี่ยวข้องกับหญิงสาวในชุดขาวหรือไม่?
“ยามหญิงสาวในชุดขาวฟื้นคืนชีพ พลังอำนาจของจันทร์อสูรก็ััได้ถึงนาง”
หนิงเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “จันทร์อสูรมุ่งหน้ามาหาหญิงสาวในชุดขาว แล้วเหตุใดจึงหยุดนิ่งอยู่บนฟ้าเช่นนั้น?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวตอบว่า “การข้ามมิติมายังโลกนี้ ย่อมมีอุปสรรคมากมาย เว้นแต่หญิงสาวในชุดขาวจะสามารถปลดโซ่ตรวนมิติของโลกนี้ได้”
“เหตุใดหญิงสาวในชุดขาวจึง้าทำเช่นนั้น?”
“เพราะนางปรารถนาจะไปจากที่นี่ มุ่งสู่ห้วงมิติอันสูงส่งกว่า”
หนิงเทียนเอ่ยถามด้วยความกังวล “การกระทำเช่นนี้จะส่งผลร้ายแรงเพียงใด?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวตอบอย่างจริงจัง “หากจันทร์อสูรได้โอกาสเข้ายึดครอง จะต้องเผชิญกับชะตากรรมอันเลวร้าย สถานเบาก็คือความเสื่อมโทรม ขั้นเลวร้ายที่สุดคือดินแดนล่มสลาย สรรพชีวิตสิ้นสูญ”
ใบหน้าของหนิงเทียนซีดเผือด นี่คือภัยร้ายที่กำลังคุกคาม และเขาไม่อาจปล่อยให้จันทร์อสูรประสบความสำเร็จได้
“แล้วจะต้องทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งมัน? เหตุใดเหล่าเ้าแห่งจิติญญาในูเาจึงไม่ลงมือสังหารหญิงสาวชุดขาวเสียเลย จะได้ตัดไฟแต่ต้นลม?”
“การสังหารนางมิได้ช่วยแก้ไขอะไร ความจริงแล้ว เื่นี้เกี่ยวข้องกับหยวนซิวและจวนหยวน”
หนิงเทียนขมวดคิ้วครุ่นคิด “นางผู้นี้เป็ใครกันแน่? เหตุใดปรมาจารย์หยวนซิวถึงให้ความสำคัญกับนางเช่นนี้?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับเดินต่อไปอย่างเงียบๆ
หนิงเทียนเดินตามอย่างสงบ พยายามไตร่ตรองถึงเหตุและผลที่ตามมาของเื่นี้อย่างจริงจัง
เมื่อไปถึงยอดเขา สายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนของเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวก็จ้องมองไปที่หญิงสาวชุดขาวท่ามกลางกองทัพโครงกระดูก
เหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ ของหยวนซิวยังคงโจมตีอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ลงมือนั้นล้วนเป็ยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่าน สิ่งนี้สร้างความสงสัยให้กับหนิงเทียนเป็อย่างมาก
“เหล่าสำนักหยวนซิว้าลองเชิง หรือมีความประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่อีกหรือไม่?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวกล่าวว่า “นี่เป็การลองเชิงประเภทหนึ่ง พวกนั้นอยากรู้ว่านางยังจดจำเื่ราวในอดีตได้หรือไม่”
หนิงเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หญิงสาวในชุดขาวสูญเสียความทรงจำหรือ? ข้าเคยได้ยินมาว่านางคือหนึ่งในยอดฝีมือของสี่แดนศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรือ?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “นางมาจากจวนหยวน”
“จวนหยวน?”
หนิงเทียนอุทาน จากความเข้าใจของเขาที่มีต่อจวนหยวน นั่นคือสถานะอันสูงส่งเหนือใครบนดินแดนหยวนซิง ที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี ล้วนประกอบไปด้วยยอดฝีมือทั้งสิ้น
หญิงสาวในชุดขาวผู้นี้มาจากจวนหยวน แสดงว่านางมีสถานะสูงส่ง แต่ทำไมนางถึง้าไปจากที่นี่ และมุ่งสู่ห้วงมิติที่สูงกว่า?
อีกทั้งทางฝั่งจวนหยวน พวกเขาสนับสนุนหรือต่อต้านความคิดของนาง?
ในอดีต นางสิ้นชีวิตลง ณ สถานที่แห่งนี้ ใครกันที่ลงมือสังหารนาง?
“หากนางปลดโซ่ตรวนมิติ ดินแดนหยวนซิงคงพินาศแน่ จวนหยวนจะยอมให้นางทำเช่นนั้นหรือ?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวเอ่ยขึ้นว่า “เื่นี้เกี่ยวพันกับความลับบางประการของจวนหยวน ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างมากกับความรุ่งเรืองและความพินาศของสายเืหยวนซิว สมัยนั้นภายในจวนหยวนมีทั้งผู้สนับสนุนและต่อต้าน ท้ายที่สุดแล้ว บุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้จุดยืนที่แท้จริง”
หนิงเทียนถามขึ้นว่า “ข้าได้ยินมาว่าในอดีตท่านเคยแปลงร่างเป็หญิงสาวในชุดขาว และต่อมาถูกเหล่ายอดฝีมือระดับสูงจำนวนมากโจมตี เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น?”
สำหรับิญญาอสูร การแปลงกายเป็มนุษย์นั้นเป็เพียงการแสดงถึงระดับพลัง บางตนแปลงกายตามลักษณะของร่างจริง บางตนก็แปลงกายตามสิ่งภายนอก
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวในอดีตก็จัดอยู่ในประเภทหลัง โดยเลือกแปลงกายเป็หญิงสาวในชุดขาวตามรูปโฉมของนาง
เดิมทีเื่นี้เป็เื่ปกติธรรมดามาก แต่ต่อมากลับถูกยอดฝีมือหยวนซิวจำนวนมากไล่ล่า เหตุการณ์นี้จึงชวนให้สงสัยถึงเื้ัที่ซ่อนอยู่
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวหยุดนิ่ง ดวงตากลมโตฉายแววครุ่นคิด ราวกับกำลังจมดิ่งสู่ห้วงอดีต ความลับอันยิ่งใหญ่ที่เก็บงำไว้ชั่วนิรันดร์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในความทรงจำ ภาพอดีตอันเลือนรางสลับสับเปลี่ยนผุดขึ้นในมโนสำนึก
“ข้าได้พบกับนางครั้งแรกเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว ยามนั้นข้ากำลังเตรียมตัวก้าวสู่ขอบเขตเปลี่ยนผ่าน บังเอิญนางได้ผ่านมาในบริเวณนั้น มุ่งหน้าสู่ใจกลางูเาไป่หลิง ข้าตกหลุมรักในความงามของนาง ด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้าในยามแปลงกาย รูปโฉมของข้าจึงแปรเปลี่ยนเป็ดั่งเช่นนาง”
หนิงเทียนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “แล้วหลังจากนั้นเล่า?”
“หลังจากนั้นข้าก็ไม่ได้พบนางอีกเลยเวลานาน ทว่าระดับการบ่มเพาะของข้ากลับพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็มีวันหนึ่งที่ยอดฝีมือหยวนซิวคนอื่นๆ ผ่านมาที่นี่ บังเอิญได้พบกับข้าและเห็นร่างที่แท้จริงของข้า ั้แ่นั้นมาข้าก็ไม่เคยสงบสุขอีกเลย”
“เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น?”
หนิงเทียนครุ่นคิดและได้แต่นึกสงสัยในใจว่าเหตุใดเื่ราวช่างดูพิลึกพิลั่นนัก แค่ิญญาอสูรตนเดียว เหตุใดสำนักหยวนซิวทั้งหลายถึงต้องตื่นตระหนกขนาดยกโขยงกันมาปราบปรามมิเว้นวัน?
“แรกเริ่มข้าก็มิเข้าใจนัก ไม่ปรารถนาจะต่อสู้เอาเป็เอาตายกับพวกมัน แต่พวกมันกลับไม่ยอมเลิกรา มุ่งหมายเอาชีวิตข้าจนถึงที่สุด บีบข้าจนไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องสังหารพวกมันเสีย”
“นี่คือูเาไป่หลิง ไม่มีเ้าแห่งจิติญญาตนอื่นมาขัดขวางบ้างหรือ?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวเล่าว่า “ในเวลานั้น เหล่าเ้าแห่งจิติญญาต่างมุ่งหน้าสู่เขตแก่นกลาง ราวกับมีเหตุการณ์ใหญ่หลวงเกิดขึ้น ข้าเองก็มิอาจทราบสาเหตุได้ ครั้นต่อมาข้าได้พบกับหญิงสาวในชุดขาวอีกครั้ง นางร่วงหล่นจากฟากฟ้าด้วยาแสาหัส เืนองไหลลงบนร่างข้า และข้าเผลอดูดซับเืนางเข้าสู่ร่างกาย พลังปราณภายในพลันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จนข้าสามารถก้าวขึ้นสู่ฐานะเ้าแห่งจิติญญาได้ก็เพราะนาง หญิงสาวผู้นี้มิใช่ใครอื่น นางคือผู้ประทานพรอันล้ำค่าแก่ข้า เืนางแฝงพลังลี้ลับ เปลี่ยนแปลงชีวิตข้าไปตลอดกาล”
หนิงเทียนตกตะลึง เขาไม่คาดคิดว่าสาเหตุที่ทำให้เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวกลายเป็เ้าแห่งจิติญญาขั้นห้าจะเป็เพราะเื่นี้
“แล้วหลังจากนั้นเล่า?”
“การพบกันครั้งที่สาม ข้าได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเหนือเมฆาแล้ว ในตอนนั้น แววตาของนางดูแปลกประหลาด ราวกับไม่คาดคิดว่าข้าจะแปลงร่างเป็รูปโฉมของนาง”
“เจอกันแล้วเกิดเื่อันใดขึ้น? ได้ลงไม้ลงมือกันหรือไม่?”
เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวส่ายหัวแล้วพูดว่า “ครั้งนั้นพวกเราไม่ได้ต่อสู้กัน นางเพียงบอกข้าว่าใบหน้างดงามนี้จะนำพาข้าสู่ความพินาศ ข้าพยายามซักไซ้ถามหาเหตุผล แต่นางไม่ยอมเอ่ยคำใดเพิ่มเติม หลังจากนั้นนางก็มุ่งหน้าสู่ใจกลางูเาไป่หลิงอีกครั้ง ไม่นานก็มีเหล่าปรมาจารย์หยวนซิวจากสำนักต่างๆ เดินทางมาหมายสังหารข้า ั้แ่นั้นมาภัยสังหารก็ไม่เคยหยุดหย่อน หลายครั้งที่ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด”
หนิงเทียนสังเกตเห็นรายละเอียดบางประการในคำพูดของเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียว
“ครั้งนั้นพวกท่านไม่ได้ลงมือต่อกัน ต่อมาพวกท่านได้ลงมือกระนั้นหรือ?”
“การพบกันครั้งที่สี่ นางยังคงได้รับาเ็สาหัส หลบหนีจากบริเวณใกล้เคียง ไม่ทราบว่าตั้งใจหรือไม่ ทว่าเืนางหยดลงบนร่างข้าอีกครั้ง ช่วยให้พลังของข้าพัฒนาขึ้นอีก”
---------------------------------------
[1] จันทร์อสูร (邪月) ส่วนมากใช้เรียกดวงจันทร์สีแดงเื สื่อถึงลางร้าย ภัยพิบัติ ความตาย หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
