หวาชิงเสวี่ยไม่อาจระงับความตื่นเต้นในใจได้ นางรีบเดินกลับเข้าห้อง หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมา “ไปกัน! ไปดูที่ค่ายอาวุธไฟกัน!”
เหลียงเหวินเฉิงเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะเขาได้เห็นกับตาว่าหวาชิงเสวี่ยสร้างสิ่งที่เหลือเชื่อออกมามากมาย จึงยิ่งตั้งตารอสิ่งที่นางจะสร้างออกมาในครั้งต่อไป!
เขาส่งหวาชิงเสวี่ยขึ้นรถม้าอย่างนอบน้อมและตื่นเต้น ถามว่า “ท่านอาจารย์ หากสร้างเครื่องกลั่นที่ท่านบอกได้แล้ว ข้าจะได้เรียนการสกัดให้บริสุทธิ์กับท่านหรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะแล้วส่ายหน้า “ไม่เร็วขนาดนั้นหรอก ก่อนจะเรียนการสกัด เ้าต้องท่องจำตารางธาตุและสูตรเคมีอย่างง่ายให้ได้ก่อน ค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปนะ”
เหลียงเหวินเฉิงพยักหน้ารับ
...
ช่างทำแก้วที่เชิญมาครั้งนี้มีทั้งหมดห้าคน เป็อาจารย์หนึ่งคน ที่เหลืออีกสี่คนเป็ลูกศิษย์
ถึงจะเรียกว่าลูกศิษย์ แต่ทั้งสี่คนก็เป็ผู้มีทักษะยอดเยี่ยมที่ถูกคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากโรงงานทำแก้ว
อาจารย์แซ่ซ่ง ตอนนี้กำลังนั่งพักผ่อนอยู่กับลูกศิษย์ในห้อง บนโต๊ะมีน้ำชาเย็นและขนมไว้ให้ประทังความหิว
บรรดาลูกศิษย์รินน้ำชาและส่งขนมให้อาจารย์ พร้อมกับมองไปรอบๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งภายในห้อง
“ที่นี่ใหญ่โตจริง ๆ แค่บ้านพักคนก็คงมีเป็ร้อยห้องแล้ว! ข้าเพิ่งไปดูด้านหลังมา เป็บ้านที่สร้างใหม่ทั้งหมด!”
“ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าห้องด้านหน้าพวกนั้นเอาไว้ทำอะไร ไอ้สิ่งก่อสร้างสูงๆ นั่นคือเตาหลอมหรือไม่? ถ้าหากใช่จริงก็ใหญ่โตเกินไปแล้ว...”
“ได้ยินมาว่าที่นี่เป็ค่ายใหม่ สร้างขึ้นมาเพื่อผลิตอาวุธใหม่โดยเฉพาะ!”
“...ไม่รู้ว่าเป็อาวุธอะไร เหตุใดถึงต้องใช้แก้วด้วย?”
“จะไปสนใจอะไรให้มากมาย เพราะถ้าพูดถึงเื่ทำแก้ว ใครจะเทียบกับอาจารย์ของเราได้?” ลูกศิษย์นวดขา นวดไหล่ให้อาจารย์ซ่ง พลางกล่าวอย่างแข็งขัน “ไม่เช่นนั้น แม่ทัพใหญ่ฟู่จะเชิญอาจารย์มาถึงที่นี่ทำไมกัน?”
อาจารย์ซ่งถูกลูกศิษย์ยกยอจนรู้สึกปลื้มใจสุดๆ เขาหรี่ตามองแล้วกล่าวว่า “ไป เอาของของเราออกมาวางไว้ให้เรียบร้อย”
ลูกศิษย์คนหนึ่งได้ยินดังนั้นก็รีบไปเปิดหีบ
อาจารย์ซ่งขมวดคิ้ว “เส้าเหวิน ข้าไม่ได้เรียกเ้า”
“นั่นสิ เ้ามันซุ่มซ่าม อย่ามาทำตัววุ่นวายเลย!” ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่ตัวสูงกว่าเดินเข้ามาเบียดเด็กคนนั้นไปด้านข้าง พูดด้วยน้ำเสียงดูถูก “ระวังหน่อย อาจารย์ใจดีถึงได้พาเ้ามาเปิดหูเปิดตา อย่าแตะต้องอะไรมั่วซั่ว หากหลุดมือตกแตกขึ้นมาจะทำอย่างไร?! เ้าจะชดใช้ไหวหรือ?!”
“นั่นน่ะสิ แก้วของอาจารย์ล้วนแต่เป็ของมีค่า หากทำแตกทำหักไป ขายเ้าทั้งตัวก็ยังชดใช้ไม่ได้! ไปอยู่เฉยๆ เลยไป!”
ลูกศิษย์ที่ชื่อเส้าเหวิน หลบไปยืนเกร็งด้านข้าง เขาซ่อนมือไว้ด้านหลัง สีหน้าแสดงความขลาดกลัว
ลูกศิษย์ที่อายุมากกว่าสองคนหยิบห่อผ้าออกมาจากหีบอย่างระมัดระวัง วางลงบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็ค่อยๆ คลี่ผ้าหนาที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอกออก เผยให้เห็นประกายระยิบระยับที่อยู่ด้านใน
นั่นคือเครื่องแก้วสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็ขวดแกะสลักลายนูนรูปูเาสูงธารน้ำไหล อีกชิ้นหนึ่งเป็ประติมากรรมตั๊กแตนจับจักจั่นนกขมิ้นอยู่ด้านหลัง
ขวดแก้วมีรูปทรงโบราณ สีฟ้าครามดูสวยงามน่าหลงใหล โดยรวมดูโดดเด่นหรูหรา
ประติมากรรมแก้วมีความประณีตบรรจงอย่างหาที่ติไม่ได้ โดยเฉพาะตัวจักจั่น ปีกดูโปร่งแสง เหมือนมีชีวิตจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็เครื่องแก้วชิ้นใด หากนำไปขายก็มีมูลค่าเป็พันตำลึงทอง ไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็ผลงานชิ้นเอกของอาจารย์ซ่ง
ลูกศิษย์ของเขาใช้ผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเช็ดอย่างระมัดระวัง พร้อมกับเอ่ยชื่นชมว่า “เมื่อพวกเขาเห็นเครื่องแก้วของอาจารย์แล้ว จะต้องเชิดชูอาจารย์เป็แขกคนสำคัญแน่ๆ!”
ซูเส้าเหวินยืนมองเครื่องแก้วทั้งสองชิ้นอยู่ข้างๆ ดวงตาแสดงความปรารถนาออกมา
ในขณะนั้นเอง ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้ามากมายดังขึ้น เหมือนมีคนจำนวนมากกำลังเดินมาทางนี้
ลูกศิษย์คนหนึ่งชะโงกมองไปที่ประตู รีบจัดเครื่องแก้วบนโต๊ะให้เรียบร้อย “อาจารย์ พวกเขามาแล้วขอรับ!”
อาจารย์ซ่งตื่นเต้นเล็กน้อย กำลังจะลุกขึ้นต้อนรับ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นผลงานสองชิ้นของตน เขาก็รู้สึกลำพองใจ จึงนั่งลงตามเดิม ทำท่าทางสงบนิ่ง
เหลียงเหวินเฉิงนำทางหวาชิงเสวี่ยเข้ามา เพราะอารมณ์ดีมาก จึงไม่ทันสังเกตว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งอยู่โดยไม่ขยับเขยื้อน
ส่วนหวาชิงเสวี่ยเองก็เป็คนที่เคารพผู้สูงอายุอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่าท่าทางของอาจารย์เฒ่าผู้นั้นผิดแผกหรือไม่เหมาะสม
“ท่านนี้คืออาจารย์ซ่ง เป็ช่างทำแก้วที่มีชื่อเสียงที่สุดในแถบเหอตง” เมื่อเข้ามาในห้อง เหลียงเหวินเฉิงก็รีบแนะนำให้หวาชิงเสวี่ยรู้จัก
อาจารย์ซ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างถ่อมตน “นายช่างเหลียงชมเกินไปแล้ว ข้าน้อยก็แค่พอมีชื่อเสียงบ้างเท่านั้น”
“สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ซ่ง” หวาชิงเสวี่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ขอดูฝีมือของท่านหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ?”
“นี่อย่างไร” อาจารย์ซ่งผายมือให้หวาชิงเสวี่ยดูเครื่องแก้วทั้งสองชิ้นบนโต๊ะ
เมื่อหวาชิงเสวี่ยมองไป ก็ถึงกับชะงักไปพักหนึ่ง
อาจารย์ซ่งและลูกศิษย์ไม่แปลกใจกับสีหน้าตกตะลึงเช่นนี้ เพราะผู้ใดก็ตามที่ได้เห็นผลงานของอาจารย์ล้วนแต่เผยความตื่นตะลึงออกมาเช่นนี้ทุกคน!
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้สถานะของหวาชิงเสวี่ย แต่การที่นายช่างเหลียงเป็คนพามาด้วยตนเอง แสดงว่าจะต้องสูงส่งมาก
ลูกศิษย์คนโตของอาจารย์ซ่งเห็นว่าหวาชิงเสวี่ยนิ่งเงียบไปนาน ไม่ได้สติกลับมาเสียที จึงเกิดความคิดอยากจะโอ้อวดฝีมือ เขาจงใจกล่าวว่า “อาจารย์ของข้ายังมีพระพุทธรูปเจ็ดสีสูงแปดฉื่ออีกองค์หนึ่ง งดงามยิ่งนัก มีพ่อค้าผู้มั่งคั่งเสนอเงินให้หมื่นตำลึง แต่อาจารย์ของข้าก็ไม่ยอมขาย ครั้งนี้เดินทางมาอย่างเร่งรีบ กลัวว่ามันจะถูกกระแทกเสียหาย เลยไม่ได้นำมาด้วย”
หวาชิงเสวี่ยยังคงจ้องมองเครื่องแก้วบนโต๊ะอย่างุนงง ราวกับไม่ได้ยินอะไรเลย
พวกเขามองหน้ากันด้วยความสับสน รู้สึกว่าชักจะแปลกๆ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก
เหลียงเหวินเฉิงเองก็กำลังพิจารณาเครื่องแก้วบนโต๊ะอย่างถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็รูปทรงหรือสีสัน ล้วนแล้วแต่สมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นว่าช่างทำแก้วคนนี้มีทักษะที่ชำนาญมาก
“มีปัญหาตรงไหนหรือขอรับ?” เหลียงเหวินเฉิงถามอย่างระมัดระวัง
หวาชิงเสวี่ยได้สติกลับคืนมา บนใบหน้าปรากฏสีหน้ากระอักกระอ่วน “ขอโทษด้วยนะเ้าคะ...อาจจะเข้าใจผิดกันนิดหน่อย...”
เหลียงเหวินเฉิงรีบถามว่า “ทำไมล่ะ แก้วนี้ยังไม่ดีพอหรือขอรับ?”
ทั้งอาจารย์ซ่งและลูกศิษย์ต่างก็ตะลึง ทุกคนมีสีหน้าดูไม่ดีนัก
หากเครื่องแก้วแบบนี้ยังไม่ดีพอ ก็คงจะเรียกร้องมากเกินไปแล้ว!
“เครื่องแก้วพวกนี้ดีมากเ้าค่ะ เพียงแต่ว่า...” หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างฝืนๆ “เพียงแต่ว่า...มันไม่ใช่แก้วแบบที่ข้า้า”
สีหน้าของอาจารย์ซ่งมืดครึ้มลง ดูไม่พอใจเล็กน้อย “แม่นาง้าแก้วแบบใด ช่วยบอกให้ข้าพิจารณาดูหน่อยสิ ข้าทำแก้วมาสามสิบปี ไม่ว่าจะเป็สีอะไร รูปทรงอะไร ก็ยังไม่เคยเจอแก้วแบบที่ข้าทำไม่ได้!”
“ท่านอาจารย์ แก้วที่ข้า้า เกรงว่าท่านคงทำไม่ได้หรอกเ้าค่ะ นี่มันเป็เื่เข้าใจผิด ข้าเองที่ผิด...” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างมาก กล่าวขอโทษไม่หยุด “ลำบากท่านเดินทางมาไกลถึงที่นี่ ข้ารู้สึกเสียใจมากจริงๆ เวลาที่ท่านต้องเสียเปล่าไป พวกเราจะชดใช้ให้อย่างแน่นอน!”
อาจารย์ซ่งรู้สึกโมโหขึ้นมา นี่ถึงกับบอกว่าเขาทำไม่ได้เลยหรือ?!
เขาทำเครื่องแก้วมาสามสิบปี จะมีแก้วอะไรที่เขาทำไม่ได้?!
แต่ที่มาครั้งนี้เพราะท่านแม่ทัพเป็คนเชิญ อาจารย์ซ่งจึงต้องอดกลั้นความโกรธในใจเอาไว้ ไม่กล้าที่จะล่วงเกินคนในค่ายทหารเหล่านี้
“เหตุใดแม่นางถึงมั่นใจว่าข้าทำไม่ได้กัน?!” อาจารย์ซ่งพยายามอดกลั้นความโกรธของตนแล้วถามออกมา
หวาชิงเสวี่ยหมดหนทาง นางจึงยกกาน้ำบนโต๊ะขึ้นมา รินน้ำลงบนฝ่ามือ “เครื่องแก้วที่ข้า้า ต้องใสหมดจดเหมือนน้ำนี้เ้าค่ะ ต้องบางเบาและโปร่งใส ไม่มีสี หรือสิ่งเจือปนใดๆ อยู่เ้าค่ะ”
ลูกศิษย์ที่อยู่ข้างๆ รีบพูดขึ้น “จะทำได้อย่างไร?! แก้วแบบนั้นไม่มีทางเป็ไปได้แน่ๆ!”
“นั่นสิ พวกเราทำแก้วมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยเห็นแก้วที่ใสเหมือนน้ำแบบนี้เลย!”
“นี่มันเพ้อฝันชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ?! ...”
หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจเงียบๆ รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง นางไม่อยากอธิบายอะไรกับคนเหล่านี้มากนัก นางจึงกล่าวขอโทษอีกครั้งแล้วส่งเื่ให้เหลียงเหวินเฉิงจัดการ
นางประมาทไปเอง ลืมไปว่าแม้สมัยโบราณจะมีเครื่องแก้ว แต่ด้วยวัตถุดิบที่แตกต่างกัน จึงไม่มีทางผลิตแก้วให้เป็ไปตามผลลัพธ์ที่นาง้าได้
...
คนในห้องต่างก็รู้สึกหดหู่ พวกเขาคิดว่าท่านแม่ทัพเชิญพวกตนมา จะได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้โด่งดัง แต่กลับกลายเป็แบบนี้ไปได้!
สีหน้าของอาจารย์ซ่งดำคล้ำเหมือนก้นหม้อ
แม่ทัพใหญ่ส่งคนมาเชิญเขาให้มาร่วมงานที่ค่ายอาวุธแห่งใหม่ ชาวบ้านแถวนี้รู้กันหมดแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ต้องกลับไปแล้วหรือ?!
พอกลับไปแล้วจะพูดว่าอย่างไร?!
เขามองลูกศิษย์ที่กำลังเก็บทองคำแท่งใส่หีบ ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
ยังดี...อย่างน้อยก็ไม่ถือว่ามาเสียเที่ยว ได้สิ่งเหล่านี้กลับไป ก็ยังพอมีอะไรให้พูดได้บ้าง
อาจารย์ซ่งรินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย พอมองน้ำชาในถ้วยที่ดูใสสะอาด แล้วนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของหวาชิงเสวี่ย มุมปากก็ยกขึ้นยิ้มเหยียดโดยไม่ปิดบัง
แก้วที่ใสเหมือนน้ำ? จะเป็ไปได้อย่างไร?
“เก็บของเสร็จหรือยัง?” อาจารย์ซ่งกวาดสายตามองเหล่าลูกศิษย์ “หากตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ”
ขากลับก็ยังนั่งรถม้าคันใหญ่ที่มีทหารคุ้มกัน ดูสง่าไม่เบา
“อาจารย์ขอรับ ซูเส้าเหวินหายไป!” จู่ๆ ก็มีคนพูดขึ้น
อาจารย์ซ่งได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “หายไป? ที่นี่เป็ค่ายอาวุธใหม่นะ! หากก่อเื่ขึ้นมาจะถูกปะาเอาได้! เขาไปไหนกัน?!”
“อ๊ะ! อาจารย์ ซูเส้าเหวินตามแม่นางคนเมื่อครู่ไปแล้วขอรับ!” ลูกศิษย์คนหนึ่งเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง ะโออกมาเสียงดัง
สีหน้าของอาจารย์ซ่งเปลี่ยนไปทันที! “แม่นางผู้นั้นขนาดนายช่างเหลียงยังไม่กล้าล่วงเกิน ต้องเป็คนใหญ่คนโตแน่ๆ! รีบไปลากเขากลับมาเดี๋ยวนี้! หากไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตเข้า พวกเราไปไหนไม่รอดแน่!”
บางทีอาจจะต้องเสียทองคำแท่งพวกนี้ไปด้วย!
อาจารย์ซ่งนึกเสียใจเหลือเกิน! ตอนแรกที่พาเด็กคนนั้นมา ก็แค่้าแรงงานไว้ช่วยแบกสัมภาระเท่านั้น ใครจะคิดว่าจู่ๆ เด็กคนนั้นจะกล้าทำเื่แบบนี้?! รู้อย่างนี้ไม่น่าพาเด็กคนนั้นมาด้วยเลย!
ลูกศิษย์สองคนของอาจารย์ซ่งรีบวิ่งออกไป คิดจะพาซูเส้าเหวินกลับมา!
อาจารย์ซ่งเดินไปที่ริมหน้าต่าง มองออกไปข้างนอก เห็นซูเส้าเหวินตามหวาชิงเสวี่ยไปจนทันแล้ว ทั้งสองยืนอยู่ไม่ไกลนัก ไม่รู้ว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่
ซูเส้าเหวินยังควักอะไรบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้หวาชิงเสวี่ยดู
เพราะอยู่ไกลเกินไป อาจารย์ซ่งจึงมองเห็นไม่ชัด เห็นเพียงแค่สิ่งนั้นสะท้อนกับแสงอาทิตย์ สว่างเจิดจ้า
เป็แก้วหรือ?
ไอ้เด็กเวรนี่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร! เพิ่งเป็ลูกศิษย์ได้ไม่กี่ปี ถึงกับกล้าไปโอ้อวดฝีมือกับคนอื่นลับหลังแล้วหรือนี่!
ตอนนั้นไม่น่าช่วยชีวิตมันไว้เลย!
อาจารย์ซ่งโกรธจนตัวสั่น รีบเดินออกไปนอกห้องพัก เตรียมที่จะอบรมสั่งสอนเ้าลูกศิษย์ทรยศคนนั้น!
ใครจะรู้ว่าซูเส้าเหวินที่อยู่ไกลๆ กลับเดินตามหวาชิงเสวี่ยไปแล้ว?!
อาจารย์ซ่งยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เหลียงเหวินเฉิงเดินกลับมาด้วยรอยยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ซ่ง ไม่มีอะไรแล้ว ท่านพาพวกศิษย์เดินทางไปก่อนได้เลย ส่วนลูกศิษย์คนเล็กของท่านต้องอยู่ต่ออีกสักพัก ไม่ต้องเป็ห่วง”
อาจารย์ซ่งยังไม่ทันตั้งตัว “นายช่างเหลียง นี่ นี่มัน...อะไรกันขอรับ?”
เหลียงเหวินเฉิงหัวเราะ “จะเป็อะไรไปได้อีก? เ้าลูกศิษย์คนเล็กของท่านฉลาดหลักแหลม ท่านอาจารย์ของข้าจึงรั้งให้เขาอยู่ต่ออย่างไรเล่า!”
อาจารย์ซ่งตกตะลึงตาโต แทบจะพูดไม่ออก “อะไรนะ?! ...ท่าน...อาจารย์ของท่าน? นางน่ะหรือ...”
“ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ของข้ามีนามว่าหวาชิงเสวี่ย คนที่คิดค้นวิธีการตีเหล็กแบบพับทบ และสร้างคันธนูแบบผสมขึ้นมานั่นแหละ”
อาจารย์ซ่งได้ยินก็ถึงกับมึนงงไปเลย
