ตอนที่ 4 หน้ากากผีเสื้อในคืนเหมันต์
แสงเทียนเล่มสุดท้ายใน ตำหนักเย่ว์กวง มอดดับลง ทิ้งไว้เพียงควันจางๆ สีเทาหม่นที่ลอยอ้อยอิ่งม้วนตัวขึ้นสู่อากาศราวกับิญญาที่หลุดลอย ความหนาวเหน็บยามรุ่งสางกัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ ทว่า หลินอ้าย ในร่างของ ซูเฟยหลิน กลับนั่งนิ่งประดุจรูปสลักหิน ท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อยๆ ถูกแสงสีน้ำเงินเข้มของยามเช้าเข้ามาแทนที่
นางไม่ได้รู้สึกหนาว... หรือหากจะพูดให้ถูก คือความหนาวเย็นภายนอกมิอาจเทียบได้กับความเยือกเย็นที่เกาะกุมหัวใจของนางในยามนี้
บนใบหน้าซีกซ้ายที่เคยเป็ดั่งนรกบนดิน บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็งานศิลปะชิ้นเอก นางใช้เวลาทั้งคืนที่ผ่านมา บรรจงใช้ถ่านไม้ที่บดจนละเอียดเป็ผงกำมะหยี่ ผสมกับน้ำที่รองจากขอบหน้าต่าง ค่อยๆ วาดเส้นสายลงบนิัที่ขรุขระ
ลายเส้นสีดำทมิฬตวัดช้อยแต่แหลมคมดุจปลายดาบ พาดผ่านรอยปานสีม่วงคล้ำ มันดูเหมือนปีกของผีเสื้อราตรีขนาดั์ที่กำลังกางปีกโอบอุ้มความเ็ปเอาไว้ นางใช้ชาดสีแดงสดที่เหลือติดก้นตลับเพียงน้อยนิด แต้มลงบนจุดที่รอยพิษเข้มข้นที่สุด เปลี่ยน รอยแผลเน่าเปื่อย ให้กลายเป็ กลีบดอกไม้ที่กำลังหลั่งเื
"พระสนม..."
เสียงของ อาชิง สั่นเครือเมื่อนางตื่นขึ้นมาพบกับภาพตรงหน้า แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเก่า เผยให้เห็นใบหน้าของนายหญิงที่ดูแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง
"ใบหน้าของท่าน... มัน..." อาชิงตะกุกตะกัก นางกำนัลสาวผู้นี้ไม่รู้หนังสือ ไม่รู้จักคำศัพท์หรูหรา นางรู้เพียงแต่ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวระคนหลงใหล
"มันน่ากลัวเพคะ... แต่มันก็งดงามจนหม่อมฉันมิอาจละสายตาได้เลย"
หลินอ้ายค่อยๆ หันมามองอาชิง ดวงตาข้างขวาที่ไร้เครื่องสำอางยังคงใสกระจ่างดุจน้ำค้าง แต่ดวงตาข้างซ้ายที่ถูกวาดขอบด้วยถ่านดำกลับดูดุดันและลึกลับดุจห้วงลึกของมหาสมุทร
"ความกลัวคือจุดเริ่มต้นของความเคารพ อาชิง..." หลินอ้ายเอ่ยเสียงเรียบ นางเอื้อมมือไปหยิบชุดสีขาวตัวเก่าที่อาชิงซักจนซีดและบางเฉียบขึ้นมา
"วันนี้ข้าไม่ได้้าให้ใครมารัก... ความรักในวังหลังมันราคาถูกเกินไป แต่ข้า้าให้พวกมัน ทุรนทุราย ทุกครั้งที่กล้าสบตาข้า"
อาชิงรีบคลานเข้ามาช่วยนายหญิงแต่งตัว มือไม้สั่นเทาขณะติดกระดุมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ "แต่พระสนมเพคะ ชุดนี้มันบางเกินไปสำหรับอากาศข้างนอก... แถมสีขาวยังดูเหมือนชุดไว้ทุกข์ หากสนมเฉินเห็นเข้า..."
"ไว้ทุกข์งั้นรึ?" หลินอ้ายแค่นหัวเราะในลำคอ นางยืนขึ้นหน้ากระจกแตกๆ จัดทรงผมที่ปล่อยสยายให้ดูยุ่งเหยิงอย่างตั้งใจ
"ก็ถูกต้องแล้วนี่... วันนี้ข้าตั้งใจจะไปไว้อาลัยให้แก่ความโง่เขลาของตัวเอง และไว้อาลัยให้แก่ความสงบสุขของพวกมันที่กำลังจะจบสิ้นลง!"
...
ณ ลานกว้างหน้าพระราชวังชั้นใน (ลานจัตุรัสไท่เหอ)
ลานหินอ่อนสีขาวนวลถูกปกคลุมด้วยไอหมอกและหิมะบางๆ ที่เพิ่งตกลงมาเมื่อคืน บรรยากาศเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงขยับตัวเบาๆ ของเหล่านางสนมหลายสิบชีวิตที่มายืนเข้าแถวรอรับเสด็จ
ภาพที่ปรากฏช่างดูตระการตา เหล่าสนมกำนัลต่างสวมชุดไหมแพรพรรณหนานุ่ม ประดับด้วยขนสัตว์ราคาแพงเพื่อป้องกันความหนาว สีสันสดใสของอาภรณ์ตัดกับสีขาวของหิมะราวกับสวนดอกไม้เคลื่อนที่ กลิ่นหอมของเครื่องประทินโฉมนานาชนิดตีกันจนฉุนกึก
ตรงใจกลางลานที่ยกพื้นสูงขึ้นไปเล็กน้อย สนมเอกเสิ่นหลาน นั่งสง่างามอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แกะสลักที่ปูด้วยหนังเสือดาวหิมะ นางสวมชุดคลุมยาวสีม่วงเข้มปักลายหงส์เงิน สวมศิราภรณ์ทองคำประดับมุกระย้า ดูสูงส่งและเยือกเย็นจนไม่มีใครกล้าสบตา
ข้างกายของนางคือ สนมเฉิน สุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ที่วันนี้นางแต่งกายด้วยชุดสีชมพูสดใสจนดูเหมือนขนมถ้วยฟูที่วางผิดที่ผิดทาง นางถือเตาอุ่นมือทองเหลืองใบเล็ก คอยส่งสายตาเหยียดหยามไปยังแถวของสนมชั้นผู้น้อย
"ดูพวกนางสิพี่หญิง..." สนมเฉินกระซิบกระซาบพลางป้องปากหัวเราะคิกคัก
"หนาวจนปากสั่นฟันกระทบกันกึกกัก น่าเวทนานัก เกิดเป็วาสนาต้อยต่ำก็ต้องทนเช่นนี้แหละนะ"
เสิ่นหลานเพียงแค่ยกถ้วยชาขิงร้อนขึ้นจิบ ไม่ได้ตอบรับคำนินทาที่ไร้รสนิยมนั้น สายตาของนางเหม่อมองไปทางประตูวังชั้นนอก ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นจากท้ายแถว ราวกับผึ้งแตกรัง
"นั่นใครน่ะ?"
"ตายแล้ว... นางยังไม่ตายหรือ?"
"ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า? นั่นมันผีหรือคน?"
ขันทีน้อยนาม เสี่ยวลี่จื่อ ที่ยืนคุมแถวอยู่ท้ายสุด ถึงกับอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ เขาขยี้ตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"แม่เ้าโวย... นั่นมันพระสนมซูจากตำหนักเย็นมิใช่รึ? เมื่อวานได้ข่าวว่าจมน้ำเกือบตาย ไฉนวันนี้ถึงเดินตัวตรงราวกับแม่ทัพออกศึกเช่นนั้นเล่า?"
ท่ามกลางสายตาหลายร้อยคู่ หลินอ้าย เดินก้าวเข้ามาในลานกว้างอย่างช้าๆ
นางสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายสีขาวซีดที่บางเบาจนน่าใจหาย ไม่มีเสื้อคลุมขนสัตว์ ไม่มีเตาอุ่นมือ ผิวพรรณของนางขาวซีดจนกลืนไปกับหิมะ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจคือ ใบหน้า
ใบหน้าซีกซ้ายที่เคยเป็ที่รังเกียจ บัดนี้ประดับด้วยลวดลายผีเสื้อสีดำทมิฬที่ตัดกับผิวขาวและชุดขาวอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่นางก้าวเดิน ชายกระโปรงที่ขาดวิ่นสะบัดพลิ้วตามแรงลม ดูราวกับิญญาแค้นที่ล่องลอยมาจากปรโลก ฝีเท้าของนางมั่นคง ไร้เสียง และเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
สนมเฉินที่เห็นภาพนั้นถึงกับทำเตาอุ่นมือร่วงหลุดจากมือ เคร้ง!
"ซู... ซูเฟยหลิน!" สนมเฉินหวีดร้องเสียงแหลม
"เ้า! เ้ายังกล้าเสนอหน้ามาอีกหรือ! นึกว่าใครที่ไหนรอดตายจากสระบัวมาได้ ที่แท้ก็นางปีศาจอัปลักษณ์นี่เอง!"
หลินอ้ายหยุดยืนอยู่ห่างจากสนมเฉินเพียงไม่กี่ก้าว นางไม่ได้ก้มหน้าหลบสายตาเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับเชิดหน้าขึ้นสูง ดวงตาข้างที่เป็ผีเสื้อจ้องเขม็งไปที่สนมเฉิน
"สนมเฉิน..." หลินอ้ายเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานไปทั่วลานเงียบสงัด
"ท่านดูในะที่เห็นข้า... หรือท่านคิดว่าน้ำในสระบัวเพียงแค่นั้น จะสามารถล้างความแค้นในใจข้าออกไปได้?"
"บังอาจ!" สนมเฉินหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธระคนอับอาย
"เ้าแต่งหน้าปิศาจอะไรของเ้า! นี่มันงานตรวจแถวสนมอันศักดิ์สิทธิ์ มิใช่งานขับไล่สัมภเวสี! สภาพเ้าดูไม่ได้ยิ่งกว่าขอทานข้างถนนเสียอีก!"
หลินอ้ายคลี่ยิ้มบางๆ... รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา แต่มันทำให้คนที่มองรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าหิมะกัด
"ท่านว่าสภาพข้าดูไม่ได้งั้นหรือ?" นางยกมือขึ้นลูบไล้รอยผีเสื้อบนหน้าเบาๆ
"ท่านพี่เฉิน... ท่านบอกว่ารอยปานของข้าคือ รอยเปื้อน ข้าก็เพียงแต่วาดบุปผาและผีเสื้อทับลงไป เพื่อมิให้รอยเปื้อนนั้นระคายสายตาของฝ่าาและ ผู้มีพระคุณ เช่นพวกท่าน... ข้าผิดตรงไหนหรือ?"
"เ้า... เ้ากล้าย้อนข้า!" สนมเฉินกระทืบเท้าเร่าๆ เหมือนเด็กเอาแต่ใจ
"ทหาร! ใครก็ได้! ลากนางไปตบปาก! ตบให้ฟันร่วงหมดปากเดี๋ยวนี้ ข้อหาิ่งานพระราชพิธี!"
ทหารยามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่กล้าขยับ เพราะรัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวของสตรีชุดขาวผู้นี้ มันช่างน่าเกรงขามแปลกประหลาด
"ช้าก่อน..."
เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจดังขึ้นขัดจังหวะ ทุกคนรีบก้มหน้าลงเมื่อ สนมเอกเสิ่นหลาน ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
นางก้าวเดินลงมาจากแท่นประทับอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามดุจนางพญาหงส์ เสิ่นหลานเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินอ้าย กลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ราคาแพงลอยฟุ้งมาจากตัวนาง... กลิ่นเดียวกับที่เคยอยู่ในแป้งพิษ นั่น
หลินอ้ายจมูกกระตุก สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวเต็มที่
เสิ่นหลานจ้องมองลวดลายบนหน้าของหลินอ้ายอย่างพินิจพิเคราะห์ แววตาของนางไหววูบไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
'เด็กคนนี้... เปลี่ยนไป บรรยากาศรอบตัวนางมิใช่ซูเฟยหลินผู้ขี้ขลาดคนเดิม'
"ฝีมือการวาดเส้นช่างประณีตนัก..." เสิ่นหลานเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ
"น้องหญิงเฟยหลิน เ้าไปเอาวิชาแต่งแต้มหน้ากากเช่นนี้มาจากไหน? หรือว่าเป็วิชามารที่เ้าแลก มาจากพวกภูตผีปีศาจในตำหนักเย็น?"
คำพูดของเสิ่นหลานดูเผินๆ เหมือนคำชม แต่มันแฝงไปด้วยการใส่ร้ายว่าหลินอ้ายเล่นคุณไสยมนต์ดำ ซึ่งเป็ข้อหาร้ายแรงในวังหลวง
เหล่านางสนมรอบข้างเริ่มซุบซิบ
"จริงด้วย... หรือนางจะเล่นของ?"
"มิน่าล่ะ หน้าตาน่ากลัวพิลึก"
หลินอ้ายไม่สะทกสะท้าน นางย่อกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม ทว่าแผ่นหลังตั้งตรงดุจต้นไผ่ต้องลม
"ทูลพระสนมเอก... ความเ็ปคืออาจารย์ที่ดีที่สุดเพคะ"
หลินอ้ายเงยหน้าขึ้น สบตาเสิ่นหลานในระยะประชิด
"เมื่อความงามธรรมชาติถูกทำลายด้วยน้ำมือคน ข้าจึงจำต้องสร้างความงามจอมปลอมขึ้นใหม่ด้วย น้ำมือตนเอง... ท่านพี่เสิ่นหลาน ท่านลองพิจารณาดูสิเพคะ ว่าหน้ากากผีเสื้อนี้ ดูสมจริงหรือไม่? ราวกับมันกำลังสูบเืจากรอยแผลที่ท่าน เมตตา มอบให้ข้าเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด"
"!!!"
เสิ่นหลานชะงัก รอยยิ้มบนหน้าแข็งค้างไปชั่วขณะ นางไม่คิดว่าเด็กสาวที่เคยหัวอ่อน จะกล้าพูดจาเหน็บแนมทวงบุญคุณความแค้นต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้
"เ้าพูดเื่อะไร? ข้าไม่เห็นเข้าใจ" เสิ่นหลานปรับสีหน้ากลับมาเรียบเฉยได้อย่างรวดเร็ว
"ข้ามอบแต่สิ่งดีๆ ให้เ้า แต่เ้าดูแลตัวเองไม่ดีจนหน้าพัง แล้วจะมาโทษข้าหรือ?"
"หม่อมฉันมิกล้าโทษฟ้าโทษดินหรอกเพคะ" หลินอ้ายตอบกลับทันควัน พร้อมก้าวเท้าเข้าไปใกล้เสิ่นหลานอีกหนึ่งก้าว จนสนมเอกต้องเผลอถอยหลัง
"แต่หม่อมฉันเชื่อคำกล่าวที่ว่า ์มีตา ตาข่ายฟ้ากว้างใหญ่แต่ไม่เคยรอดพ้น... วันนี้หม่อมฉันกลับมา ไม่ได้มาเพื่อเรียกร้องความสงสาร แต่มาเพื่อให้ท่านได้เห็นว่า... สิ่งที่ท่านคิดว่าทำลายไปแล้ว แท้จริงแล้วท่านกลับเจียระไน มันให้แหลมคมยิ่งกว่าเดิม!"
บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบขึ้นฉับพลัน เหล่าข้าราชบริพารต่างกลั้นหายใจ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว เสี่ยวลี่จื่อ ขันทีน้อยแอบคิดในใจ
'ตายแน่... วันนี้ต้องมีคนหัวหลุดจากบ่าแน่ๆ พระสนมซูไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนกัน ถึงได้กล้าต่อปากต่อคำกับเสิ่นกุ้ยเฟยขนาดนี้!'
เสิ่นหลานหรี่ตาลง แววตาอำมหิตฉายชัดขึ้นมาชั่ววูบ นางขยับตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูหลินอ้าย เสียงเบาจนได้ยินกันแค่สองคน
"ปากเก่งขึ้นเยอะนี่... แต่งหน้าเก่งก็นับว่ามีฝีมือ แต่จำไว้เถิดเฟยหลิน หน้ากากที่เ้าวาด มันก็ปกปิดได้แค่ิั แต่มันปกปิดสถานะสุนัขจนตรอก ของเ้าไม่ได้หรอก... คิดจะสู้กับข้า? เ้ายังห่างชั้นอีกร้อยปี!"
หลินอ้ายกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อ เล็บจิกเข้าที่อุ้งมือที่ยังคงเจ็บแสบ เืซึมออกมาอีกครั้ง แต่ความเ็ปทำให้สติของนางคมชัด
"ปกปิดไม่ได้งั้นหรือ?..." หลินอ้ายกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นยิ่งกว่า
"เสิ่นหลาน... ท่านยังไม่รู้จักพลังของมายาแห่งความงามดีพอ ในโลกที่ข้าจากมา การแต่งหน้าไม่ใช่แค่การปกปิด แต่มันคือการสร้างตัวตนใหม่..."
นางผละตัวออกมา แล้วส่งยิ้มที่สดใสที่สุดให้เสิ่นหลาน... รอยยิ้มของเพชฌฆาต
"พรุ่งนี้ท่านอาจจะต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษแป้งจากมือสุนัขจนตรอกตัวนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้?"
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
เสียงกลองมโหระทึกดังสนั่นกึกก้องกังวานมาจากกำแพงวังชั้นใน สัญญาณการเสด็จพระราชดำเนินของฮ่องเต้มาถึงแล้ว!
เสิ่นหลานสะบัดหน้าพรืด เดินกลับไปประจำที่ด้วยความหงุดหงิด นางไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายสายตาอาฆาตไว้
หลินอ้ายยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง นางหันไปมองอาชิงที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลัง แล้วพยักหน้าให้เบาๆ เป็สัญญาณว่า
"เตรียมตัวให้พร้อม ละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่มแล้ว"
ผีเสื้อสีดำบนใบหน้าของนางดูเหมือนจะขยับปีกรับลมหนาว... รอคอยที่จะดูดดื่มโลหิตของผู้ที่บังอาจเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนาง!
