คิดไม่ถึงว่าวันนี้จู่ๆ ก็ได้ยินว่าหญิงสาวที่เขารักส่งของกินอร่อยๆ มาให้ ทำให้เขากลับลืมไปเลยว่าเบื้องหน้ายังมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ท้องว่างอยู่
เขาหน้าแดงเล็กน้อยด้วยความเขินอาย และกระแอมออกมาสองครั้งเพื่อปกปิดความขัดเขิน ในที่สุดก็ตัดใจพูดว่า “ลุงอวิ๋น ไปบอกในห้องครัวว่าให้ยกข้าวเที่ยงของทุกคนออกมากินด้วยกันเถอะ”
หลังจากพูดจบเขาก็ดันหมูสามชั้นในถ้วยใบใหญ่ไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ว่า “เนื้อชามนี้ก็แบ่งกินด้วยกัน”
“เยี่ยมไปเลย! ขอบคุณท่านแม่ทัพ!” ไม่ทันที่ลุงอวิ๋นจะตอบรับอะไร อวี้ฉือหุ่ยก็เป็คนแรกที่ะโขึ้นมาด้วยความดีใจ และไม่ต้องให้ลุงอวิ๋นไปแจ้งข่าว เขาก้าวฉึบฉับออกไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าเขาก็ดันพ่อครัวตัวอ้วนสองคนที่ถือกะละมังข้าวใบใหญ่กับต้มกะหล่ำปลีหมูในหม้อใหญ่เดินเข้ามา
ในขณะที่เขากำลัง “ก่อเหตุฆาตกรรม” ปากของเขาก็ไม่ได้เกียจคร้าน “ดูพวกเ้าตัวอ้วนสองคนสิ หรือว่าเก็บเนื้อดีๆ ไว้กินเองจนหมด ปกติกับข้าวที่ทำถึงได้ไม่อร่อยเลย ดีกว่าอาหารหมูไม่เท่าไร สมควรจะส่งพวกเ้าไปเรียนที่จวนจริงๆ!”
พ่อครัวทั้งสองคนรู้สึกผิดเป็อย่างมาก หากว่าฝีมือของพวกเขาไม่ดี เมื่อก่อนใครกันที่ยังไม่ทันถึงเวลากินข้าวก็ไปนั่งรออยู่หน้าห้องครัวเพื่อรอกินข้าว ทุกวันนี้กลับลืมบุญคุณกันไปเสียแล้ว ช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ
อย่างไรก็ตามพวกเขาทั้งสองคนก็แอบมองไปที่หมูสามชั้นน้ำแดงหอมๆ ชามนั้น ในใจก็รู้สึกอยากจะเรียนรู้เช่นกัน แต่จะทำอย่างไรได้ ท่านแม่ทัพที่มีสีหน้าเ็ามาโดยตลอดวันนี้สีหน้าของเขากลับดูแปลกไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเอ่ยปากออกมา
พ่อครัวทั้งสองคนทำงานได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว พวกเขายกข้าวหนึ่งถ้วยและกับข้าวอีกหนึ่งอย่างให้กับทุกคนอย่างรวดเร็ว อวี้ฉือหุ่ยยกถ้วยข้าวออกมา เขายิ้มและเดินไปหาลุงอวิ๋นที่หน้าโต๊ะหนังสือเพื่อเร่งให้เขาแบ่งเนื้อ
ลุงอวิ๋นเองก็ไม่มีทางเลือก เขาจำต้องยกชามหมูสามชั้นน้ำแดงนี้ออกไปจากสายตาของนายน้อย เมื่อเขายกกลับมาวางก็เหลือเพียงห้าหกชิ้นเท่านั้น ทำเอาเขาไม่กล้ามองคิ้วที่กำลังกระตุกอยู่ของนายน้อย
เขาเองก็ตระหนี่มากแล้ว เขาแบ่งให้คนละสี่ถึงห้าชิ้นเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อมีคนอยู่ในห้องมากมาย มีแม่ทัพและรองแม่ทัพอยู่ถึงยี่สิบกว่าคน มีหมาป่ามากแต่มีเนื้อน้อย แต่ก็ยังสามารถแบ่งเนื้อไว้ได้หลายชิ้น ดังนั้นเขาเองก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว
ทุกคนเองก็รู้สึกผิดในใจและไม่กล้าโลภอยากได้กับข้าวที่ทำจากเนื้อและกับข้าวมังสวิรัติที่มีอย่างละสองอย่างเพิ่ม พวกเขาก้มหน้าและกัดหมูสามชั้นน้ำแดงไปคำเล็กๆ จากนั้นก็กัดข้าวอย่างแรง รสชาติแสนอร่อยนั้นมากพอที่จะชนะทุกอย่าง
กงจื้อิค่อยๆ กินหมูสามชั้นน้ำแดงจนหมด จากนั้นก็เริ่มกินอย่างอื่น เป็อย่างที่คาดไว้เมื่อเขาเห็นอวี้ฉือหุ่ยจอมซื่อบื้อยื่นหน้าออกมามองอีกแล้ว สีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของเขาก็ทำให้ในใจของกงจื้อิรู้สึกดีขึ้นมาอย่างมาก
คงไม่ต้องบอกว่าแม่ทัพหลายคนในศาลาที่ว่าการกลายเป็คนไร้ยางอายเพียงเพราะหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง แค่พูดถึงจวนของสกุลอวิ๋นในตอนนี้ ชาวนาทุกคนต่างก็เอาเนื้อหมูกลับบ้านไปอย่างมีความสุข ต่อให้เหล่าภรรยาจะอยากนำอาหารดีๆ ที่หาได้ยากเช่นนี้มาโรยเกลือเพื่อเก็บเอาไว้ขนาดไหน แต่เมื่อมองไปที่ลูกชายและลูกสาวที่กำลังมองมาพลางน้ำลายไหล สุดท้ายพวกนางก็หั่นออกมาเป็ชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปผัดกับผักกาดขาว ทำให้ทุกคนในครอบครัวต่างก็ได้กินจนอิ่มท้อง
หลังจากที่กินดื่มจนอิ่มหนำแล้ว เหล่าผู้ชายในครอบครัวก็สวมชุดที่เก่าและโทรมที่สุดไปหาหยวนชิงเหอเพื่อรับมอบหมายงาน พวกเขาได้ยินจากที่ผู้ดูแลเฉิงพูดแล้ว ต่อไปแรงงานทุกคนในจวนจะเริ่มมีการแบ่งของตามกำลังงานที่ทำได้ โดยจะนับตอนสิ้นปีว่าจะได้ปริมาณเท่าไร หลักๆ แล้วจะเป็ข้าวสารและเนื้อหมู รวมไปถึงผ้าฝ้ายและผ้าดิบ
ในฐานะหัวหน้าครอบครัว เพื่อให้ภรรยาและลูกได้กินอิ่มท้องและมีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่ เขาจะใช้แรงงานมากสักหน่อยก็เป็เื่ที่สมควรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นจากที่ดูแล้วเหมือนว่าเ้าบ้านคนใหม่จะเป็คนที่ใจดีและสมเหตุสมผล
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ ทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นก็เริ่มก่อสร้างกันอย่างกระตือรือร้นและขยันขันแข็ง
ติงเหว่ยยุ่งจนไม่มีเวลามาสนใจลูกชาย นางก็เลยพาเ้าเด็กดื้อไปฝากไว้กับเฉิงเหนียงจื่อที่ใต้ต้นสาลี่เพื่อให้เล่นกับเอ้อร์หวา แล้วนางก็หยิบสมุดบัญชีขึ้นมาและพาอวิ๋นอิ่งที่เพิ่งกลับมาจากการส่งข้าวไปเดินทั่วอาณาเขต ไม่รู้ว่าหลี่ฉายเ้าบ้านคนก่อนหวาดกลัวในชื่อเสียงของกงจื้อิ หรือว่ารีบหนีตายกันแน่ เขาถึงได้ทิ้งพืชผลที่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวเอาไว้ ถึงแม้จะไม่มากเท่าไรแต่ก็มีข้าวและข้าวโพด แค่ซื้อข้าวกับแป้งมาเพิ่มสักหน่อยแล้วกินผสมกันไปก็เพียงพอให้ทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นมีอาหารไปถึงปีหน้าแล้ว อีกอย่างในห้องเก็บของใต้ดินยังมีมันฝรั่งและมันหวานมากกว่าครึ่ง นอกจากนี้ยังมีผักกาดขาว หัวไชเท้าอีกจำนวนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็ได้ทั้งพืชผลและกับข้าว ช่างเต็มไปด้วยของดีๆ จริงๆ
แต่เมื่อดูที่โกดังเก็บของกลับไม่มีของดีอะไร แต่ก็มีถ้วยชามกระเบื้องหนาๆ หลายสิบชุด แล้วก็โต๊ะและม้านั่งยาวอีกไม่น้อย
ติงเหว่ยเห็นแล้วก็มีความสุข นางให้ลุงหลี่และคนอื่นๆ ช่วยกันทำความสะอาดห้องว่างสองห้องที่เรือนนอก ห้องหนึ่งให้จัดโต๊ะและเก้าอี้เอาไว้ อีกห้องหนึ่งให้จัดวางเตียงเตาตัวใหญ่ ต่อไปเวลาที่กงจื้อิพาองครักษ์กลับมาก็จะได้มีที่กินที่อยู่อย่างสะดวก
อวิ๋นอิ่งนึกถึงเสียงอึกทึกครึกโครมในเมือง และมองติงเหว่ยที่ยังคงนิ่งสงบ ในใจนางทั้งรู้สึกนับถือและแปลกใจ นางอดไม่ได้ที่จะถามออกมาว่า “แม่นาง เอ่อ บางทีากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ท่านไม่กลัวอย่างนั้นหรือ?”
ติงเหว่ยที่ถูกถามก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็ยิ้มและพูดว่า “ไม่ใช่ว่ายังมีนายน้อยอยู่หรอกหรือ หากว่าปล่อยให้คนมาโจมตีพวกเราจนถึงที่นี่ งั้นชื่อเสียงท่านแม่ทัพใหญ่ไร้พ่ายของเขาก็คงจะสูญเปล่า อีกอย่าง หากจะต้องอยู่กับความอกสั่นขวัญแขวนทั้งวัน จะใช้ชีวิตต่อไปยังไงกัน?”
หลังจากพูดจบ นางก็หันไปมองรอบๆ อาณาเขตผืนดินแห่งนี้ทั้งหมด “ข้าเคยได้ยินประโยคหนึ่งพูดว่า ดูแคลนศัตรูใทางยุทธศาสตร์ เห็นคุณค่าศัตรูในทางยุทธวิธี [1] พวกเรามีกำแพงที่สูงตระหง่าน เสบียงอาหารที่มากมาย แล้วก็ค่อยๆ … เอ่อ สรุปก็คือเชื่อใจในตัวท่านแม่ทัพ แล้วก็เตรียมการให้พร้อมรับมือเท่านั้นก็พอแล้ว”
อวิ๋นอิ่งเองก็สงสัยว่าคำพูดที่ถูกดึงกลับไปเ่าั้คืออะไร แต่นางก็ไม่ได้ถามซักไซ้ต่อ แต่ทันใดนั้นจู่ๆ ติงเหว่ยกลับนึกถึงเื่บางอย่างขึ้นมาได้ “ในจวนแห่งนี้มีเส้นทางลับใช่ไหม?”
“แม่นางรู้ได้ยังไงกัน? ข้าตื่นเช้ามาเพื่อตรวจสอบ ห้องด้านในของเรือนหลักมีเส้นทางลับอยู่หนึ่งเส้นซึ่งจะนำไปที่ถ้ำหนึ่งบนูเาตงซาน และถ้ำบนูเานั้นก็เชื่อมต่อกับโพรงไม้ของต้นสาลี่ต้นหนึ่งที่เหี่ยวเฉาตายไปแล้ว ข้าเดาว่าคงต้องเป็ของเ้าบ้านคนก่อนแน่ๆ เขาซ่อนเงินทองไว้ที่นั่น และทิ้งไว้เพียงหีบที่ว่างเปล่าสองใบเท่านั้น”
อวิ๋นอิ่งเดิมทียังไม่มีเวลามารายงานเื่นี้ นึกไม่ถึงเลยว่าติงเหว่ยกลับคาดเดาไว้ได้ล่วงหน้าแล้ว
ติงเหว่ยที่ได้ฟังก็ดวงตาเป็ประกาย นางรู้สึกอยากเล่นขึ้นมาก็เลยพาอวิ๋นอิ่งปลีกตัวจากลูกชายที่กำลังเล่นอยู่นอกบ้าน จากนั้นก็เดินเข้าไปในเส้นทางลับจริงๆ จากนั้นก็เดินออกมาด้วยหน้าตามอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่น แล้วนางก็พูดว่า “เส้นทางลับนี้นอกจากพวกเราแล้วจะไม่ให้คนอื่นรู้อีกเป็อันขาด เ้าอย่าลืมเอาเสบียงอาหารและน้ำสะอาดไปวางไว้ที่ถ้ำบนูเาแห่งนั้นสักหน่อยด้วย ปกติก็ขยันเข้าไปเปลี่ยนของพวกนี้สักหน่อย ไม่แน่ว่าบางทีวันหนึ่งอาจต้องใช้ขึ้นมา”
อวิ๋นอิ่งพยักหน้าและตอบรับด้วยสีหน้าจริงจัง
ติงเหว่ยสั่งเื่นี้ออกมาแล้วก็ลืมเื่นี้ไปแล้ว ใครเล่าจะนึกว่านางไม่ได้แค่เล่นสนุกไปชั่วขณะ แต่กลับได้ใช้ประโยชน์จริงอย่างรวดเร็วจริงๆ
ดังสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า มีคนเยอะก็ทำงานง่ายมากขึ้น มีคนน้อยก็กินอาหารได้ง่ายมากขึ้น ทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นต่างก็มีความหวัง ครอบครัวชาวนาแต่ละครอบครัวต่างก็ทำงานอย่างหนัก ในเวลาเพียงไม่กี่วันจึงมีอิฐดินจำนวนมากที่ถูกตากแห้งอยู่บริเวณเชิงเขาตงซาน เสาไม้ที่หนาเท่าแขนของชายหนุ่มก็ถูกกองไว้สูงประมาณครึ่งหนึ่งของคน รอจนกระทั่งลมเหนือพัดผ่านมาอย่างสนุกสนาน อิฐดินพวกนั้นก็แข็งแรงและทนทานราวกับอิฐทนไฟ และเสาไม้ก็แห้งสนิท
และยังจำเป็ต้องไปจ้างช่างก่ออิฐมาจากในเมือง ครอบครัวชาวนาล้วนมีความสามารถรอบด้าน หากจะพูดว่าสร้างเรือนหลังใหญ่สักหลังพวกเขาเองก็ไม่กล้าโอ้อวด ทว่าสร้างบ้านดินเป็เล้าหมูเล้าไก่นั้นพวกเขาสามารถทำได้
ดังนั้นภาพที่เห็นก็คือคอกหมูสองแถวและที่ด้านนอกก็มีคอกไก่อีกสองแถวสูงเท่าความสูงของคนสองคนอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเมื่อลมพัดก็สูงขึ้นอย่างไรอย่างนั้น ในวันนี้ตอนเที่ยงจึงรีบจุดประทัด จากนั้นทุกคนต่างก็ะโออกมาพร้อมๆ กันและวางคานหลังคาลงไป
ติงเหว่ยกำชับให้ป้าหลี่จัดโต๊ะอาหารเพื่อตอบแทนเหล่าชาวนาที่ทำงานอย่างหนักมาเป็เวลานาน เดิมทีเหล่าชาวนาหวังว่าจะได้รับรางวัลเพิ่มเติมจากเ้าบ้านสักหน่อย ไหนเลยจะนึกว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ พวกเขาตื่นเต้นและวิ่งกลับไปที่บ้านอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็ชุดที่ดีที่สุด จากนั้นพวกเขาก็ถูมือไปมาอย่างระมัดระวัง นั่งลงในเรือนด้านนอกแล้วก็ยกจอกเหล้าขึ้นมา
่นี้เฉิงต้าโหยวก็ยุ่งไปด้วยกันกับทุกคน ใบหน้าของเขาถูกแดดเผาไหม้จนดำคล้ำ ตอนนี้เขากำลังเป็ตัวแทนของเ้าบ้านในการเชิญชวนให้ดื่มเหล้า เดิมทีเขาก็เป็เถ้าแก่มาก่อน ทุกวันนี้ได้รับความไว้ใจจากเ้าบ้าน ถือได้ว่าเป็่เวลาแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าเขาจะพูดหรือจะทำอะไรก็ราบรื่นมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่เหล้าเก่าแก่เข้าไปในปากของพวกเขาสองชาม กินผัดกะหล่ำปลีกับเนื้อหมูชามใหญ่เข้าไปจนปากมันเยิ้ม ในที่สุดพวกเขาก็พึงพอใจเป็อย่างมาก
เฉิงต้าโหยวเองก็ถือโอกาสจากตอนที่ทุกคนกำลังเมาแจกจ่ายงานใหม่ไปให้ นั่นก็คือการรับซื้อลูกหมูและแม่ไก่ อย่างไรเล้าหมูและเล้าไก่ก็สร้างเสร็จแล้ว ไม่ควรจะปล่อยให้ตากแดดเอาไว้เปล่าๆ แม่นางติงก็เคยบอกไว้ว่าพอถึงตอนตรุษจีนจะส่งหมูและไก่ไปให้ท่านแม่ทัพ เพื่อเอาไว้เป็รางวัลให้แก่ทหาร
แม้ว่าชาวนาจะมีชีวิตอยู่อย่างอัตคัด แต่ไม่ว่าใครก็มีญาติและเพื่อนฝูง รวมถึงในหมู่บ้านสือหลี่ปาก็มีคนรู้จักตั้งหลายคน งานที่เ้าบ้านมอบหมายให้นั้นแค่ต้องพูดให้มากสักหน่อย ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงตอบตกลงไปโดยปริยาย
หลังจากงานเลี้ยงจบพวกเขาก็กลับไปเยี่ยมบ้านกันสักหน่อย แม่พาหลานชายไป แม่สามีถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยแป้งปิ่งออกจากประตูไป อันนี้เอากลับไปที่บ้านแม่ อันนั้นเอากลับไปเยี่ยมลุง เพียงหนึ่งวันทุกคนในรัศมีสิบลี้ต่างก็รู้ว่าเ้าบ้านคนใหม่ที่หมู่บ้านหลี่เจียจวง้ารับซื้อลูกไก่และลูกหมู หรือถ้าไม่มีสองอย่างนี้ไข่ไก่พวกเขาก็รับ
หากเป็่สถานการณ์ปกติทุกบ้านต่างก็้าขุดน้ำมันและเกลือ [2] ออกมาจากก้นของแม่ไก่ ผู้ใดจะตัดใจขายได้ แต่ทุกวันนี้สถานการณ์ไม่สงบ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะเกิดาขึ้นมา ต่อให้เหล่าทหารที่ก่อฏจะไม่ทำร้ายหรือรังแกประชาชน แต่ก็ไม่มีใครรับรองได้ว่าทหารเร่ร่อนจะปล่อยผ่านไป เกรงว่าหมูและไก่ในบ้านก็คงจะไม่เหลือแม้แต่ขนสักเส้น มิสู้ขายออกไปแล้วแลกเป็เสบียงอาหารกลับมาจะดีกว่า
เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็ทยอยใช้เกวียนใส่ลูกหมูและลูกไก่ที่โตสักหน่อยจากบ้านตนเองมา และก็แบกตะกร้าใส่ไข่ไว้ที่ด้านหลังมาที่จวนสกุลอวิ๋น สุดท้ายพวกเขาก็เข็นเสบียงอาหารที่จำนวนไม่มากก็น้อยกลับบ้านตนเองไป
สะสมทีละเล็กทีละน้อยก็จะได้เยอะ รวบรวมทรายก็จะกลายเป็หอคอย[3]
หลังจากผ่านไปครึ่งเดือน เล้าหมูของสกุลอวิ๋นก็มีลูกหมูตัวเล็กและตัวใหญ่ถึงสามสิบกว่าตัว ในเล้าไก่ก็มีแม่ไก่ลูกไก่ส่งเสียงเรียกจิ๊บๆ ไม่หยุด แม้แต่ไข่ไก่สีแดงก็เก็บได้ถึงสี่ห้าร้อยฟองแล้ว
ติงเหว่ยเลือกวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและพาป้าหลี่กับเสี่ยวชิงไปทำความสะอาดโหลดินเผาขนาดใหญ่หลายใบ จากนั้นก็เอาไข่ไก่ลงไปล้างให้สะอาด จากนั้นก็ชุบลงไปในชามเหล้าและเอาไปกลิ้งบนเกลือหนึ่งรอบ แล้วก็ค่อยๆ ใส่ลงไปในโหลดินเผาจากนั้นก็ปิดฝาให้แน่นและเอาไปไว้ที่ห้องเก็บของใต้ดินเพื่อรอกินไข่ไก่แดงเค็ม
ในความเป็จริงแล้ววิธีการนี้รสชาติอาจไม่ดีเท่ากับการพอกด้วยโคลนสีเหลืองทองหรือแช่ในน้ำเกลือที่ผสมด้วยพริกไทย แต่ว่ากลับชนะที่ใช้เวลาน้อยกว่า หากจะพูดเื่ไข่เค็ม ไข่เป็ดใช้ทำไข่เค็มได้ดีที่สุด แต่น่าเสียดายที่เป็ดกินอาหารเยอะและชอบน้ำ ครอบครัวชาวนาเองก็ไม่ค่อยเลี้ยงกัน ทุกวันนี้ในเวลาเช่นนี้ยังสามารถเก็บไข่ได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
กว่าเื่เหล่านี้จะเสร็จ วันเวลาก็ก้าวเข้าสู่เดือนสิบสองแล้ว ต่อให้สภาพอากาศที่เฉียนโจวจะอุ่นกว่าชิงผิงสักหน่อย แต่ในฤดูหนาวอย่างไรก็ไม่เหมือนฤดูใบไม้ผลิ ทุกคนในจวนสกุลอวิ๋นล้วนเปลี่ยนเป็เสื้อคลุมที่ทำจากผ้าฝ้ายมาตั้งนานแล้ว แม้แต่เหล่าชาวนาเองก็หาวิธีการต่างๆ ออกมา บ้างก็ใส่ชุดหนังแกะ บ้างก็ใส่หมวกคุณภาพแย่ๆ สรุปก็คืออะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาอุ่น
ในทางกลับกันกงจื้อิที่อยู่ในเมืองกำลังกังวลเื่เสื้อคลุมกันหนาวสำหรับทหารเป็อย่างมาก ก่อนหน้านี้ฝ่ายพาณิชย์ได้ฝ่าอันตรายไปซื้อผ้าฝ้ายและผ้าเนื้อหยาบกลับมาเป็จำนวนมาก ทว่าตอนนี้กลับหาคนมาเย็บเป็เสื้อกันหนาวและรองเท้าไม่ทัน
เฉียนเหลียงที่คอยบริหารจัดการเฉียนโจวใน่นี้ เขาคิดว่าตนเองเป็คนฉลาดเฉลียวและมีความสามารถ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเขากลับไม่มีข้อคิดเห็นดีๆ เลย ในที่สุดเขาก็คิดและแนะนำออกมาว่า “ท่านแม่ทัพ มิสู้เราแจกจ่ายผ้าฝ้ายและผ้าเนื้อหยาบให้ทุกครัวเรือนในเมือง กำหนดเวลาที่จะต้องเสร็จจากนั้นก็ค่อยเก็บกลับมา”
-----------------------------------------
[1] ดูแคลนศัตรูในทางยุทธศาสตร์ เห็นคุณค่าศัตรูในทางยุทธวิธี 在战略上藐视敌人,在部署上重视敌人 หมายถึง การพัฒนาจะต้องไม่ดูถูกตนเอง ให้คิดเสมอว่าตัวเราสามารถทำในสิ่งที่คาดหวังได้สำเร็จเหมือนเวลาวางยุทธศาสตร์ที่คาดการณ์เอาไว้ว่าจะสามารถเอาชนะศัตรูได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทะนงตนมากจนเกินไป เมื่อใช้ยุทธวิธีออกรบย่อมต้องระแวดระวังศัตรูอยู่เสมอ
[2] น้ำมันและเกลือ 油盐 มาจากคำว่า ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู และชา(柴米油盐酱醋茶) ซึ่งเป็สิ่งของ 7 สิ่งที่จำเป็ต้องใช้ในชีวิตประจำวันของคนจีนสมัยก่อน จึงเป็สัญลักษณ์ของ “ปากท้อง” หรือใช้อุปมาถึงสิ่งจำเป็ในการดำรงชีวิต
[3] สะสมทีละเล็กทีละน้อยก็จะได้เยอะ รวบรวมทรายก็จะกลายเป็หอคอย 积少成多,聚沙成塔 หมายถึงการสะสมสิ่งของจำนวนเล็กน้อยและเปลี่ยนให้มีปริมาณหรือคุณภาพที่มากขึ้น สำนวนทั้งสองเน้นพูดถึงการสั่งสมอย่างต่อเนื่องและการทำงานหนัก แล้วเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายหรือความสำเร็จที่้าได้
