ผู้าุโเหว่ยลูบม้าไม้เพื่อแกล้งหลานชายของเขาและพูดอย่างพออกพอใจไปด้วยว่า “ผู้าุโอวิ๋นอย่าหาเื่ทะเลาะอีกเลย วันนี้ข้าจะไม่ให้เ้าได้อุ้มอันเกอเอ๋อร์ และเ้าก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย ฮึ่ม! ก่อนหน้านี้ข้ากับเ้าหนุ่มกงจื้อเดิมพันกัน และเขาก็พ่ายแพ้ทำให้เ้าต้องมาเป็ผู้ติดตามข้าหนึ่งวัน ผู้ติดตามคืออะไรไม่ต้องบอกเ้าก็รู้อยู่แล้วใช่ไหม? ข้าให้เ้านั่งเ้าก็ห้ามยืน ข้าให้เ้ากลั้นไว้เ้าก็ห้ามไปปัสสาวะ ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างมีความสุขจริงๆ!”
ผู้าุโยิ่งพูดก็ยิ่งมีความสุข เขาเงยหน้าขึ้นและหัวเราะเสียงดังออกมา คงไม่ต้องบอกว่าตอนนี้ใบหน้าของลุงอวิ๋นดูอัปยศอดสูขนาดไหน เขาหันกลับไปมองนายน้อยของตนเองด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อยอย่างไม่อยากเชื่อ
กงจื้อิเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเป็อย่างมาก ใบหน้าที่หล่อเหลาและเ็าของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงอย่างหาได้ยาก ในใจของเขาก็รู้สึกเสียใจที่วันนั้นรู้สึกประมาท เดิมทีเขาคิดว่าอย่างไรก็เป็การเดิมพันที่ชนะอย่างแน่นอน แต่สุดท้ายแพ้ไม่เท่าไร ยังเอาผู้ดูแลบ้านาุโเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอีก
“อะแฮ่ม ไหนๆ กลับไปที่ไร่ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว มิสู้ไปอยู่ในที่ว่าการในเมืองกับข้าสักสิบวันหรือครึ่งเดือนเถอะ” กงจื้อิหันไปมองทางติงเหว่ย แววตาของเขามีร่องรอยของความขอร้อง ติงเหว่ยที่เห็นก็รู้สึกขบขันเป็ที่สุด แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะช่วยหาทางลงให้เขา “ดีเลย อันเกอเอ๋อร์เองก็ชอบเล่นจี้รูปปลาคู่ที่ลุงอวิ๋นให้ คิดว่าเขาเองก็คงคิดถึงลุงอวิ๋นเป็แน่ งั้นก็ให้เขาเล่นเป็เพื่อนลุงอวิ๋นสักหน่อยเถอะ”
เป็อย่างที่คาดไว้เมื่อได้ยินว่าคุณชายน้อยคิดถึงตัวเอง ลุงอวิ๋นก็ยิ้มออกมาหน้าบาน ส่วนที่ว่าจะต้องเป็ผู้ติดตามหนึ่งวันก็ถูกลืมไปนานแล้ว อย่างมากก็แค่ถูกศัตรูทรมานให้ยกชารินน้ำทั้งวัน ก็ปล่อยให้เขาหยิ่งผยองไปสักครั้งก็แล้วกัน
“ไอ๊หยา อันเกอเอ๋อร์ชอบจี้รูปปลาคู่ที่ปู่อวิ๋นให้หรือ ที่ห้องเก็บของในที่ว่าการยังมีของสนุกๆ อีกเพียบ เดี๋ยวรอหลังจากที่กลับเข้าเมืองแล้ว ปู่อวิ๋นจะพาเ้าไปเลือกเป็คนแรก อันเกอเอ๋อร์ของพวกเราอยากได้อะไรก็หยิบอันนั้นเลย!”
ไม่รู้ว่าอันเกอเอ๋อร์ฟังเข้าใจ หรือว่าคิดถึงผู้าุโจริงๆ เขายื่นมือออกไปหาผู้าุโในทันทีเพื่อให้อุ้มเขา
ลุงอวิ๋นมีความสุขมากจนจะเดินเข้าไปรับมา แต่ผู้าุโเหว่ยกลับไม่ยอม และคงไม่ต้องบอกว่าผู้าุโทั้งสองจะเริ่มทะเลาะแย่งเด็กหนึ่งคนกันอีกแล้ว
ติงเหว่ยสบตากับกงจื้อิ พวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไรสามส่วนและขบขันเจ็ดส่วน ก็เลยพูดคุยเล่นกันต่อไป และหารือกันเื่การจัดการกองทัพทหารหญิงรวมถึงก่อนหน้านี้ที่คุยกันเื่เหล่าทหารที่พิการ อย่างไรคนเหล่านี้ก็ไม่สามารถสู้รบได้ หากว่าตามกองทัพอี้จวินขึ้นเหนือก็จะเป็ภาระเท่านั้น อีกอย่างหากว่ามีคนหนึ่งไม่ระมัดระวังก็จะลากพาคนเหล่านี้ที่รอดพ้นจากความตายให้ตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง คงจะเป็การดีกว่าถ้าพวกเขาอยู่ต่อที่จูโจวหรือจินโจวสองเมืองนี้จนกว่าาจะสงบลง หรือว่ากลับบ้านเกิด หรือไม่ก็ให้พวกเขาไปอาศัยอยู่ในที่ที่้า
ไม่ต้องพูดถึงว่าภายในกระโจมใหญ่คนแก่และเด็กโต้ฝีปากกันอย่างสนุกสนานแค่ไหน แค่บอกว่าคำพูดของท่านแม่ทัพใหญ่หนักแน่นดั่งทองคำหนึ่งพันชั่ง กองทัพทั้งสองถูกสั่งห้ามเคลื่อนทัพ ทว่ากองทัพทั้งสองก็รวมเป็หนึ่งเดียวกัน และเริ่มถอนค่ายเพื่อกลับเข้าเมือง
ติงเหว่ยอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ และพาอวิ๋นอิ่งนั่งรถม้าตามเดิม ที่ด้านหน้าของรถม้ามีหัวหน้ากลุ่มในกองทัพทหารหญิงนั่งอยู่สองคน คนหนึ่งขับรถม้าอย่างระมัดระวัง อีกคนหนึ่งก็พกมีดยาวไว้ที่เอว ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางกองทัพอี้จวินแต่พวกนางก็ไม่มีท่าทีที่จะลดความระมัดระวังลงเลยแม้แต่น้อย
ผู้าุโเหว่ยมองดูจากไกลๆ ก็วางใจ ดังนั้นเขาก็เลยคว้าซานอีผู้โชคร้ายและพาขึ้นไปในป่าบนูเาข้างๆ เพื่อไปหาสมุนไพร แต่ในความเป็จริงแล้วเขา้าแค่จับไก่ชนสีสันสวยงามเพื่อจะเอาใจหลานชายเท่านั้น มิเช่นนั้นหากถูกศัตรูเก่าแย่งหลานชายไป ก็คงไม่ยุติธรรมกับเขา!
ทหารนับแสนนายจะพูดว่าเยอะก็ไม่เยอะ จะพูดว่าน้อยก็ไม่น้อยอย่างแน่นอน หากเข้าแถวเป็แนวยาว ก็ไกลออกไปถึงสิบกว่าลี้ เสียงร้องของม้าและลา ธงที่โบกสะบัดไปมา มองดูจากที่ไกลๆ แล้วช่างน่าเกรงขามไม่น้อย
เมื่อเห็นประตูเมืองอยู่เบื้องหน้า ไม่เหมือนกับการต้อนรับครั้งก่อนตอนที่กงจื้อิกลับมาในเมือง ครั้งนี้ประชาชนในเมืองกระตือรือร้นมากกว่านั้น ทุกครัวเรือน บุรุษ สตรี คนแก่และเด็กต่างก็พากันออกมาแสดงความยินดีที่ได้รับชัยชนะกลับมา เป็วีรบุรุษที่ปกป้องพวกเขาให้ปลอดภัย!
อาจเป็ครั้งแรกที่ทหารหญิงสองคนได้เห็นฉากนี้ ทั้งคู่รู้สึกภูมิใจและรายงานด้วยเสียงแ่เบาแก่คนภายในรถม้าว่า “แม่นาง ท่านรีบดูเร็วเข้า ชาวบ้านกำลังต้อนรับกองทัพที่ได้รับชัยชนะกลับมา!”
เมื่อติงเหว่ยได้ยินเช่นนั้น นางก็ยิ้มให้พลางดึงคอเสื้อนวมให้ลูกชาย จากนั้นก็ยกมือขึ้นเปิดหน้าต่าง อวิ๋นอิ่งเองก็เข้ามาร่วมวงอย่างมีความสุข นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “กองทัพอี้จวินได้รับการปกป้องจากประชาชน ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว กองทัพใหญ่ยกทัพขึ้นเหนือจะต้องง่ายขึ้นอย่างแน่นอน”
ติงเหว่ยตอบด้วยรอยยิ้มว่า “คงจะดีกว่าถ้าไม่ต้องสู้รบกัน ไม่เช่นนั้นผู้าเ็และล้มตายต่างก็เป็พี่น้องทหารของซีเฮ่า ช่างเป็เื่ที่น่าหนักใจจริงๆ”
อวิ๋นอิ่งพยักหน้า แต่ในขณะที่นางกำลังจะพูดอีกครั้ง จู่ๆ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที
ที่แท้ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรที่ถนนสายหลักทางตอนเหนือของเมืองก็มีขบวนองครักษ์วิ่งมาอย่างบ้าคลั่งแต่ไกล หญิงสาวคนหนึ่งในขบวนนั้นสวมเสื้อและกางเกงสีแดงสด และสวมเสื้อคลุมสีแดงทับ ลมพัดมาที่ประตูเมืองวูบหนึ่ง นางเหยียบขึ้นบนหลังม้าและบินขึ้นไป แล้วก็ะโลงมาในอ้อมกอดของท่านแม่ทัพใหญ่ในชุดเกราะสีทองพอดิบพอดี!
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็ทหารหลายแสนนายหรือประชาชนในเมืองต่างเงียบไปครู่หนึ่งอย่างน่าประหลาด แต่สุดท้ายพวกเขาก็ปรบมือออกมาด้วยความยินดี
ั้แ่สมัยโบราณสาวงามก็คู่ควรกับวีรบุรุษ สาวงามที่สวยและเผ็ดร้อนเช่นนี้เป็ฝ่ายกระโจนเข้าไปในอ้อมแขนของท่านแม่ทัพใหญ่ก่อน ยังจะมีอะไรที่ทำให้คนอิจฉาและยินดีมากไปกว่านี้อีก!
แต่ทุกคนในกองทัพหญิงกลับขมวดคิ้ว และแม่ทัพบางคนที่พอจะรู้เื่ภายในก็มีสีหน้าแปลกประหลาด พวกเขาแอบมองไปทางรถม้าที่อยู่ไม่ไกล…
จู่ๆ อวิ๋นอิ่งก็ปิดผ้าม่านลง จากนั้นก็หันกลับมาอย่างเกร็งๆ นางไม่รู้จะพูดอย่างไรไปครู่หนึ่ง
ใบหน้าของติงเหว่ยกลับไม่มีความโกรธใดๆ นางค่อยๆ ดึงผมที่ลูกชายกำไว้กลับมาอย่างช้าๆ และหยิบแผ่นเนื้อแห้งจากในกล่องออกมาให้ลูกชายกัดเล่น จากนั้นถึงได้พูดออกมาอย่างเ็าว่า “บอกข้ามาสิว่าหญิงคนนั้นเป็ใครกัน? คู่หมั้นของนายน้อยของพวกเ้า หรือว่าเพื่อนสาวคนสนิท? ไม่ต้องบอกข้าว่าเป็แค่เพื่อนร่วมรบ ข้าไม่เห็นจะเคยเห็นทหารคนใดในแสนกว่าคนนี้โผเข้าไปในอ้อมกอดของเขาสักคน?”
อวิ๋นอิ่งมีสีหน้าลำบากใจอย่างยิ่ง อยากจะโกหกแต่ก็รู้ว่าคงหลอกไม่ได้ ไม่โกหกก็กลัวว่าจะทำให้ติงเหว่ยโกรธมากขึ้น เช่นนั้นจะไม่ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิมหรือ?
ติงเหว่ยเห็นนางไม่พูดอะไรก็ไม่เร่งเร้า นางก้มลงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำลายที่ไหลถึงคางของลูกชาย
อวิ๋นอิ่งไม่มีทางเลือก นางพิจารณาอยู่นาน สุดท้ายคิดว่าแทนที่จะให้ติงเหว่ยได้ยินข่าวลือที่ไม่เป็ความจริงจากปากคนอื่น สู้ให้นางเป็คนพูดออกมาเองดีกว่า อาจจะช่วยนายน้อยของพวกเราได้บ้าง
“เอ่อ แม่นางอย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป หญิงสาวในชุดแดงคนนี้ไม่ใช่คู่หมั้นของนายน้อย แค่...อืม...แค่นางมีใจรักใคร่ต่อนายน้อยอยู่บ้าง หญิงสาวคนนี้แซ่ชู พ่อของนางคือแม่ทัพชูจงอี้ที่ประจำการอยู่ที่ชายแดนตะวันตก ในปีที่นายน้อยพิชิตแดนตะวันตกและขับไล่เถียเหล่ยออกไป แม่ทัพาุโชูนำแม่ทัพหนุ่มหกนายมาช่วยท่านแม่ทัพที่แนวหน้าอย่างเต็มความสามารถ เรียกได้ว่าซื่อสัตย์และทำหน้าที่อย่างถึงที่สุด บุตรสาวแม่ทัพคนนี้เป็ลูกคนสุดท้องและยังเป็สตรีเพียงคนเดียว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พ่อและพี่ชายจะตามใจั้แ่เด็ก นางไม่ชอบเย็บปักถักร้อย ชอบแต่เรียนศิลปะการต่อสู้ก็เลยหาคนมาหลายสิบคนเพื่อเป็องครักษ์ เมื่อไรที่ได้ยินว่าที่ไหนมีสตรีถูกบุรุษรังแก นางก็จะออกไปช่วยอย่างแน่นอน จนที่ซีเจียงนางเองก็พอจะมีชื่อเสียงอยู่เล็กน้อย”
ติงเหว่ยเลิกคิ้วขึ้น หญิงสาวที่มีนิสัยจริงใจเช่นนี้ ถ้าในยามปกตินางคงอยากจะคบหาเป็เพื่อนด้วย แต่ตอนนี้นางนั่งอยู่ในรถม้า ในขณะที่หญิงสาวคนนั้นนั่งอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายของนาง สถานการณ์ในตอนนี้ก็ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
“แม่นางคนนี้มีชื่อว่าอะไร?”
อวิ๋นอิ่งแอบมองสีหน้าของติงเหว่ย ยิ่งเห็นนางนิ่งเงียบเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้รู้สึกกังวลมากขึ้น เมื่อนางได้ยินดังนั้นนางก็รีบตอบว่า “แม่นางคนนี้เป็ลูกคนที่เจ็ด แม่ทัพชูตั้งชื่อให้ว่าชีซี!”
“พรูด!” ติงเหว่ยเพิ่งยกถ้วยชาบนโต๊ะเล็กๆ ขึ้นมา นางตั้งใจจะดื่มน้ำให้ใจเย็นลง แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินชื่อที่คุ้นเคยขนาดนี้ ก็เลยพ่นน้ำชาออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว
เสื้อผ้าของอวิ๋นอิ่งเปียกไปหมด และนางก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก “แม่นาง ชื่อนี้มีอะไรผิดปกติ?”
ติงเหว่ยไม่สามารถบอกได้ว่าชื่อนี้ตรงกับยี่ห้อเครื่องดื่มที่นางชอบมากที่สุดในชาติก่อน จึงต้องกลั้นไอไปพร้อมกับดึงผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบชา พลางตอบอย่างอ้อมแอ้มว่า “ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าชื่อนี้มัน...อืม...ดีมาก”
อวิ๋นอิ่งไม่เชื่อแต่ก็ไม่เหมาะที่จะถามซักไซ้ต่อ ติงเหว่ยกลับอดไม่ได้ที่จะถามอีกประโยคว่า “ในสกุลชูยังมีลูกสาวอีกคนชื่อว่า เสวียปี้ [2] ไม่ก็เหม่ยเหนียนต๋า [3] หรือเปล่า?”
“เอ๋?” อวิ๋นอิ่งได้ยินแล้วก็ตาลายไปหมด นางไม่เข้าใจว่าติงเหว่ยเป็อะไรขึ้นมา อยู่ดีๆ ก็พูดจาแปลกๆ แบบนี้ หรือว่าจะโกรธจนสติหลุดไปแล้ว?
ติงเหว่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนที่โดนมองแบบนั้น จึงหัวเราะแห้งๆ แล้วอุ้มลูกชายต่อไปพร้อมกับแย่งเนื้อแห้งกับเขา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีเื่วุ่นวายเมื่อครู่นี้ ความหึงหวงในใจของนางก็ลดลงบ้าง ไม่ว่าหญิงสาวชื่อชีซีจะทุ่มเทขนาดไหนก็ตาม นางจะต้องรอฟังคำพูดจากปากของกงจื้อิเองก่อนจึงจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป คงไม่สามารถทำตัววู่วามเพียงเพราะการกอดนั้น แล้วไล่เขาออกไปได้
อย่างไรก็ตาม หากกงจื้อิลืมสัญญาในวันนั้นจริงๆ และตั้งใจที่จะมีความสุขกับสตรีหลายคน นางก็คงต้องหาวิธีจัดการกับเื่นี้…
ในขณะที่ติงเหว่ยกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ ประตูรถม้าก็ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน ท่านผู้าุโเหว่ยที่มีความเย็นตามตัวก็ะโขึ้นมา ทำให้อันเกอเอ๋อร์ใจนโยนเนื้อแห้งทิ้งไปหมด
ท่านผู้าุโยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์ เขายื่นมือเข้าไปในแขนเสื้อและหยิบนกกระจอกสีสันสดใสที่ถูกมัดขาเอาไว้ออกมา “เมื่อครู่ไม่มีอะไรทำ ข้าเลยขึ้นเขาไปเก็บยา แล้วก็จับนกกระจอกมาให้อันเกอเอ๋อร์เล่นด้วย”
อันเกอเอ๋อร์กำลังอยู่ในวัยที่ชอบสิ่งใหม่ๆ เขาใช้มือและเท้าปีนข้ามผ้าห่มหนาๆ ไปนั่งบนตักท่านผู้าุโ ก่อนจะ “หอมแก้ม” เป็การขอบคุณ แล้วจึงจับนกกระจอกสีสันสดใสมาหยอกเล่นต่อไป
ติงเหว่ยเห็นนกกระจอกถูกลูกชายจับจนขนหลุดไปหนึ่งเส้นก็อดสงสารไม่ได้ จึงหันหน้าไปอีกทาง แล้วต่อว่าท่านผู้าุโ “ท่านอาจารย์ ข้างนอกหนาวเย็นขนาดนี้ ท่านจะไปที่ป่าอีกทำไม ตอนนี้จะมีสมุนไพรที่ไหนให้เก็บกัน?”
ท่านผู้าุโกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็ไร ข้าไปกับเ้าหนุ่มซานอี ถ้ามีเื่อะไรก็ให้เขารับมือไป ไหนเลยจะต้องเหนื่อยและลำบากถึงมือข้าด้วย?”
อวิ๋นอิ่งกำลังจะรินชาให้ท่านผู้เฒ่า แต่พอได้ยินดังนั้นก็แอบดึงมือกลับไป ติงเหว่ยเห็นแล้วรู้สึกขบขันและมองอาจารย์ด้วยสายตาตำหนิ
ในที่สุดผู้าุโเหว่ยก็รู้ตัวว่าอวิ๋นอิ่งกับซานอีเป็คู่รักกัน จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยและพึมพำเบาๆ จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเื่พูด “เื่เมื่อสักครู่เ้าเห็นแล้วใช่ไหม อย่ากังวลไป หากเ้าหนุ่มกงจื้อินั่นกล้าลืมคำสัญญา ข้าจะช่วยสั่งสอนเขาให้เอง!”
ติงเหว่ยได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกอบอุ่นใจ นางยิ้มแล้วพยักหน้า “ท่านอาจารย์สบายใจเถอะ ข้าทราบดีอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี ไม่ว่าเมื่อไรจงจำไว้ว่าอย่าปล่อยให้ตนเองรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็อันขาด ถ้าจำเป็จริงๆ อย่างมากก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ออกไปจากที่นี่ โลกใบใหญ่ขนาดนี้ลูกศิษย์ของข้าหมอปีศาจหัตถ์เทวดา จะหาบุรุษดีๆ คนไหนไม่ได้!”
ท่านผู้าุโเกรงว่าลูกศิษย์จะเสียใจจึงรีบมาปลอบโยน นึกไม่ถึงว่ายิ่งพูดก็ยิ่งโกรธจนอยากจะหาชายหนุ่มดีๆ ให้ลูกศิษย์โดยเร็ว เพื่อให้นางลงเอยกับความรักครั้งใหม่ อวิ๋นอิ่งได้ยินก็รู้สึกร้อนใจแทนนายน้อย และไม่สนใจที่จะสงสารซานอีอีกต่อไป
ติงเหว่ยมีความตั้งใจจะแก้ตัวให้กงจื้อิสักสองสามประโยค แต่เมื่อนึกถึงหญิงสาวที่คล้ายกับเมฆแดงพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของเขา ความเ็ปในใจราวกับถูกเข็มทิ่มแทง นางจึงค่อยๆ กลืนคำพูดนั้นลงไป
------------------—-------------------—-------------------
[1] เมฆแดงลอยเข้าสู่อ้อมแขน 红云入怀 หมายถึง ฉากอบอุ่นและโรแมนติก โดย “เมฆสีแดง” อาจเป็สัญลักษณ์ของหน้าแดงบนใบหน้าของผู้หญิงหรืออารมณ์ที่สวยงาม ในขณะที่ “อ้อมแขน” แสดงให้เห็นว่าความงามนี้ได้รับการยอมรับและโอบกอดอย่างอ่อนโยน
[2] เสวียปี้ 雪碧 หมายถึง สไปร์ท
[3] เหม่ยเหนียนต๋า 美年达 หมายถึง มิรินด้า
