ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ การรักษาหน้าไว้ถือเป็เื่สำคัญแต่ก็ไม่ใช่เสมอไป
แม้ว่าหลินเฟิงจะล้มเหลวในการทดสอบและถูกคัดให้ออกไป แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้และร้องขอทดสอบใหม่อีกครั้ง
ทุกคนมองหลินเฟิงด้วยสายตาแปลกๆ กระทั่งยังพูดจาดูถูกออกมา สำหรับหลินเฟิงแล้วการขอโอกาสอีกครั้งไม่ใช่เื่น่าอับอาย ดังนั้นจึงไม่ใส่ใจกับสายตาของคนรอบข้าง
ชายวัยกลางคนเองก็พอจะรู้ว่าหลินเฟิงเป็คนที่ไม่ใส่ใจเื่หน้าตาหรือเกียรติยศมากนัก เขายังคงยึดมั่นในความคิดและการกระทำของตัวเอง คนที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและแน่วแน่เช่นนี้จะไม่ผ่านการทดสอบได้อย่างไร?
ฝูงชนรู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆ อาจารย์ก็ยอมตอบตกลงและมอบโอกาสให้หลินเฟิงเป็ครั้งที่สอง แต่เมื่อฟังจากน้ำเสียงของท่านอาจารย์แล้ว ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเชื่อมั่นในตัวหลินเฟิงเช่นกัน
“ขอบคุณมากขอรับท่านอาจารย์”
หลินเฟิงก้มหัวให้ชายวัยกลางคนเล็กน้อยและรู้สึกประทับใจในตัวของท่านอาจารย์คนนี้มาก เขาดูเป็มิตรและเข้าถึงง่าย นอกจากนี้ยังไม่ถือตัวเลยแม้แต่น้อย
“ข้าจะเริ่มบรรเลงกู่ฉินอีกครั้ง และครั้งนี้จะมีแค่เ้าคนเดียวที่ได้ยินมัน”
ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทันใดนั้นเขาก็เริ่มบรรเลงเพลงขึ้นมาอีกครั้ง เป็ไปตามที่เขาพูด ฝูงชนไม่ได้ยินเสียงกู่ฉินเลยแม้แต่น้อย อาจารย์สามารถควบคุมเสียงเพลงของเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อและมีแค่หลินเฟิงเท่านั้นที่ได้ยินมัน
“แข็งแกร่งจริงๆ”
ฝูงชนต่างชื่นชมอาจารย์อยู่ในใจ ส่วนศิษย์เก่าก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะในอดีตท่านอาจารย์ไม่ค่อยเปิดเผยความสามารถของตัวเองออกมาต่อหน้าพวกเขาเท่าไร
ตอนนี้หลินเฟิงรู้สึกว่าทำนองเพลงได้ลอยเข้ามาในหูของเขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาค่อยๆ หลับตาลงและจมลงไปในท่วงทำนองเพลงอีกครั้ง
“จิติญญาแห่ง์ สามารถป้องกันภาพลวงตาเหล่านี้ได้ ดังนั้นข้าต้องควบคุมมันให้หยุดนิ่ง ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่สามารถตกอยู่ในภาพลวงตาได้”
หลินเฟิงคิดในใจ ลมปราณอันเยือกเย็นได้แพร่กระจายไปทั่วร่าง ทำให้สมองของเขาปิดการรับรู้ทุกอย่างและจดจ่อไปยังภาพลวงตาที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว
ถึงแม้ว่าทำนองเพลงจะเหมือนกับก่อนหน้านี้ แต่หลินเฟิงก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาอันกระจ่างค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและจ้องมองไปยังอาจารย์ที่ดีดกู่ฉินอยู่
“หืม?” อาจารย์รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อเขาเห็นหลินเฟิงไม่ตกอยู่ในภาพลวงตานั่น ดังนั้นจึงเปลี่ยนท่วงทำนองใหม่ ไม่ช้าท่วงทำนองที่แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ก็ลอยเข้ามาในหูของหลินเฟิง ท่วงทำนองที่รวดเร็วนี้ได้ส่งผลกระทบต่อจิติญญาของเขาจนสั่นไหวขึ้นมา
แต่อย่างไรก็ตามั์ตาของหลินเฟิงก็ยังคงเปิดกว้างเหมือนเดิม
ดวงตากระจ่างใสจ้องมองไปที่อาจารย์ั้แ่ต้นจนจบโดยไม่มีท่าทางตื่นกลัว และไม่มีทีท่าว่าจะตกเข้าไปในภาพมายา
ท่วงทำนองเพลงเริ่มเร็วขึ้น ทุกคนเห็นนิ้วมือของอาจารย์กำลังพลิ้วไหวด้วยความเร็วสูง
แต่ดูเหมือนว่าหลินเฟิงจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ผ่านไปไม่นาน บนใบหน้าของชายวัยกลางคนก็ผุดรอยยิ้มขึ้นมา เขาเริ่มบรรเลงเพลงช้าลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หยุดมือ
“เ้าชื่ออะไร?” ชายวัยกลางคนมองหลินเฟิงแล้วถามออกมา
“หลินเฟิง”
“เ้าไม่ได้พูดโกหก ขอแสดงความยินดีด้วยเ้าผ่านการทดสอบ”
สิ่งที่ชายวัยกลางคนพูดขึ้นมา ทำให้ฝูงชนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง หลินเฟิงผ่านการทดสอบแล้ว? นี่เป็ไปได้อย่างไร?
รอบนี้อาจารย์ดีดกู่ฉินไม่นานก็หยุด ส่วนหลินเฟิงก็ไม่มีทีท่าว่าจะถูกสะกดจิต แล้วทำไมถึงผ่านได้ล่ะ? นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่มอบโอกาสให้ข้าอีกครั้ง”
หลินเฟิงกล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้ม ถ้าอาจารย์ไม่มอบโอกาสให้เขาอีกครั้ง เขาคงทำอะไรไม่ได้
“ท่านอาจารย์ ทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้ล่ะ? เขาลืมตาตลอดเวลา แล้วทำไมถึงบอกว่าเขาผ่านการทดสอบ?”
ชายร่างกำยำสูงใหญ่เดินไปหาอาจารย์และถามอย่างสงสัย เมื่อครู่นี้เขาก็เพิ่งจะก่นด่าหลินเฟิงไปว่าหน้าด้าน
“สิ่งที่เขาทำมันเหนือกว่าการผ่านการทดสอบเสียอีก ท่วงทำนองเพลงกู่ฉินไม่สามารถส่งผลกระทบใดๆ ต่อเขาได้ ดังนั้นที่เขาลืมตาขึ้นมาตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะว่าเขากลัวจนลืมตาขึ้น แต่เป็เพราะว่าภาพลวงตาไม่อาจทำอะไรเขาได้ ั้แ่ที่สำนักเทียนอี้ได้ก่อตั้งมา นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้พบคนอย่างเขา”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้าและยิ้มออกมา
“เขาไม่ได้รับผลกระทบจากเสียงเพลง?!” ฝูงชนรู้สึกมึนงงและประหลาดใจขึ้นมา แต่ละคนจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างสงสัย เ้าหมอนี่มันเป็สัตว์ประหลาดหรือเปล่า?
แม้แต่เวิ่นอ้าวเสวี่ยก็ยังประหลาดใจ ว่าทำไมหลินเฟิงถึงไม่ได้รับผลกระทบจากการสะกดจิต
ดวงตาของชายร่างสูงใหญ่เบิกกว้างขึ้น เขาเกาหัวตัวเองและเดินไปหาหลินเฟิง ก่อนจะพูดว่า “ข้าขอโทษที่ข้าพูดจาหยาบคายใส่เ้า ข้าเข้าใจเ้าผิดและยังได้ด่าเ้าไป ถ้าเ้าโกรธ เ้าสามารถให้ข้าทำอะไรก็ได้เพื่อเป็การลงโทษ”
หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ชายร่างั์ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา หลินเฟิงไม่ได้โกรธเขาสักนิด
คนคนนี้มีนิสัยเหมือนหานหมาน เป็พวกปากกับใจตรงกันและเป็คนประเภทกล้าทำก็กล้ารับ
เมื่อนึกถึงหานหมาน ในใจของหลินเฟิงพลันขมขื่นขึ้นมา ต้วนเทียนหลาง ต้วนหาน! ไอ้บัดซบ!!!
“เมื่อกี้เ้าพูดว่าอะไรนะ? ข้าลืมไปหมดแล้ว”
หลินเฟิงยิ้มน้อยๆ ทำให้ชายร่างกำยำชะงักเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา เขายื่นมือหนาๆ ออกไปหาหลินเฟิงแล้วกล่าวว่า
“หยวนซาน”
“หลินเฟิง”
ทั้งคู่จับมือกัน แล้วยิ้มให้กันและกัน
“ความยึดมั่น แน่วแน่ กล้าหาญ ทรงพลัง และจิตใจที่กว้างขวาง สิ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติของแม่ทัพที่ยอดเยี่ยม”
ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่อีกด้านคิดในใจอย่างเงียบๆ พลางเก็บกู่ฉินของตัวเอง และเปิดปากพูดว่า “หลินเฟิง ถ้าเ้า้าเรียนกู่ฉิน ก็สามารถมาหาข้าได้”
เมื่อพูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ฝูงชนยืนตะลึงอยู่ด้านหลัง
หลินเฟิงรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะคลี่ยิ้มออกมา เขาพูดไล่หลังอาจารย์ไปว่า “ท่านอาจารย์ ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”
ฝูงชนจ้องมองไปที่หลินเฟิงด้วยั์ตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและอิจฉา นักดนตรีกู่ฉิน เป็แขนงหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ์ ซึ่งนักดนตรีกู่ฉินนั้นทรงพลังและน่ากลัวเป็อย่างมาก พวกเขาสามารถสังหารคนได้เพียงแค่บรรเลงเพลงเท่านั้น
“ยินดีด้วยหลินเฟิง ข้าอยากเรียนกู่ฉินมาโดยตลอด แต่ท่านอาจารย์กลับไม่ยอมสอนข้า” เวิ่นอ้าวเสวี่ยเดินมาหาหลินเฟิงพร้อมรอยยิ้ม
“ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ” หลินเฟิงกล่าวพลางส่ายหัว
“โชคของเ้าดูเหมือนจะดีมาก” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวต่อไปว่า “ตอนนี้เ้าก็เป็ศิษย์ของสำนักเทียนอี้แล้ว ข้าจะพาพวกเ้าไปดูหอพักกัน”
“ได้”
“ข้าไปด้วย” หยวนซานกล่าว
“ตามมาสิ เ้าเองก็เพิ่งเข้าเทียนอี้ใช่ไหม งั้นตามข้ามาเถอะ ข้ารู้จักที่นี่ทุกซอกทุกมุม”
เวิ่นอ้าวเสวี่ยพาพวกเขาไปที่ปราสาทเก่าแก่แห่งหนึ่ง เมื่อเดินมาถึงปราสาท หลินเฟิงก็เงยหน้าขึ้น ในใจของเขารู้สึกใเล็กน้อย เพราะปราสาทแห่งนี้มีประมาณ 20 ชั้น และถูกล้อมรอบด้วยอาคารใหญ่ทั้ง 4 ทิศ
“ห้องพักของศิษย์เทียนอี้อยู่ในอาคารใหญ่ทั้ง 4 ส่วนปราสาทตรงกลางมีไว้สำหรับการบ่มเพาะ อย่างแรกข้าจะพาพวกเ้าไปเลือกห้องพักก่อน”
ปราสาทสูงถึง 20 ชั้นมีพื้นที่ว่างมากมาย เมื่อเดินผ่านเข้ามาในประตูขนาดมหึมา ก็พบห้องที่กว้างขวางอยู่หลายห้อง รวมไปถึงห้องโถงใหญ่ด้วย
“ทุกห้องเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรที่พิเศษ พวกเ้าสามารถเลือกห้องพักได้ตามสบาย ยกเว้นห้องที่มีเ้าของอยู่แล้วนะ อ่อ อย่าลืมว่ามีทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่อาศัยอยู่ที่นี่ และบางคนก็ชื่นชอบความสงบมาก จะดีที่สุดถ้าไม่เข้าไปรบกวนห้องส่วนตัวของพวกเขา นี่เป็ข้อห้ามเพียงอย่างเดียว”
“เข้าใจแล้ว” หลินเฟิงพยักหน้า เขาไม่ได้้าห้องพักที่มีสิทธิพิเศษใดๆ พวกเขาต่างเลือกห้องพักที่อยู่ใกล้ๆ กันถึง 5 ห้อง เผื่อว่าหากมีใครลำบากขึ้นมาจะได้ช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที
“ถ้างั้นข้าเลือกห้องนี้” หลินเฟิงชี้นิ้วไปยังห้องหินห้องหนึ่ง จิ้งหยุนและต้วนเฟิงก็เลือกอยู่ห้องที่ใกล้กับหลินเฟิง ส่วนหยวนซานเลือกห้องที่อยู่ติดกับต้วนเฟิง
“แล้วเ้าล่ะ?” หลินเฟิงถามเมิ่งฉิง
“เ้าอยู่ไหนข้าอยู่นั่น”
เมิ่งฉิงกล่าวอย่างเฉยเมย น้ำเสียงของนางดูสงบมาก แต่อย่างไรก็ตามประโยคนี้ก็ทำให้หลินเฟิงกับคนอื่นๆ พากันตะลึงจนตาค้าง
เวิ่นอ้าวเสวี่ยมองหลินเฟิงอย่างล้อเลียน ทำให้หลินเฟิงรู้สึกอึดอัดมาก
“ฮ่าฮ่าฮ่า ควาดคิดเช่นนั้นก็ไม่เลว!” หยวนซานหัวเราะอย่างเบิกบาน หลินเฟิงเหลือบมองเขาเล็กน้อย เ้าหมอนี่คิดไปถึงไหนกัน!!! แค่นอนห้องเดียวกันเฉยๆ!!!
“เอางั้นก็ได้ ข้าจะดูแลเ้าเป็อย่างดีเลย”
หลินเฟิงกล่าว ทำให้ต้วนเฟิงรู้สึกประหลาดใจ หลินเฟิง้าดูแลพี่เมิ่งฉิง?!
“พี่หลินเฟิงช่างเป็คนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ” ต้วนเฟิงคิดในใจเงียบๆ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป
“ถ้าพวกเราอยู่ด้วยกัน เ้าต้องเล่าเื่สนุกๆ ให้ข้าฟังอย่างน้อย 10 เื่ต่อวัน”
เมิ่งฉิงกระซิบ ทำให้หลินเฟิงถึงกับเข่าอ่อนจนเกือบจะล้มลง ช่างเป็ผู้หญิงที่โหดร้ายยิ่งนัก!
…
เช้าวันที่สอง ยังคงมีคนเดินทางมายังสำนักเทียนอี้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มากเท่าเมื่อวาน
ในเมืองหลวง พื้นที่ใจกลางเมืองมีลานกว้างอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถบรรจุคนได้นับไม่ถ้วน ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปที่นั้นอย่างหนาแน่น
นอกลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่มีประตูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งมีคำว่า ‘ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่’ ถูกแกะสลักไว้
นี่คือวันที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่กำลังจะเปิดขึ้นอย่างเป็ทางการ หลังจากที่มีข่าวแพร่กระจายไปทั่วในหมู่ประชาชน ทำให้มีฝูงชนจำนวนมากรีบไปที่นั้นทันที บางคนหวังว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ขณะที่บางคนมาเพื่อเป็สักขีพยานของเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของอาณาจักร
บางทีพิธีเปิดวันนี้อาจจะไม่ราบรื่นก็เป็ได้!
