ไม่เพียงแค่ดวงตามืดบอดที่ทำให้จางิออกไปทำมาหากินไม่ได้ อีกสาเหตุสำคัญคือความพิการ จางิไม่อาจใช้ร่างกายได้เหมือนก่อน
“ข้าสงสารเ้าเหลือเกิน… ”
จางิกล่าวเสียงเศร้า…
แม้ว่าดวงตาจะมองไม่เห็น แต่เสียงดังของถ้วยชามกระทบกันอยู่ในครัวที่ได้ยินจนชิน ทำให้จางิรู้ว่ากุ้ยเหลียนกลับมาถึงบ้านแล้ว หลังจากนางออกไปรับจ้างเก็บใบชาั้แ่เช้ามืดเหมือนอย่างที่เคยทำอยู่เป็ประจำทุกวัน
“ท่านพี่ไม่ต้องห่วง แม้ว่าตาของท่านพี่จะมองไม่เห็น แต่ข้ายังทำงานได้ พรุ่งนี้ข้าจะออกไปรับจ้างเก็บผักที่หมู่บ้านข้างๆ… ”
กุ้ยเหลียนกล่าวขณะกำลังทำอาหารสำหรับทุกคนในครอบครัว นางเป็คนเดียวที่เข้าครับหุงข้าว จึงรู้ดีว่าข้าวสารที่เหลืออยู่นั้นคงกินได้อีกไม่เกินห้าวัน เหตุนี้นางจึงต้องออกไปทำงานหาเงินเพื่อซื้อข้าวสารสำรองไว้สำหรับวันต่อๆ ไป
แม้ว่าจางหยวนพ่อสามีของนางยังออกล่าสัตว์ได้ตามเดิมเพราะร่างกายไม่ได้พิการจากอุบัติเหตุร้ายแรงในครั้งนั้น
แต่การล่าสัตว์ก็ไม่ง่าย นับวันยิ่งยากเย็นขึ้น ไม่เหมือนกับการออกล่าในวันที่มีลูกชายเคียงข้าง นานๆ ครั้งจางหยวนจึงจะได้เนื้อมาแร่ขายพอได้เงินมาซื้อข้าวปลาอาหารเจือจุนครอบครัว
ภายหลังเสร็จจากกินอาหารมื้อเช้าร่วมกัน กุ้ยเหลียนเดินออกไปทางหลังบ้านเพื่อไปรับลูกชายที่ฝากป้าจื่อเลี้ยงไว้ั้แ่เมื่อตอนเช้ามืด
“ป้าจื่อ… จางซือตื่นหรือยัง”
กุ้ยเหลียนร้องถามหญิงวัยกลางคนที่กำลังเอาผักออกจากตะกร้าที่นางเพิ่งเก็บมา ‘จางซือ’ คือชื่อของลูกชาย นามนี้จางิสามีของนางเป็คนตั้งให้
“ลูกของเ้ายังหลับอยู่เลย… ”
ป้าจื่อตอบพลางเดินเข้าไปอุ้มเด็กชายในวัยขวบกว่าที่กำลังจ้ำม่ำออกมาให้ผู้เป็แม่
“ลูกแม่… ”
กุ้ยเหลียนรับร่างน้อยมาแนบอกด้วยความรัก เดินกลับมาบ้านโดยไม่ลืมขอบคุณป้าจื่อที่ช่วยเลี้ยงลูกให้ทุกครั้ง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน วันนี้กุ้ยเหลียนสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างว่าในระหว่างที่นางกำลังนั่งป้อนนมลูกชายอยู่หน้าบ้าน มีสายตาคู่หนึ่งแอบมองนางไม่วางตา
“ท่านพ่อ… ทำไมท่านมองข้านานจัง”
กุ้ยเหลียนถามตรงๆ…
ทำเอาคนที่กำลังแอบมองเต้านมอวบคัดของสะใภ้แม่ลูกอ่อนสะดุ้ง
“มองเพราะข้าสงสารเ้า… ”
