เมิ่งห้านถีบประตูให้เปิดกว้าง เพียงพอสำหรับให้ม้าเดินเข้าไปได้อย่างสบาย เมื่อเกิดเสียงดังจนบ่าวไพร่ได้ยินอย่างชัดเจน พ่อบ้านฝานจึงรีบวิ่งมาดูด้วยตนเอง แต่นั่นเป็การเอาชีวิตตัวเองมาทิ้งภายใต้คมดาบขององครักษ์จากวังหลวงแทน ไหนจะมีเสียงกรีดร้องของสาวใช้ที่เห็นการสังหารคนต่อหน้า บ่าวไพร่คนอื่นที่เห็นก็แตกตื่นวิ่งหนีกันให้วุ่น
“คนที่มีวรยุทธ์ปะาให้หมดอย่าได้ละเว้น เมิ่งห้านข้า้าตัวฝานฮุยและคนในครอบครัวเป็ ๆ” รัชทายาทตรัสเสียงเย็นจนคนฟังยังขนลุกไปทั้งตัว
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
เมิ่งห้านให้องครักษ์อีกสองคนติดตามตนเอง เพื่อไปนำตัวเ้าเมืองฝานฮุยกับครอบครัวมาพบรัชทายาท ที่ยังไม่ยอมลงจากหลังม้า ส่วนคนที่เหลือเริ่มกระจายตัวไปตามจุดต่าง ๆ พบเจอบ่าวที่มีวรยุทธ์ก็เริ่มสังหารทันที
เคร้ง!! ฉัวะ! อ๊าก เคร้ง! ฉึก! ตุบ
เนื่องจากเสียงดังที่เกิดขึ้นไปทั่วจวนยามนี้ คนสนิทของเ้าเมืองได้เห็นการฆ่าฟัน จึงรีบนำความไปรายงานต่อเ้านาย ที่กำลังกระวนกระวายกับเสียงที่ได้ยิน เขาเดินวนไปวนมาสายตาคอยจับจ้องที่ประตู รอให้คนสนิทอย่างชิงโปกลับมารายงาน
ตึก ตึก ตึก ปึง!
“แฮ่ก ๆ ๆ เรียนใต้เท้า ตอนนี้มีกลุ่มคนแปลกหน้าบุกเข้ามา และไล่สังหารบ่าวไพร่ที่มีวรยุทธ์ของเราไปหลายคนขอรับ” ชิงโปรายงานด้วยเสียงเหนื่อยหอบ
“คนพวกนี้เป็ใคร เหตุใดถึงบุกเข้ามาสังหารคนของข้าเช่นนี้เล่า หรือว่าจะเป็พวกโจรป่าหรือไม่ชิงโป” เ้าเมืองฝานไม่คิดว่าเื่นี้จะเกี่ยวกับตน
“บ่าวก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่คนกลุ่มนี้มิได้ปิดหน้าดังเช่นโจรทั่วไปนะขอรับใต้เท้า” ชิงโปคิดต่างกับเ้าเมืองฝาน
“หากไม่ใช่โจรแล้วจะเป็ใครได้อีกเล่า ฮ้ายย”
คำตอบที่ชิงโปตอบไม่ได้ยามนี้มีคนมาช่วยตอบให้เ้าเมืองได้รู้ถึงเรือน นอกจากนี้คนสนิทอย่างชิงโป ยังถูกสังหารอย่างง่ายดายต่อหน้าเขาอีกด้วย
“พวกข้าเป็คนที่จะมาลงโทษขุนนางกังฉิน ที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่วเมืองสุยโจวอย่างไรเล่า”
ขวับ!!
“หยุดอยู่แค่หน้าประตูอย่าได้ก้าวเข้ามาเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะให้คนของข้าสังหารพวกเ้าซะ” เ้าเมืองหันไปมองเมิ่งห้านพร้อมคำข่มขู่
“โอ้ ช่างเป็คำขู่ที่น่ากลัวเสียเหลือเกิน ตอนนี้ข้าก้าวเท้าเข้ามาด้านในแล้ว คนสนิทของท่านจะลงมือได้หรือยังเล่า” เมิ่งห้านหยุดเท้าของตนไว้เพียงกลางห้องนี้เท่านั้น
“หึ ได้ ในเมื่ออยากตายนักข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง ชิงโปฆ่ามันซะอย่าให้มันพูดอันใดได้อีก” เ้าเมืองโมโหจนหน้าแดงก่ำเพราะเมิ่งห้านมิได้เกรงกลัวคำขู่ของตน
“ขอรับใต้เท้า”
ชิงโปชักดาบออกจากฝัก ก่อนจะดีดตัวเข้าหาเมิ่งห้านที่ยังยืนนิ่ง เขาเบี่ยงตัวหลบปลายดาบได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนตัวเตะเข้าที่ยอดอกของชิงโป จนร่างลอยไปกระแทกกับโต๊ะกลางห้องแตกกระจาย เขาะโตามไปอย่างกระชั้นชิด พร้อมกับดึงมีดสั้นออกมาแทงไป
ที่หัวใจของชิงโป จนฝ่ายถูกแทงขาดใจตายทันที
ปึก โครม!! พรึ่บ! ฉึก! อั่ก ตุบ
“ชิงโป!!” เ้าเมืองฝานเรียกชื่อคนสนิท ที่ต้องตกตายภายใต้เงื้อมมือของเมิ่งห้าน
“ตอนนี้ไม่มีใครช่วยท่านได้อีกแล้ว เชิญเ้าเมืองฝานไปยังห้องโถงเรือนใหญ่เถิด อ้อ ไม่ต้องคิดร้องขอความช่วยเหลือจากบ่าวไพร่ เพราะทุกคนวิ่งหนีไปคนละทิศละทางแล้ว เชิญ!” เมิ่งห้านใช้น้ำเสียงที่แข็งกระด้างกล่าวเชิญเ้าเมืองฝาน
เมื่อไม่มีคนคุ้มกันเ้าเมืองฝานจึงต้องยอม และเดินตามเมิ่งห้านไปแต่โดยดี พอใกล้จะถึงห้องโถง เ้าเมืองฝานได้ยินเสียงร้องไห้ระงม ซึ่งเป็บรรดาฮูหยินและอนุภรรยาของเขา แต่เสียงบุรุษที่ดังขึ้นนั้นกลับน่ากลัวชวนให้คนที่ได้ยินถึงกับขนหัวลุก
ฮือ ๆ ๆ โฮ ๆ ๆ
“หากพวกเ้ายังไม่หุบปาก ลิ้นของพวกเ้าจะถูกดึงออกมาทันที หรือใครที่ไม่้าให้ดึงลิ้น ก็มีวิธีดึงเส้นเสียงของพวกเ้าออกมาเช่นกัน” รัชทายาทหลับพระเนตรลงหลังจากพยายามระงับโทสะอยู่นาน
“.....”
ภายหลังไร้เสียงร้องไห้ของเหล่าสตรี ก็เป็เมิ่งห้านที่นำตัวของเ้าเมืองฝานเข้ามาบ้าง
“ทูลรัชทายาทกระหม่อมนำตัวเ้าเมืองฝานมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“..!!???...”
“ระ ระ รัชทายาทงั้นรึ!”
“เหตุใดยังไม่คุกเข่าลงอีกฝานฮุย!!”
“ตุบ กระ กระหม่อมฝานฮุยถวายบังคมรัชทาบาทพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคุกเข่าลงแล้วเ้าเมืองฝานก้มหัวทำความเคารพ และไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองบุรุษตรงหน้าอีก
“เ้ารู้ความผิดหรือไม่?” รัชทายาทนั่งลงบนเก้าอี้ตรงตำแหน่งเ้าบ้าน
“กระหม่อมไม่ทราบว่า รัชทายาทหมายถึงเื่อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” เ้าเมืองฝานลืมเลือนทุกอย่างจนสิ้นยามอยู่ต่อหน้าบุตรของโอรส์
“หืม เปิ่นไท่จื่อไม่คิดว่าเ้าจะลืมสิ่งที่ทำเสียสิ้น แต่ไม่เป็ไรในเมื่อเ้าจำไม่ได้ เช่นนั้นเราจะช่วยรื้อฟื้นความจำให้เ้าเอง เมิ่งห้าน! ขออ่างน้ำใบใหญ่ใส่น้ำให้เต็ม เ้าเมืองฝาน้าความช่วยเหลือจากเปิ่นไท่จื่อ” รัชทายาทตรัสด้วยพระสุรเสียงราบเรียบ ไม่เร่งรีบดังเช่นก่อนหน้านี้เลยสักนิด
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
เมิ่งห้านและองครักษ์อีกสามสี่คนค้นหาอ่างน้ำขนาดใหญ่ก่อนจะเติมน้ำจนเต็ม จากนั้นรัชทายาทมีรับสั่ง ให้มัดมือมัดเท้าเ้าเมืองฝานและดึงขึ้นให้ร่างท้วมห้อยหัวตรงอ่างน้ำ
“พวกเ้าช่วยทบทวนความจำให้เ้าเมืองฝานที ช่วยจนกว่าจะจำได้หากจำไม่ได้จริง ๆ ก็ส่งเ้าเมืองฝานไปท่องปรโลกเสีย แต่เ้าเมืองฝานไม่ต้องกลัวว่าจะไปเพียงลำพัง เปิ่นไท่จื่อจะส่งเหล่าสตรีเรือนหลังของเ้าตามไปปรนนิบัติ” รัชทายาทรับสั่งอย่างไม่หยี่ระ
“พ่ะย่ะค่ะ”
ยามนี้สตรีทั้งหลายต่างตะลึง กับพระดำรัสของรัชทายาท ที่เพิ่งตรัสกับสามีของพวกนาง บางคนถึงกับอ่อนแรงยอมรับสิ่งนี้ แต่มีบางคนไม่อยากรับผิดไปกับสามี คิดจะวิ่งหนีออกไปจึงต้องรับโทษอย่างช่วยไม่ได้ ร่างของเ้าเมืองฝานถูกยกขึ้นจากพื้น และปล่อยด้านศีรษะ
ลงในอ่างน้ำไปครึ่งตัว เขาถูกทรมานอยู่ถึงสามครั้ง จึงยอมรับสารภาพด้วยกลัวความตาย ทั้งที่ความจริงก็หนีไม่พ้นโทษปะาอยู่แล้ว
“แค่ก ๆ ๆ พูดแล้ว กระหม่อมพูดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิ่นไท่จื่อรอฟังอยู่”
“กระ กระหม่อมลักลอบสร้างบ้านพักส่วนตัว โดยยักยอกเงินภาษีของราษฎรและยังเปลี่ยนเส้นทางน้ำ ทำให้เมืองสุยโจวเกิดปัญหาเื่ขาดแคลนน้ำพ่ะย่ะค่ะ รัชทายาทโปรดเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เ้าเมืองฝานร้องขอความเมตตาหลังยอมรับสารภาพ
“หืม ขอความเมตตางั้นหรือ เ้ามีสิทธิ์อันใดมาร้องขอความเมตตา กับชาวบ้านมากมายที่เดือดร้อน เปิ่นไท่จื่อไม่เห็นถึงความเมตตาของเ้าแม้แต่น้อย แล้วเหตุใดเปิ่นไท่จื่อต้องมอบมันให้กับเ้าด้วยเล่า!” รัชทายาททรงตรัสอย่างมีโทสะ
“รัชทายาท ๆ กระหม่อมรู้ผิดแล้ว โปรดเมตตากระหม่อมสักครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นเสียงร้องขอความเมตาของเ้าเมืองฝาน หลีปิ่งเฉิงที่จัดการลูกน้องไม่รักดีเสร็จสิ้นแล้ว ได้มาสมทบตามที่พูดไว้พอดี และทันได้ยินคำพูดของเ้าเมืองฝาน เขาจึงรู้สึกโกรธไม่น้อยกับการกระทำที่ชั่วช้านี้ และยังใกับคนที่เพิ่งจะพบไปก่อนหน้าว่าเป็ถึงองค์รัชทายาท
“ฝานฮุย! เ้าสารเลว!! ทำผู้คนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ลำบากเดินทางไปหางานทำต่างเมือง เ้ายังมีหน้าทูลขอพระเมตตาอีกเช่นนั้นรึ! กระหม่อมหลีปิ่งเฉิงถวายบังคมรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ โปรดประทานอภัยที่กระหม่อมเสียมารยาท” หลีปิ่งเฉิงต่อว่าเ้าเมืองฝาน ก่อนจะคุกเข่า
ทำความเคารพรัชทายาท
“หัวหน้าหลีไม่ต้องมากพิธีท่านมาได้ถูกเวลายิ่งนัก เช่นนั้นเปิ่นไท่จื่อขอมอบงานสำคัญให้ท่านลงมือได้หรือไม่” รัชทายาทเปลี่ยนพระทัยทรง้าให้หลีปิ่งเฉิง จัดการลงโทษเ้าเมืองฝานแทน
“กระหม่อมยินดีรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” นี่ถือเป็บุญวาสนาของเขามาก ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้ารัชทายาทจ้าวเจาเยี่ยน
“นำตัวเ้าเมืองฝานฮุยพร้อมทุกคนทั้งตระกูล ไปปะายังลานกลางเมือง พร้อมประกาศความผิดทั้งหมด จากนั้นรับสมัครบุรุษที่ร่างกายแข็งแรง เพื่อช่วยเปิดเส้นทางน้ำบนูเาให้กลับมาเป็เช่นเดิม” รัชทายาททรง้าให้ราษฎรในเมืองสุยโจว ได้รับรู้ความจริงว่า
ปัญหาเื่การขาดแคลนน้ำ มิได้เกิดจากภัยธรรมชาติแต่อย่างใด
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ อานจือเ้าไปตามคนอื่นเข้ามาและนำตัวคนตระกูลฝานไปยังลานกลางเมือง เพื่อรับโทษปะาชีวิต อย่าลืมเื่ป่าวประกาศความผิดของขุนนางชั่วผู้นี้ด้วยเล่า” หลีปิ่งเฉิงรับพระบัญชาจากรัชทายาท ก่อนจะให้ลูกน้องคนสนิทไปตามคนมาเพิ่ม
“ขอรับหัวหน้า”
“รัชทายาทโปรดเมตตาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“โปรดเมตตาพวกหม่อมฉันด้วยเพคะรัชทายาท ฮือ ๆ ๆ”
“พวกหม่อมฉันไม่รู้เื่อันใดเลยเพคะ โปรดละเว้นด้วยเพคะรัชทายาท ฮือ ๆ ๆ”
ไม่ว่าจะมีเสียงร้องขอความเมตตาสักเพียงใด คนเหล่านี้ก็ได้รับเพียงสายพระเนตรที่เฉยชา และทรงนึกรังเกียจคำพูดที่กล่าวออกมาว่าตนเองไม่รู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ผู้ใดจะบอกได้ว่าสิ่งที่พูดออกมาจริงหรือเท็จ ยกเว้นเทพธิดาพยากรณ์กระมังที่สามารถช่วยยืนยันได้
หลีปิ่งเฉิงเดินนำขบวนนักโทษตระกูลฝาน ไปยังลานกลางเมืองเพียงแค่ออกจากประตูจวน เื่ที่เกิดขึ้นภายในจวนเ้าเมืองก็กระจายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีทหารหนึ่งนายทำหน้าที่ประกาศความผิด ไม่ถึงหนึ่งเค่อสองข้างทางก็เต็มไปด้วยชาวบ้าน พวกเขา้ามาดูหน้าตระกูลขุนนางชั่ว ที่ทำร้ายชาวบ้านให้อยู่อย่างลำบากมานาน เสียงด่าทอสาปแช่งหรือเศษผักเน่า ก้อนหินเล็ก ๆ ถูกขว้างไปยังฝานฮุยทั้งสิ้น ฟานฉงหูที่เห็นบุตรสาวอยู่ในขบวนนักโทษ ก็พยายามหลบเลี่ยงไม่ให้บุตรสาวได้มองเห็น ด้วยไม่้าเข้าไปมีส่วนร่วมกับความผิด ทำให้พ่อค้าที่เดินทางมาด้วยกันเห็นธาตุแท้ หลังจากนี้พวกเขาจะเลิกติดต่อค้าขายกับตระกูลฟานอย่างแน่นอน
เมื่อการปะาชีวิตนักโทษเสร็จสิ้น หลีปิ่งเฉิงได้ประกาศรับสมัครบุรุษทันที พอได้ทราบเหตุผลในการรับสมัคร ทุกคนต่างรับปากให้ความช่วยเหลือทันที
“เอาล่ะทุกคนฟังทางนี้ บุรุษคนใดที่มั่นใจว่าตนเองแข็งแรง ข้าขอรับสมัครแรงงานจากพวกเ้า อย่าได้กังวลว่าจะพาพวกเ้าไปทำศึกา แต่พวกเราจะขึ้นเขาเพื่อไปเปิดเส้นทางน้ำ ที่ขุนนางชั่วได้เปลี่ยนมันไปอีกทางให้กลับมาเหมือนเดิม ต่อจากนี้ไปเมืองสุยโจว
จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง”
“ข้าสมัครขอรับหัวหน้าหลี!”
“ข้าสมัครด้วยคนขอรับ!”
“ยังมีพวกข้าอีกขอรับหัวหน้าหลี!”
“ข้าด้วย ฯลฯ”
เพียงแค่ได้ยินเื่น้ำที่จะมีกินมีใช้เช่นเดิม ชาวบ้านต่างเต็มใจลงชื่อสมัครอย่างล้นหลาม บางคนถึงกับไม่ขอรับเงินเสียด้วยซ้ำไป รัชทายาททรงประทับอยู่บนกำแพงเมืองทอดพระเนตรกลุ่มคนจำนวนมาก มุ่งหน้าไปยังูเาที่มีน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงคนทั้งเมือง เมื่อภารกิจจากพระบิดาสำเร็จลุล่วง ทรงนึกถึงเทพธิดาพยากรณ์อย่างอวี้จิ่น
ถ้าหากไม่มีบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ซึ่งมีความสามารถด้านการทำนาย เมืองสุยโจวก็คงยังต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป และหากไม่มีนางพระบิดาของพระองค์ คงต้องพิษจากเหลียนเป่ยอ๋อง จนสิ้นพระชนม์ชีพโดยไม่มีผู้ใดช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ตัวของรัชทายาทมีผลงานใหญ่ ก็เพราะอวี้จิ่นชี้แนะมิให้มองข้ามการกระทำของมนุษย์ ฉะนั้นเมื่อเสด็จกลับถึงเมืองหลวงรัชทายาททรงคิดว่าจะประทานรางวัลให้กับนางอย่างแน่นอน
