มารดาสกุลต้วนเปิดปากถามว่า “โยวหราน เ้าให้ทุกคนมารวมตัวกันด้วยมีเื่ใหญ่อันใดจะบอกหรือ?”
เคอโยวหรานพยักหน้า ชำเลืองมองทุกคนพลางเอ่ย “ท่านแม่เ้าคะ แม้ว่ายามนี้พวกเราจะหาเงินได้จำนวนหนึ่งแล้ว
แต่ข้าเชื่อว่าภายหน้ายังจะหาเงินได้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอนเ้าค่ะ ดังนั้นข้าจึงอยากจะเริ่มทำบัญชีให้ละเอียดั้แ่ตอนนี้เป็ต้นไปเ้าค่ะ
ภายหน้าไม่ว่าจะหาเงินมาได้เพียงใด ล้วนแต่ต้องแบ่งบัญชีกันตามอัตราส่วนเช่นในวันนี้ เพื่อป้องกันมิให้หลังจากพวกเรามั่งมีเงินทอง คนในครอบครัวจะแตกหักกันเองเพราะผลประโยชน์จนถึงขั้นเข่นฆ่ากันเ้าค่ะ”
ต้วนต้าหลางตบต้นขาเอ่ยสนับสนุนด้วยความฮึกเหิม “น้องสะใภ้สามกล่าวได้ถูกต้อง ตามหลักแล้วควรทำเช่นนี้จึงจะดี”
หยวนซื่อหรี่ดวงตามองไปทางต้วนต้าหลาง ขบเม้มริมฝีปากจนน้ำตาเกือบจะไหลออกมา เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของต้วนต้าหลาง หรือว่าสามีของนางต้องตาเคอโยวหรานเสียแล้ว?
หากต้วนต้าหลางได้ยินเสียงภายในใจของหยวนซื่อ จะต้องบริภาษนางอย่างแน่นอน อย่าว่าแต่ภรรยาของสหายมิอาจรังแก แล้วจะนับประสาอันใดกับภรรยาของน้องชาย
ต้วนต้าหลางเพียงคิดว่าการวิเคราะห์ของเคอโยวหรานถูกต้องเป็อย่างยิ่งเท่านั้น ครั้นนึกถึงเมื่อก่อน พวกเขาถูกญาติมิตรใช้กลอุบายจนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะเื่ผลประโยชน์
ไม่มีผู้ใดเข้าใจดีไปกว่าพวกเขาหนึ่งครอบครัวแล้ว ว่าผลที่ตามมาของการแบ่งผลประโยชน์ไม่เท่าเทียมกันเป็อย่างไร?
ต้วนเอ้อร์หลางพยักหน้าระรัวเช่นกัน เห็นด้วยกับความคิดของเคอโยวหรานอย่างยิ่ง
ต้วนเหลยถิงกุมมือเล็กของเคอโยวหรานเพื่อเป็กำลังใจให้นางเอ่ยต่อ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็นึกไม่ถึงว่าจะได้แต่งงานกับแม่นางน้อยที่จิตใจละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้
ถูกต้อง ควรจะพูดั้แ่ยามนี้ให้ชัดเจน ทุกคนจำต้องหารือจึงจะสามารถรวมเป็หนึ่งเดียวกันได้ดีกว่าเดิม สิ่งที่โจมตีหนึ่งครอบครัวได้มิใช่กำลังจากภายนอก แต่เป็ความขัดแย้งจากภายใน
หลังประสบกับเื่ไม่คาดฝันเมื่อสองปีก่อน คนสกุลต้วนพลันเข้าใจหลายสิ่งภายในชั่วข้ามคืน ครั้นเคอโยวหรานเสนอออกมา จึงได้รับการสนับสนุนจากทุกคน
ทางด้านสกุลเคอยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ทั้งเคอต้าส่า ถงซื่อ และน้องสาวทั้งสองต่างกอดกันเป็หนึ่งเดียวอยู่ข้างกายเคอโยวหรานเพื่อรับความอบอุ่น
ชีวิตความเป็อยู่แสนสุขตลอดเกือบหนึ่งเดือนนี้ ล้วนแต่มีเคอโยวหรานเป็ผู้นำพามาให้พวกเขา
ครั้นเห็นว่าทุกคนต่างสนับสนุนนาง เคอโยวหรานพลันรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง นางคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยต่อไปว่า
“เช่นนั้นนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เงินทั้งหมดที่พวกเราหาได้จะแบ่งเป็ห้าหุ้นส่วน คือของท่านแม่สกุลต้วน พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านพ่อท่านแม่ และพวกข้า ทุกคนล้วนได้รับส่วนแบ่งคนละสองส่วนเ้าค่ะ
จากนั้นแต่ละหุ้นส่วนจะต้องแบ่งหนึ่งในสิบส่วนของเงินส่วนแบ่งที่ได้รับเข้าส่วนกลาง เพื่อเอาไว้เป็ค่าใช้จ่ายส่วนรวมเ้าค่ะ
ยกตัวอย่างเช่น เดือนนี้ข้าหาเงินได้สองร้อยตำลึง ทุกหุ้นส่วนจะได้เงินส่วนแบ่งคนละสี่สิบตำลึง จากนั้นแบ่งหนึ่งในสิบส่วนมาไว้ในส่วนกลาง ดังนั้นทุกหุ้นส่วนจะต้องจ่ายเงินสี่ตำลึงมาไว้ในบัญชีส่วนกลางเ้าค่ะ
จะมีท่านแม่สกุลต้วนเป็คนดูแลแต่เพียงผู้เดียว เมื่อจำเป็ต้องใช้จ่ายเพื่อส่วนรวม เช่นนั้นก็ต้องใช้เงินในบัญชีส่วนกลางเ้าค่ะ
ด้วยตัวอย่างอัตราส่วนการจัดสรรนี้ ไม่ว่าพวกเราทำกิจการอันใดหรือหาเงินมาได้เท่าใด ล้วนต้องจัดสรรปันส่วนกันตามเช่นนี้ ทุกคนเห็นด้วยหรือไม่เ้าคะ?”
“ดี พวกเราเห็นด้วย”
“ได้ พวกเราเห็นด้วย” ......
มารดาสกุลต้วนพยักหน้าเอ่ยชมเชยเช่นกัน “ความคิดนี้ของโยวหรานดียิ่งนัก นึกไม่ถึงว่าจะคิดไปในทิศทางเดียวกันกับแม่ สมแล้วที่เป็ศิษย์ของท่านปรมาจารย์ทั้งสอง แม่ยอมแพ้เสียแล้ว”
เคอโยวหรานหันไปสบตากับต้วนเหลยถิงด้วยความดีใจ นึกไม่ถึงว่าจะได้รับคำชมจากแม่สามี
ทุกคนต่างบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกสะใภ้กับแม่สามีเป็สิ่งที่เข้ากันยากที่สุด กลับไม่คาดคิดว่านางกับมารดาสกุลต้วนจะกลายเป็เหมือนมารดากับบุตรสาวแท้ๆ
หยวนซื่ออดกลั้นจนใบหน้าแดงก่ำ กระทั่งปอดยังแทบจะะเิ นางแต่งเข้าจวนสกุลต้วนมานานปี ทว่าจะเคยได้รับคำชมจากมารดาสกุลต้วนสักประโยคเสียเมื่อใด?
แล้วเหตุใดเคอโยวหรานถึงทำได้เล่า? แค่คนบ้านนอกขาเปื้อนโคลนในชนบทผู้หนึ่ง มีสิทธิ์อันใดได้รับการปกป้องจากทุกคนกัน?
นางอยากลุกขึ้นเอ่ยโต้แย้งสักหลายประโยค แต่กลับมิอาจหาเหตุผลในการโต้แย้งได้
มิอาจไม่ยอมรับว่าการวิเคราะห์ของเคอโยวหรานเปี่ยมเหตุผลมากจริงๆ ทว่าความริษยากลับบดบังสติปัญญาและทำให้ความเลื่อมใสอันน้อยนิดของหยวนซื่อจมหายไป
เคอโยวหรานยังเสนออีกว่า “ลายมือและการคิดคำนวณของพี่ใหญ่ดีที่สุด ข้าขอเสนอให้พี่ใหญ่เป็คนจดบัญชีและแบ่งเงินในวันสิ้นเดือน เช่นนี้ดีหรือไม่เ้าคะ?”
ต้วนต้าหลางเอ่ยบ่ายเบี่ยง “น้องสะใภ้สาม วิชาคำนวณของข้ามิอาจเทียบเ้าได้ด้วยซ้ำ ควรให้เ้าเป็คนดูแลจะดีกว่า”
เคอโยวหรานส่ายหน้า นางล้วงหยิบสมุดเข้าเล่มที่ตนเขียนขึ้นเองออกมา ส่งไปให้ต้วนต้าหลางแล้วเอ่ยว่า
“พี่ใหญ่เ้าคะ ข้ามีหลายสิ่งให้ต้องทำมากจนเกินไป ทั้งยังต้องหาเวลาว่างไปศึกษาตำราที่ท่านอาจารย์ทั้งสองทิ้งเอาไว้ ไม่มีเวลาแม้แต่นิดจริงๆ เ้าค่ะ
ควรมีพี่ใหญ่เป็คนทำจึงจะดีกว่า นี่ก็คือหลักการทำบัญชีคู่ พี่ใหญ่ศึกษาสักหน่อย เมื่อทำบัญชีเช่นนี้จะเข้าใจทันทีที่อ่าน พวกเราเชื่อใจท่านเ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว พวกเราเชื่อท่าน” ภายในสายตาของทุกคนเปี่ยมด้วยความเชื่อใจและต่างขานรับเป็เสียงเดียวกัน
ความเชื่อใจนี้ทำให้เบ้าตาของต้วนต้าหลางถึงกับอุ่นร้อน เขาพยักหน้าอย่างแรง “ได้ ในเมื่อทุกคนเชื่อมั่นใจตัวข้าถึงเพียงนี้ ข้าจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง จะต้องทำบัญชีออกมาให้ดีอย่างแน่นอน”
ในขณะนั้นเอง ประตูใหญ่สกุลต้วนพลันถูกเคาะจนเกิดเสียงดัง มีน้ำเสียงแหบแห้งของชายชราผู้หนึ่งเอ่ยว่า “ขอถามว่าต้วนซานหลางกับเคอโยวหรานอยู่ในจวนหรือไม่?”
เด็กหญิงตัวน้อยเคอโยวเยวี่ยคล่องแคล่วว่องไวเป็ที่สุด พลันโฉบกายวิ่งออกไป ดึงกลอนขัดประตูลงแล้วพาคนเข้ามาในลานเรือน
พบเพียงชายชราอายุราวห้าสิบปลายๆ ที่ผอมจนเนื้อหนังบางตาดั่งท่อนฟืนและมีริ้วรอยเต็มใบหน้า รวมถึงบุรุษร่างผอมเตี้ยใบหน้าเรียวยาว พากันยืนอยู่ในลานเรือนด้วยความลังเลและไม่กล้าเข้ามาในเรือน
เคอโยวหรานสวมผ้าปิดหน้าและดึงต้วนเหลยถิงให้เดินตามออกมา พยายามหวนนึกคนผู้นี้จากความทรงจำเ้าของร่างเดิม จากนั้นแพขนตาถึงกับอดสั่นไหวมิได้
ชายชราอายุห้าสิบปลายๆ ผู้นี้มีนามว่าเคออู่ฝู ตั้งชื่อได้ดีมากทีเดียว แต่ชะตาชีวิตกลับมิได้มีความสุขทั้งห้าประการดังชื่อของเขา
พวกเขาหนึ่งครอบครัวใช้ชีวิตในหมู่บ้านเถาหยวนอย่างยากลำบากยิ่งนัก เสบียงอาหารภายในจวนน้อยนิดเหลือแสน ต่างพากันอดตายระหว่าง่ทุพภิกขภัยในปีที่สอง เด็กที่อายุน้อยที่สุดยังมีอายุไม่ถึงสามขวบเลยด้วยซ้ำ
เนื่องจากน่าเวทนาเกินไป เคอโยวหรานมิอาจหักใจหวนนึกต่อไปได้ จึงระงับความคิดแล้วถามว่า “ท่านอาอู่ฝูมาหาข้าด้วยมีเื่อันใดหรือเ้าคะ?”
เคออู่ฝูถูฝ่ามือพลางค้อมหลัง ก้มหน้าลงไม่กล้ามองเคอโยวหราน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยปริปากเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“โยวหราน ข้าได้ยินว่าเ้าได้ที่ดินยี่สิบหกหมู่ของครอบครัวหลินโส่วเสียนมา ที่ดินผืนนั้นมีพวกเราเป็ผู้เช่ามาโดยตลอด ไม่รู้ว่าภายหน้าเ้าจะตั้งกฎอย่างไร จะยึดที่ดินกลับไปเพาะปลูกเองหรือไม่?”
เคอโยวหรานพลันเข้าใจแล้วว่าความจริงเป็เช่นนี้ เคออู่ฝูกลัวว่าหลังจากนางเอาที่ดินกลับคืน พวกเขาหนึ่งครอบครัวก็จะไม่มีที่ดินให้เช่า ภายหน้าคนทั้งครอบครัวคงต้องไร้หนทางรอดเสียแล้ว
คนทั้งครอบครัวนี้ล้วนอยู่อย่างสงบเสงี่ยม อย่าว่าแต่เคอโยวหรานไม่อยากเพาะปลูกเอง เพราะต่อให้อยากเพาะปลูกก็ยังมิอาจหักใจตัดหนทางรอดของผู้อื่นได้
เคอโยวหรานคลี่ยิ้มถาม “หลินซิ่วไฉให้พวกท่านเช่าแล้วเก็บค่าเช่ามากน้อยเพียงใดเ้าคะ?”
“หลินซิ่วไฉเก็บค่าเช่าเป็ผลผลิตหกส่วน แน่นอนว่าหากปีนี้พวกเ้าให้พวกเราเช่า จะเก็บค่าเช่าเจ็ดส่วนก็ย่อมได้” เคออู่ฝูกลัวว่าเคอโยวหรานจะไม่ให้พวกเขาเช่า จึงเป็ฝ่ายเพิ่มค่าเช่าขึ้นหนึ่งส่วน
เคอโยวหรานถึงกับไร้คำใดจะเอ่ย หลินโส่วเสียนก็ช่างใจดำเกินไปแล้ว เดิมทีครอบครัวชาวนาก็ยากลำบาก หมู่บ้านรอบข้างเก็บค่าเช่าแค่สี่ส่วน นึกไม่ถึงว่าเขาจะเก็บค่าเช่าหกส่วน ยัง้าให้ผู้อื่นมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่?
ครั้นเห็นเคออู่ฝูกำลังรอคำตอบจากนางด้วยความหวาดหวั่น เคอโยวหรานจึงคลี่ยิ้มเอ่ยว่า “ปีนี้ยังคงให้ท่านอาอู่ฝูเช่าที่ดินต่อไป ข้าจะเก็บค่าเช่าสามส่วนเ้าค่ะ”
เคออู่ฝูพลันเงยหน้าขึ้น ทอดมองไปทางเคอโยวหรานอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ทะ...เท่าใดนะ?”
เคอโยวหรานเอ่ยเน้นย้ำอีกครั้ง “ข้าบอกว่าจะเก็บเพียงสามส่วนเ้าค่ะ”
บุรุษร่างผอมถึงกับน้ำตาหลั่งรินออกมาเสียแล้ว เขาเอ่ยเสียงสั่นว่า “ดีเหลือเกินท่านพ่อ พวกเรากลับไปเตรียมที่นากันประเดี๋ยวนี้เถิดขอรับ จะได้หว่านข้าวลงไป ฮ่าๆ!”
“หือ เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ” เคอโยวหรานเอ่ยขัด “พวกท่านบอกว่าหว่านเมล็ดข้าวลงในที่ดินโดยตรงหรือเ้าคะ?”
