บอกเพียงเท่านั้นเขตต์ตะวันก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ อึดใจต่อมาก็ขับรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อสีส้มคันใหญ่ออกมาจากลานหญ้าหน้าบ้าน ตรงไปยังทางดินเล็กๆ ที่มุ่งไปสู่ไร่ส้ม ท่ามกลางประกายแสงแดดสีทองของยามสายโรยตัวอยู่เหนือไร่ส้มเขียวขจี
ฟางข้าวมองตามร่างสูงใหญ่ของเขตต์ตะวันตาละห้อย รู้สึกน้อยใจที่ได้ยินเขาบอกว่าไม่อยากเสียเวลาอยู่คุยกับเธอ
“คุณวิไลอย่าถือสาเ้าเขตต์ตะวันลูกชายผมเลยนะครับ ที่มันพูดเหมือนไม่ให้เกียรติคุณกับลูกสาว... เ้าเขตต์มันก็เป็แบบนี้”
นายบัญชาเอ่ยกับสองแม่ลูกซึ่งเขารู้ว่าคงต้องใช้เวลาสักพัก กว่าจะเคยชินกับนิสัยของพ่อเลี้ยงเขตต์ตะวันคนนี้
“ไม่เป็ไรค่ะ... ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณเขตต์ดีค่ะ เขาคงรู้สึกแปลกๆ ที่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงสองคนเข้ามาเป็ส่วนเกินอยู่ร่วมบ้าน”
วิไลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัว
“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับวิไล ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็ส่วนเกิน... เพราะว่าคุณคือ ‘ส่วนสำคัญ’ ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มสิ่งที่ ‘ขาดหาย’ ไปจากชีวิตของผม”
นายบัญชาหยอดคารมหวานเอาใจ เอื้อมไปกุมมือบอบบางของนางวิไลแล้วบีบเบาๆ
“ขอบคุณที่เมตตาเอ็นดูวิไลกับลูกสาวค่ะ”
วิไลขยับเข้าใกล้พลางยกมือไหว้แนบอกของนายบัญชาที่เอื้อมแขนออกมาโอบกอดหล่อนด้วยความรัก
ตอนเย็นของวันเดียวกันนั้น
ขณะกำลังจัดข้าวของอยู่ภายในห้องนอนซึ่งอยู่ติดกับห้องของนางวิไลผู้เป็มารดา จู่ๆ หญิงสาวก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางปานจะขาดใจ ดังแว่วออกมาจากห้องของนางวิไล จึงตัดสินใจแนบดวงตาเข้ากับรอยแยกของผนังห้องซึ่งทำด้วยไม้ ก่อนจะใจนมือไม้สั่น ใบหน้าแดงก่ำ ทำอะไรไม่ถูกกับภาพที่เห็น
“อุตะ... ”
ฟางข้าวยกมือขึ้นปิดปากเพื่อห้ามเสียงอุทานที่เกือบจะเล็ดลอดออกมาด้วยความลืมตัว ขณะสายตายังคงจับจ้องอยู่กับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า
นายบัญชากับมารดาของเธออยู่ในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อนด้วยกันทั้งคู่ ขาทั้งสองข้างของนางวิไลขัดล็อคอยู่รอบเอวหนาของนายบัญชาเอาไว้แน่น ขณะหันหน้าคร่อมเข้าหาลำตัวของเขา ในสภาพที่แก่นกายของนายบัญชากำลังอัดกระแทกเข้าใส่หว่างขาของนางวิไลไม่ยั้ง เสียงดังบลั่บๆ ชัดเจนเต็มสองหูของเธอที่จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ตั้งใจนัก
